บุกคฤหาสน์หรู270ล้าน จับแก๊งคอลฯ ผงะเช่าเดือนละ9แสน หลอกเหยื่อชาวญี่ปุ่น

สตม.ทลายรังแก๊งคอลฯ เช่าคฤหาสน์หรูย่านบางบอน ใช้หลอกลวงเหยื่อ จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย ยึดของกลางอื้อ เร่งสอบขยายผลด้าน “โรม” ข้องใจรัฐบาลไม่จัดการสแกมเมอร์จริงจัง หลังจากสหรัฐฯ ส่งสัญญาณคว่ำบาตรวรภัค ส่วนไชยชนก เบี้ยวแจง กมธ.กฎหมาย สภาฯ ปมสินบนเว็บพนัน 40 ล้าน ขณะที่กรณ์ ชี้สหรัฐฯ ไม่รอ จ่อดำเนินการ 28 รายชื่อโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ กระทบความน่าเชื่อถือประเทศไทย
เมื่อวันที่ 17 กันยายน พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.มอบหมายให้พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ.ช่วยราชการ สตม.นำกำลัง เข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรูแห่งหนึ่ง ภายในซอยเอกชัย 112 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กทม.ตามหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ซึ่งพบข้อมูลว่าถูกใช้เป็นแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคฤหาสน์ดังกล่าว มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 2.5 ตารางเมตร มูลค่ากว่า 270 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการเข้าตรวจค้นคฤหาสน์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบบุคคลต่างด้าว 13 ราย แบ่งเป็นสัญชาติญี่ปุ่น 4 ราย สัญชาติจีน 4 ราย สัญชาติเมียนมา 2 ราย สัญชาติไต้หวัน 2 ราย บุคคลพื้นที่สูง 1 ราย และพบคนไทย 1 ราย รวม 14 ราย โดยเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาสัญชาติจีน ได้เช่าคฤหาสน์แห่งนี้ ในราคาเดือนละ 9 แสนบาท พร้อมกันนั้นได้ยึดของกลาง ได้แก่ ยาเสพติดประเภทเคตามีน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อว่าใช้ในการกระทำความผิดหลอกลวงผู้เสียหาย เป็นคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง แลปท็อป 2 เครื่อง แท็บเลต 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง พ็อกเกตไวไฟ 6 เครื่อง โต๊ะทำงาน 8 ตัว เครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่น 3 ชุด บัตรประจำตัวตำรวจญี่ปุ่นพร้อมตรา 3 ชุด เครื่องหมายตำรวจญี่ปุ่น 10 ชิ้น
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการหลอกลวงผู้เสียหายในรูปแบบขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหลอกลวงว่าเป็นระบบขนส่งของประเทศญี่ปุ่น แจ้งเหยื่อให้ข้อมูลส่วนตัวยืนยันที่อยู่ปัจจุบันและเบอร์โทรศัพท์ ต่อมาจะหลอกลวงว่ามีพัสดุผิดกฎหมายอยู่ในครอบครอง ทำให้เหยื่อเกิดความกลัว ก่อนจะแอบอ้างเป็นตำรวจญี่ปุ่นเมืองฮอกไกโด หลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินให้
อีกรูปแบบจะเป็นลักษณะของการรับฝากเงิน โดยหลอกลวงว่าใบรับฝากเงินชั่วคราวที่เหยื่อทำธุรกรรมนั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด มีการฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยผิดกฎหมาย แล้วก็จะหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อว่าจะต้องถูกตำรวจญี่ปุ่นดำเนินคดี ก่อนจะขูดรีดเงินจากเหยื่อ
เบื้องต้น บช.สตม.ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ก่อนจะเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ในรายของคนต่างด้าว และประสานข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและเร่งช่วยเหลือผู้เสียหายในคดี พร้อมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 28 คนและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของเบน สมิธ, ยิมเลียก และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลังว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัคถูกกล่าวหาร้ายแรงขนาดนี้ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรี ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฎหมายอะไรบ้าง และหากไม่มีการดำเนินการเลย เป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสายที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็จบ เรื่องนี้จะทำให้ทั่วโลกมองว่าประเทศไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาสแกมเมอร์ ที่ส่งผลร้ายแรงทั่วโลก อย่างไร
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ขอยกตัวอย่างนายฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เราก็เคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ หรือเป็นเพราะเกรงใจฮุน เซนทั้งที่ฮุน โต เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ล่าช้าเพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้กวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้นต้องถามนายอนุทินว่าเกรงใจอะไรนักหนาถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่างๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อมาตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม
