ขับเคลื่อน ‘TISTR Total Solutions’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่เวทีสากล ดัน Wellness Economy ให้เติบโตยั่งยืน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจสานต่อความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการบูรณาการงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ เดินหน้ากลยุทธ์ "TISTR Total Solutions" บริการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness Economy และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศ โดยมี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. และ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคาร Admin วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการสะท้อนผลลัพธ์ความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมจากเฟสแรกในปี พ.ศ.2565 อาทิ การยกระดับองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ การสนับสนุนการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล การให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งด้านอาหาร เครื่องสำอาง เวชสำอาง และสารสกัดเพื่อการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการร่วมกันพัฒนาข้อมูลสารที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
สำหรับในเฟส 2 วว. และ อย. ได้วางกรอบการดำเนินงานเชิงรุกผ่าน "TISTR Total Solutions" เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับ (SMEs ถึงรายใหญ่) ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.R&D ล้ำสมัย วิจัยและพัฒนาด้านจุลินทรีย์ อาหาร สมุนไพร และนวัตกรรมวัสดุ เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ 2.ฐานข้อมูลเชิงลึก พัฒนาบัญชีรายการส่วนประกอบอาหาร ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ และบัญชีรายการผลิตภัณฑ์สมุนไพรอ้างอิง เพื่อความถูกต้องแม่นยำ 3.โครงสร้าง NQI แข็งแกร่ง ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบให้ได้มาตรฐานสากล และ 4.โรงงานต้นแบบมาตรฐาน พัฒนาศูนย์การเรียนรู้และการผลิตที่สอดคล้องกับข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของ อย.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า การขับเคลื่อน TISTR Total Solutions ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ อย. เพื่อช่วยให้กระบวนการพัฒนาและขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้องตามกฎระเบียบ และลดความซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้อย่างแท้จริง เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศ สามารถขยายผลสู่ผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ตลอดจนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สุขภาพที่พัฒนาและผลิตโดยคนไทย และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
ด้าน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. กล่าวว่า การสานต่อความร่วมมือในเฟสที่ 2 นี้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กับข้อกำหนดทางกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค


