ประเสริฐ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“ประเสริฐ” เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชู “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค”
เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พลังกรรมการสถานศึกษา ยกระดับโรงเรียนไทยทุกภูมิภาค” โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคอีสาน เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา
นายประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการสถานศึกษาเป็น “หุ้นส่วนสำคัญทางการศึกษา” และถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไปถึงโรงเรียนและชุมชนได้จริง ตนเคยเป็นกรรมการสถานศึกษามาก่อนถึง 3 โรงเรียน จึงเข้าใจบทบาทและความสำคัญของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งการขับเคลื่อนการศึกษาต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษา ที่จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นมืออาชีพ โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ มีหน้าที่นำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่โรงเรียน ส่วนผอ.โรงเรียนแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ขณะที่คณะกรรมการสถานศึกษาซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น ในเขตชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ จึงถือว่าทั้ง 3 ส่วนนี้คือหัวใจ สำคัญ ของการขับเคลื่อนการศึกษา ต้องร่วมกันทำงานอย่างมืออาชีพ การศึกษาจึงจะเกิดผลดี All for Education ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการสถานศึกษาที่ประกอบไปด้วยคนทุกกลุ่ม
รมว.ศธ. กล่าวว่า การเวิร์กช็อปครั้งนี้มีความสำคัญ สามารถนำไปแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง โดยให้แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เรื่องที่โรงเรียนและพื้นที่มีอำนาจแก้ไขได้ให้ตัดสินใจและลงมือทำทันที ส่วนเรื่องที่เกินศักยภาพของพื้นที่ ให้รวบรวมข้อมูลส่งมายัง สพฐ.และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปแก้ไขในระดับนโยบายและงบประมาณ ตัวอย่างเช่น การวางมาตรการโรงเรียนปลอดภัย ทางโรงเรียนสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ แต่หากเป็นอาคารเรียนเก่ามากๆ ระบบสายไฟที่เป็นอันตรายต่อเด็ก หรือเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องแจ้งมายังส่วนกลาง ไม่ควรปล่อยให้กรรมการสถานศึกษาต้องทอดผ้าป่าระดมเงินเพื่อแก้ปัญหากันเองเหมือนที่ผ่านมา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการสร้างเครือข่ายการศึกษาระดับตำบล เนื่องจากประเทศไทยมีประมาณ 72,000 ตำบล และมีโรงเรียน สพฐ.ประมาณ 29,000 โรงเรียน หากรวมโรงเรียนท้องถิ่นด้วย จะมีโรงเรียนประมาณ 30,000 แห่ง หรือเฉลี่ยประมาณ 4-5 โรงเรียนใน 1 ตำบล แต่ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำงานแยกกันขาดการเชื่อมโยงเพื่อวางทิศทางการศึกษาร่วมกันในระดับตำบล
ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก โดยปี 2568-2569 มีเด็กไทยเกิดทั่วประเทศแค่ประมาณ 420,000 คน เด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแค่ 400,000 คน ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปี 2569 มีเด็กเกิดประมาณ 13,000 คน เทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนมีเด็กเกิดประมาณ 20,000 คน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่า ภายใต้จำนวนเด็กที่ลดลง จะบริหารจัดการโรงเรียนและออกแบบการศึกษาในอนาคตที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร
“ในมิติของการตัดสินใจ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนมีฐานะเป็นนิติบุคคล หลายเรื่อง ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตพื้นที่ฯ และคณะกรรมการสถานศึกษาสามารถหารือและตัดสินใจร่วมกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลางทุกเรื่อง เช่น เรื่องทรงผมนักเรียน และเวลาหน้าจอที่เด็กจะใช้ ทางโรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางให้เหมาะกับบริบทได้เลย ส่วนเรื่องนโยบายใหญ่ ๆกระทรวงจะเป็นผู้กำหนดกรอบและลงไปให้คำแนะนำ ผมอยากจะเห็นการทำงานลักษณะผู้บริหารแบบมืออาชีพหรือแบบ CEO ผอ.เขตฯ ผอ. โรงเรียน และกรรมการสถานศึกษาทำงานร่วมกันและมีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเป็นมิติที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง” นายประเสริฐ กล่าว
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้โรงเรียนนำผลจากการเวิร์กช็อปครั้งนี้เป็นการบ้านกลับไปจัดทำ 3 เรื่อง คือ 1. School Action Plan ให้ครอบคลุม 5 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องเป็นแผนที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการลดภาระงานครู การลดความเหลื่อมล้ำ การเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริงเด็กเรียนแล้วมีงานทำห โรงเรียนปลอดภัย การร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2.การจัดทำพันธะสัญญาระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน 1 โรงเรียน 1 พันธะสัญญา โดยกำหนดระยะเวลาว่าภายในเวลาเท่าไหร่จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามพันธะนั้น และ 3.จัดทำแผนเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องรวบรวมทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เพื่อนำมาจัดทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ของชาติในรูปการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกโดยใช้เอไอมาช่วย ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง








