แพทย์เตือนทำสวยบ่อยไม่ได้แปลว่าหน้าจะเด็ก! พร้อมไขข้อสงสัย วิ่งเยอะทำหน้าแก่จริงไหม?

ทำสวยทุกเดือนแล้วจะหน้าเด็กจริงไหม? ทำสวยบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่ามากเกินไป? “หมอบาส จาก Wind Clinic ” เผยในรายการ THE LAZY GENIUS มาเปิดความจริงเรื่องการดูแลผิวที่หลายคนอาจเข้าใจผิด ตั้งแต่ทำไมใบหน้าถึงแก่พร้อมกันหลายชั้น เจ็บมากไม่ได้แปลว่าสวยมาก ไปจนถึงการเลือกหัตถการให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน พร้อมไขข้อสงสัย วิ่งเยอะทำให้หน้าแก่จริงไหม? หัตถการที่เจ็บน้อย แต่ผลลัพธ์ชัด มีจริงเหรอ? และทำไมความสวยที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากความมั่นใจในตัวเอง ต้องรู้ว่าอะไรเหมาะกับเรารวมทั้งเน้นย้ำว่าปัญหาความงามไม่ได้อยู่แค่ภายนอก แต่อยู่ที่การสะท้อน Personality และความมั่นใจจากข้างในเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด พร้อม Update Trend การดูแลผิวปี 2026

จุดเริ่มต้นการเพิ่มความสดใสบนใบหน้าและตำแหน่งปัญหายอดฮิต ?
หมอบาส: จริง ๆ ปัญหาคนเราไม่เหมือนกัน ในแต่ละช่วงวัยปัญหาก็ไม่เหมือนกันด้วย สิ่งที่พบว่าคนไข้มักจะมา Complain หรืออยากที่จะดูแล ส่วนใหญ่จะเป็นอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางของหน้า รู้สึกว่าใต้ตาดูโหล มีร่องแก้ม มีร่องน้ำหมากหรือมีเหนียง ถามว่าทำไมคนเราถึง Complain ส่วนนั้น เพราะเวลาเราส่องกระจก เราเห็นตรงนี้ก่อน เป็นเหตุผลที่หลาย ๆ คน เอาผมมาปิดด้านข้างหรือบางคนสายตาสั้นก็เห็นแค่ส่วนนี้ แต่เราไม่เคยหันมองด้านข้างจริง ๆ เรามีขมับตอบด้วยนะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่คนไข้มักจะกังวลกับสิ่งที่หมออย่างเราคิดว่าจำเป็นต้องทำการรักษาอาจไม่ได้ตรงกันในทุก Case เสมอไปครับ
การดูแลและยกกระชับผิวด้านบนมีการรักษาได้กี่แบบ ?
หมอบาส: ผิวด้านบน หมอขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ แล้วกัน ประเภทที่ 1 คือใช้เครื่องมือในการยกกระชับผิวด้านบนหรือใช้พลังงาน อาจจะใช้เครื่องที่ขั้วเดี่ยวหรือใช้พลังงานก็ว่าไป ประเภทที่ 2 คือแบบฉีด เป็น Injectable คือ Biosimulator หรือตัวกระตุ้นการสร้าง Collagen แบบฉีด
การดูแลและยกกระชับชั้นไขมัน ?
หมอบาส: ชั้นไขมันเอง ตัวที่ใช้ได้บ่อยๆ จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการยกกระชับครับ ยกตัวอย่างเช่น Monopolar RF หรือคลื่นสีวิทยุขั้วเดี่ยวที่ปล่อยพลังงานลงไปถึงชั้นไขมัน อันนี้ก็มักจะเป็นที่นิยมในการใช้ ณ ปัจจุบันครับ
วิธีเช็กความหย่อนคล้อยด้วย Pinch Test ?