ที่รัฐสภา วันเดียวกัน นายรังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ กล่าวภายหลัง กมธ.ได้เรียกนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เข้าชี้แจงกรณีการเสนอสินบน 40 ล้านบาท เกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ว่าได้รับหนังสือจากนายไชยชนก แจ้งว่าไม่สามารถมาได้เนื่องจากติดภารกิจ โดยมอบหมายให้ปลัดกะทรวงดีอี ชี้แจงแทน
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า กรณีเรามีอำนาจเรียกใครเป็นการเฉพาะ หากมอบบุคคลอื่นมาทาง กมธ.จะต้องพิจารณาว่าจะรับบุคคลที่มอบหมายมาหรือไม่ ต้องพูดคุยกันใน กมธ.แต่เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่าการมอบปลัดกระทรวงดีอีจะแตกต่างอย่างไรกับการพิจารณาก่อนหน้านี้ ที่มีตัวแทนมาหลายครั้ง เนื่องจากประเด็นสินบน 40 ล้านบาท เป็นเรื่องเฉพาะตัวมากๆ เพราะเป็นการพูดในสภาฯ ของรัฐมนตรี และมีการกล่าวอ้างถึงหลายบุคคลที่ดำเนินการเป็นทอดๆ
“ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ารัฐมนตรีดีอีเข้าใจปัญหาเรื่องนี้หรือเปล่า ถึงพยายามมอบบุคคลอื่น อย่างที่ผ่านมา ท่านวรศิษฎ์ ที่ผ่านมาเขาไม่มอบใครเลย เพราะเขารู้ว่ามันมอบแทนใครไม่ได้ เนื่องจากคนในกระทรวงอื่นๆ ไม่รู้เรื่องด้วย ดังนั้นต้องเอาให้ชัดว่าตกลงรัฐมนตรีดีอีเข้าใจปัญหาที่เจอหรือเปล่า ทำไมถึงยังมอบบุคคลอื่นซึ่งน่าจะไม่สามารถตอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้” นายรังสิมันต์กล่าว
เมื่อถามว่าหากรัฐมนตรีไม่มาให้ข้อมูลเรื่องนี้จะจบอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในแง่ข้อเท็จจริงของข้อมูล เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความจริงของเรื่องนี้คืออะไร เพราะมีทั้งเรื่องเว็บพนันที่จะติดสินบนรัฐมนตรี และจ่ายกันเดือนละ 40 ล้านบาทจริง หรือถ้าเรื่องนี้ไม่จริง เป็นแค่การยกเมฆ ยกคำอ้างลอยๆ สร้างข้อมูลเท็จ โดยรัฐมนตรีดีอี ใช้พื้นที่สภาฯ โฆษณาชวนเชื่อ
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีประธานคณะกรรมาธิการ 2 คณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เตรียมเสนอให้ รมว.การต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พิจารณาดำเนินการกับบุคคลและองค์กร 28 รายชื่อที่ถูกระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยมองว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าตรวจสอบ ขณะที่หน่วยงานไทยยังไม่มีความคืบหน้า อาจทำให้ไทยถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
นายกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะประชาชนไทย แต่กระทบประชาชนทั่วโลก เมื่อประเทศที่ได้รับความเสียหายเห็นว่าการดำเนินการของไทยล่าช้าอาจเลือกใช้อำนาจตามกฎหมายของตนเองดำเนินการ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย รวมถึงสร้างข้อสงสัยทางการเมืองว่ามีการปกป้องบุคคลใดหรือไม่ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบควรเร่งทำข้อเท็จจริงให้ชัดเจน
นอกจากนี้นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ก.ล.ต.โดยเฉพาะกรณีนายวรภัค หลังจากเจ้าตัวออกมาชี้แจงและพยายามนำข้อมูลไปชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ ว่า ก.ล.ต.ของไทยเคยติดต่อหรือเรียกนายวรภัคเข้าชี้แจงแล้วหรือไม่ รวมถึงได้ขอข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ส่วนจะมีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ หากสืบสวนธุรกรรมทางการเงินอาจพบความเชื่อมโยง แต่ไม่ขอระบุว่าเกี่ยวกับบุคคลในรัฐบาล หรือพรรคการเมืองใด ย้ำว่าประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนเครือข่ายสแกมเมอร์นำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือตลาดทุนไทย
นายกรณ์ยังวิจารณ์ความล่าช้าในการทำงานของ ก.ล.ต.ว่าก่อนหน้านี้ กมธ.การเงินฯ ส่งคำถามไป 20 ข้อ แต่ได้รับคำตอบชัดเจนเพียง 1 ข้อ บางส่วนตอบไม่ตรงประเด็น และอีกหลายข้อยังไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด
นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากไทยยังดำเนินการล่าช้า ขณะที่ต่างประเทศต้องดำเนินการเอง อาจส่งผลทางอ้อมต่อภาพลักษณ์ประเทศ และทำให้การใช้อำนาจของไทยถูกมองเสมือนเป็นเป็ดง่อยที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ทันท่วงที จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและสร้างความชัดเจน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

