เตือนภัยเงียบเด็กไทย! ซึมเศร้าลามวัยรุ่นตอนต้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘ระบบนิเวศ 360 องศา’ โอบอุ้มเยาวชน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ประกาศขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (ปี 2026–2030) มุ่งเน้นการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า ผ่านการพัฒนาเด็กเชิงองค์รวม ควบคู่กับการยกระดับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ยั่งยืน
น.ส.หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการพันธกิจด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ จัดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็นรากฐานสำคัญภายใต้พันธกิจปกป้องคุ้มครองเด็ก จากการลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนจากเด็กและชุมชน พบว่าปัญหาสุขภาพจิตเด็กยุคปัจจุบันมีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจจึงต้องดูแล "ระบบนิเวศรอบตัวเด็กแบบ 360 องศา" เสริมทักษะผู้ดูแลทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุขทั้งกายและใจ
น.ส.สุชาวลี มั่นคง เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางจิตสังคม มูลนิธิศุภนิมิตฯ เผยข้อมูลสถานการณ์น่ากังวลว่า WHO ระบุเด็กและวัยรุ่นทั่วโลก 1 ใน 7 คนเผชิญความผิดปกติทางสุขภาพจิต ขณะที่สถิติในไทยโดย "คิด for คิดส์" พบกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น (11–14 ปี) คิดเป็นเกือบ 10% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด และสถิติจาก UNICEF ชี้ว่ามีวัยรุ่นไทยเกือบ 18% เคยมีความคิดฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง
ปัจจัยบั่นทอนจิตใจเด็กประกอบด้วย ปัจจัยภายใน จากการพัฒนาการสมองส่วนอารมณ์ที่โตเร็วกว่าสมองส่วนยับยั้งชั่งใจ และ ปัจจัยภายนอก เช่น แรงกดดันทางการศึกษา การบูลลี่ในโรงเรียนซึ่งไทยติดอันดับ 2 ของโลก ครอบครัวที่ขาดพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนสังคมดิจิทัลที่ทำให้ออฟไลน์ขาดปฏิสัมพันธ์

ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้เร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เช่น โครงการ “ศิลปะฮีลใจ วัยรุ่น Gen Z” ร่วมกับกรมสุขภาพจิตและสภาเด็กฯ กรุงเทพฯ และการจัดตั้ง Child-Friendly Space ในศูนย์อพยพเพื่อฟื้นฟูจิตใจเด็กในภาวะวิกฤตชายแดน
มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อมั่นว่าการแก้ปัญหาสุขภาพจิตต้องอาศัยแนวคิด "การเลี้ยงดูเด็ก 1 คน ต้องใช้คนทั้งชุมชน" โดยผสาน 4 บทบาทหลัก ได้แก่ ครอบครัว ด่านแรกในการสังเกต รับฟัง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยโดยไม่ตัดสิน , โรงเรียนและครู ป้องกันการกลั่นแกล้ง คัดกรองความเสี่ยง และสอนทักษะทางอารมณ์-สังคม , ภาครัฐ สนับสนุนนโยบาย งบประมาณ และการเข้าถึงระบบการรักษาในชุมชน และภาคประชาสังคม/ผู้เชี่ยวชาญ สนับสนุนนวัตกรรม งบประมาณ และรณรงค์ลดการตีตราผู้ป่วย
สำหรับทิศทางในอีก 3–5 ปีข้างหน้า มูลนิธิฯ วางเป้าหมายขยายการทำงานเชิงป้องกันล่วงหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบาง ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1) ผลักดันหลักสูตร SEL (Social and Emotional Learning) นำร่องพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ให้นักเรียน ม.ต้น ใน จ.จันทบุรี 2) ยกระดับผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก อบรมการเลี้ยงลูกเชิงบวก และสร้าง "เรดาร์" ให้ครูและอาสาสมัครชุมชนคัดกรองส่งต่อได้แม่นยำ และ 3) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญให้เด็กยุคดิจิทัลเข้าถึงบริการปรึกษาสุขภาพจิตได้รวดเร็วขึ้น
"การดูแลสุขภาพจิตของเด็กในวันนี้ คือการปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเด็กมีจิตใจที่เข้มแข็ง เขาก็พร้อมจะเติบโตไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่สังคมต่อไป" น.ส.หลินฟ้า กล่าวสรุป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