หมอบาส: วิธีการง่ายมากเลยครับ คือเราลอง Test ตัวเองได้ Pinch Test คือการเอามือเรานี่แหละจับไปที่ผิวของเราแล้วดึงออกมาดู ถ้าดึงออกมาแล้วมีความยืดมาก อันนี้มีความหย่อนคล้อยที่ผิวด้านบนเป็นที่ Skin ถ้าจับเข้าไปแล้วมีแต่เหมือนเราจับหน้าท้องตัวเองแล้วมีชั้นไขมัน อันนั้นก็อาจจะเกิดจากชั้นไขมันที่มันหย่อน ที่อาจจะตรวจได้เองที่บ้านคร่าว ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณหมอเองก็มีวิธีการตรวจอย่างอื่นอีกเพื่อวินิจฉัยว่าจริง ๆ แล้วปัญหาเกิดจากตรงไหน
การยกกระชับผิวชั้นลึก SMAS ?
หมอบาส: ชั้นที่ 3 คือลึกกว่าไขมัน แต่เหนือกล้ามเนื้อแล้วกัน คือชั้นบนกล้ามเนื้อที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้าชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า เขาเรียกว่า SMAS เส้นเอ็น เรียกว่าเป็นเส้นเอ็นง่าย ๆ ก็ได้ ชั้นนี้เองก็จะมีการใช้กลุ่ม Microfocused Ultrasound เรียกว่าเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงในการยกกระชับชั้นนั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มเครื่องที่มีงานวิจัยรองรับแล้วบอกแน่นอนเลยว่า ยกกระชับที่ชั้นนี้จริงครับ
เหตุผลที่ต้องเน้นรักษาผิวด้านบนก่อนชั้นลึก ?
หมอบาส: จริง ๆ ต้องบอกว่า ความหย่อนคล้อยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลายปัญหาพร้อมกัน คือต้องบอกว่า ไม่ใช่แค่ผิวหนังด้านบนที่หย่อนอย่างเดียว ชั้นไขมันก็จะมีเยื่อหุ้มไขมันที่หย่อนได้ด้วยแล้วมีชั้น SMAS ที่หย่อน เพราะฉะนั้นเองคุณหมอหลาย ๆ ท่านมีความเชื่อว่า การรักษาที่ผิวด้านบนก่อนที่จะไปรักษาชั้นที่ลึกขึ้นเลยสำคัญกว่า การที่เราทำการรักษาไม่ได้มองว่าดีที่สุดอย่างเดียว เราดูการรักษาที่เหมาะสมและตอบโจทย์คนไข้ ณ ปัจจุบันด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์ผิวในปัจจุบัน มาแรงกว่าเทรนด์โครงสร้าง
เราต้องทำกี่อย่างจะไปถึงผิวข้างใน มีแนวทางการรักษาแบบที่เดียวแล้วได้เลยไหม ?
หมอบาส: ไม่มีครับ กรุงเทพฯไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวและที่สำคัญที่สุดคือ คนเราความต้องการไม่เหมือนกัน หมอจะบอกแบบนี้ทุกคนเลยว่าเหมือนไกด์นำทางนะ เหมือนวันนี้หมอชวนไปเที่ยวเชียงใหม่ นั่งรถไปกับหมอผ่านอยุธยาคุณบอกว่าอยุธยาสวยดีแต่อยากไปต่อ พอถึงลำพูนแล้วบอกว่าชอบลำพูน แล้วอยากลงที่ลำพูนไม่ไปเชียงใหม่ต่อกับหมอได้ไหม ได้ เพราะนั่นหมายถึงว่าคนไข้ไม่มีความกังวลกับสิ่งที่เขาเป็นแล้ว เพราะฉะนั้นกลับมาตอบคำถามที่บอกว่า เราต้องทำกี่อย่างหมอ เราอาจจะไม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนไข้ในทุก ๆ คนก็ได้ เราอาจจะทำบางอย่างแล้วทำให้เขารู้สึกว่าเขาโอเค เขา Confident มากขึ้น มั่นใจแล้วกับสิ่งที่เขาเป็นก็อาจจะพอแล้วครับ เสริมว่านอกจากต้องศึกษาเครื่องมือแล้วอาจจะต้องกลับมาดูปัญหาตัวเองด้วยว่า เหมาะกับเครื่องมือนั้น ๆ มารึเปล่า ที่สำคัญที่สุด คือเครื่องมือที่เป็น Trend ที่ดี บางครั้งอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ เลือกเครื่องที่เหมาะกับเราครับ
มุมมองต่อการฉีด Skin และการเลือกผลิตภัณฑ์ตามวัย ?
หมอบาส: หมออย่างเราต้องบอกว่าไม่มีการรักษาไหนที่ดีที่สุด มีเพียงแค่การรักษาที่เหมาะกับคนไข้ท่านนั้นที่สุด สมมุติเรามีน้องคนหนึ่งอายุน้อยปัญหาผิวไม่ได้เยอะ เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารการฉีดกระตุ้นการสร้าง Collagen ที่รุนแรงมากก็ได้ เขาใช้สารเบา ๆ ฉีดเข้าไปก็กระตุ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน คนไข้อายุเยอะหน่อย Fibroblast หรือเซลล์ที่ใช้ในการกระตุ้นการสร้าง Collagen ของเขาแก่แล้ว เราอาจต้องใช้อะไรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเหมาะกับเขา เพราะฉะนั้น อยากจะบอกว่าเวลาจะฉีดอะไรก็ตามเลือกให้เหมาะกับตัวเรา เหมาะกับปัญหา เหมาะกับอายุและที่สำคัญที่สุดต้องเลือกสารที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูง เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างที่ฉีดเข้าไปบนหน้าของเราวันนี้อาจจะไม่มีอะไร แต่ทิ้งผลลัพธ์ในระยะยาวกับเราแน่นอน อันนี้สำคัญ
การที่มีแฟนเด็กช่วยให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นได้จริงไหม ?
หมอบาส: หมอบอกแบบนี้ดีกว่า คนมีแฟนสดใสขึ้นทุกคน แต่ในขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ถึงแม้เราจะบอกว่าเรามี Self-love ที่ดี เรารักตัวเอง เราดี ถูกต้อง แต่ในบางครั้งถ้า Self-love เราไม่แข็งแรงมาก สายตาคนอื่นก็ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของเราเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเรามีแฟนเด็ก ทำไมเราถึงดูกระชุ่มกระชวย ถึงอยากดูเด็ก เพราะบางครั้งเองปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กเราก็อยากที่จะเด็กไปกับเขา พาเราไปทำกิจกรรม Activity ที่มี Energy มากขึ้น ก็เลยทำให้เราสดใสมากขึ้นนั่นเอง คงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่เพียงแค่ความรักทำให้โลกนี้สดใสเสมอ
ตอนนี้ทุกคนหาข้อมูลและรีวิวจาก Social Media และข้อมูล AI ?
หมอบาส: ไม่ใช่แค่ว่าหาจาก Social Media นะ แต่กลายเป็นว่า เขาใช้เครื่องมือ AI หลาย ๆ เครื่องมือหาข้อมูลเป็น Data-Driven แล้วก็เอารูปตัวเองใส่ลงไปแล้ว Gen ให้ฉันหน่อยว่ารูปฉันเป็นแบบไหน ชั้นผิวเป็นแบบไหนแล้วก็เอารูปมาให้ดูว่า เราอยากได้แบบนี้ ตอนนี้เรามีแบบนี้นะ เพราะฉะนั้นอยากจะบอกว่า จริง ๆ แล้ว ข้อมูลที่หามาดีมาก ๆ ทำให้หมออย่างเราอธิบายคนไข้ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องทราบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า บางครั้งเองอาจไม่ได้ถูกต้อง 100% อย่างที่ 2 คือ อาจไม่ได้เหมาะกับเรา 100% เช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ควรจะเอา Information เหล่านั้นที่เราทราบมาปรึกษาคุณหมอก่อนว่า คุณหมอมีความเห็นยังไง แล้วโครงหน้าของเราเหมาะกับการรักษาแบบที่เขาหามาหรือเปล่าครับ
มีเพื่อนที่ชอบฉีดพวกที่ใบหน้า Glass Skin แล้วฉีดทุกอัน คุณหมอมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับการฉีดสกินบ้าง ?
หมอบาส: ขอบอกแบบนี้ว่าหมออย่างเราไม่มีการรักษาไหนที่ดีที่สุด มีเพียงการรักษาไหนที่เหมาะกับคนไข้ท่านนั้นที่สุด สมมุติว่าเรามีน้อยคนหนึ่งที่อายุน้อยปัญหาผิวไม่ได้เยอะเขาก็ไม่จำเป็นต้องฉีดสารกระตุ้นที่รุนแรงมากก็ได้ เขาใช้สารเบาๆฉีดเข้าไปก็กระตุ้นได้ แต่ขณะเดียวกันคนไข้อายุเยอะหน่อยเซลล์ที่ใช้การกระตุ้นของเขาแก่แล้ว เราอาจต้องใช้อะไรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเหมาะกับเขา เพราะฉะนั้นอยากจะบอกว่าเวลาจะฉีดอะไรก็ตามเลือกให้มันเหมาะกับตัวเรา เหมาะกับปัญหา เหมาะกับอายุ และที่สำคัญต้องเลือกสารที่ได้รับมาตรฐาน ความปลอดภัยสูง เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างที่ฉีดบนใบหน้าของเราวันนี้อาจจะไม่มีอะไร แต่มันทิ้งผลลัพธ์ระยะยาวกับเราแน่นอน
มีความคิดเห็นยังไงกับน้องๆ Gen Z ที่เก็บเงินไปหาหมอทุกเดือน ในขณะที่ Gen X อย่างคริส ไปหาหมอปีละ 2-3 ครั้ง ?
หมอบาส: การดูแลตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งที่หมอสนับสนุน แต่การดูแลก็ต้องเหมาะสมกับวัยของเราเช่นกัน ต้องบอกว่าปัญหาแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นฮอร์โมนสิวสำหรับ gen Z ก็อาจจะต้องใช้ความถี่ในการรักษา แต่ในการรักษาเรื่องอื่นก็ต้องบอกว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะทำเพิ่ม การที่เราไปใช้การกระตุ้นเซลล์การสร้างคอลลาเจนมากเกินไปมันอาจจะส่งผลเสียทำให้สิ่งแวดล้อมของเซลล์เราเสื่อมเช่นกัน แนะนำว่าทำตามความเหมาะสมจะได้การรักษาที่ดีกว่า
ปัญหาหน้าตอบและผิวคล้อยจากการออกกำลังกายและลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ?
หมอบาส: อยากจะสนับสนุนในการออกกำลังกาย เพราะว่าแน่นอนสุขภาพร่างกายเราดี มันดีอยู่แล้ว แต่เพียงแค่บางครั้งสุขภาพอาจจะสร้าง Challenge ใหม่ สร้างความท้าทายใหม่บนหน้า จริง ๆ หมอมักจะบอกว่า กลุ่มคนไข้ที่เราจะแบ่งออกหลังจากออกกำลังกายเป็น 2 กลุ่มหนึ่งคือเขาลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย แล้วเขาดูดีมักจะมี Skin Quality หรือคุณภาพผิวเดิมที่ดีลองสังเกตดู มีงานวิจัยพูดนะว่าในกลุ่มคนไข้ที่อยู่อายุน้อยกว่า 40 ปีเวลาน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วหรือลดลงมากขึ้นโอกาสที่ผิวจะคล้อยจะน้อยกว่า แต่ในกลุ่มคนไข้มากกว่า 40 ปีแล้วไปลดน้ำหนักหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วมักจะเกิดปัญหาตามมาคือ ความหย่อนคล้อยของผิว แล้วก็ขมับอาจจะตอบ แก้มอาจจะตอบ ตาจะดูโหล ปากจะดูบาง คาง 2 ชั้นจะดูชัดเจนขึ้น จากการที่มีผิวหย่อนคล้อย อันนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเราจะวางแผนลดน้ำหนักอยากให้ประเมินคุณภาพผิวตัวเองก่อนว่าเราเองคุณภาพผิวเราดีระดับไหน ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าเรายังไม่ลดน้ำหนักเลย ยังไม่ออกกำลังกายเลยแล้วผิวเรามีปัญหาอยู่แล้วมาเจอคุณหมอก่อน พูดง่าย ๆ คือมาทำให้ผิวของเราแข็งแรงขึ้นก่อนระดับหนึ่งก่อนที่จะไปลดน้ำหนักหรือไปออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงจะทำให้เรามีต้นทุนที่มากกว่า เพราะต้นทุนเราเยอะกว่า โอกาสเกิดความหย่อนคล้อยในอนาคตจะน้อยลง
สำหรับคนที่ปักตะกร้ามาแล้วลงลิฟต์ 100 กว่าชั้น เขาบอกว่าต้องไปทำผิวชั้นบน หัตถการนี้จะไม่ยิ่งทำให้หน้าเขาตอบอีกเหรอ เพราะตอนนี้หุ่นสวยมาก แต่หน้าเละมาก ?
หมอบาส: เป็นคำถามที่ดีมาก คือคนไข้จะกังวลว่าน้ำหนักมันลด หน้ามันตอบอยู่แล้ว หมอมายิงเครื่องมือยกกระชับ หน้ามันจะตอบอีกไหม แล้วแต่หัตถการ แล้วแต่เครื่อง คือบางเครื่องยิงแล้วหน้าจะตอบลงจริง ๆ อันนี้ต้องระมัดระวัง แต่ในบางเครื่องเอง เราสามารถเลือกโหมดที่ยิงเฉพาะ Skin ด้านบน ยิงแค่ผิวด้านบนได้ อย่าง G Mode ยิงแค่ผิวด้านบนเพื่อให้ผิวดูกระชับขึ้น โดยที่ไม่ทำให้ไขมันคนไข้หาย โดยที่ไขมันที่เขามีอยู่เท่าไหร่ให้อยู่เหมือนเดิมเอาแค่ให้ตึงอย่างเดียวครับ
ผลกระทบจากการวิ่งทำให้เกิดความหย่อนคล้อยของผิวหน้าจริงไหม ?
หมอบาส: หมอยังไม่เห็นงานวิจัยที่พูดถึงชัดเจนว่าการวิ่งทำให้เกิด Aging Process หรือกระบวนการแก่เร็วขึ้น แต่ถ้าพูดถึงกลับมาที่หลักการ แน่นอนว่าความหย่อนคล้อยของเราเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลกส่วนหนึ่ง แรง G ที่ดึงเราอยู่ ถ้าเรามี Activity อะไรก็ตามที่ทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เกิดผลกระทบกับความหย่อนคล้อย หมอว่าก็อาจจะมีผลทั้งหมด แต่เพียงแค่ว่า ตอบไม่ได้ 100% ว่าใช่หรือไม่ใช่ ณ ตอนนี้ แต่สิ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนก็คือ สิ่งที่เราวิ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการกระแทก แต่เวลาเราออกกำลังกายหรือเป็นการออกกำลังกายแบบมาราธอน คือออกกำลังกายนานๆ ต่อเนื่องกันมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะทำให้ไขมันใต้ผิวค่อย ๆ หายไปก็เลยดูลีน ไม่ใช่แค่ Body แต่ไขมันบนผิวข้างบนบนหน้าเราก็หายด้วยเลยทำให้คนไข้หน้าตอบดูลีนและที่สำคัญเวลาวิ่ง บางคนวิ่งตอนเช้าก็ดีไป วิ่งสายหน่อยโดนแดด เกิด Photoaging อีก เกิดแสงแดดมาทำให้ผิวดูหยาบกร้าน คล้ำเสีย สูญเสีย Collagen อีก เพราะฉะนั้นเลยทำให้เกิดปัญหาทั้งผิวด้านบนและไขมันด้วยครับ
การสร้าง Self-love และการดูแลตัวเองจากภายใน ?
หมอบาส: เราส่องกระจกวันหนึ่งกี่ครั้ง ตื่นเช้ามาเราส่องกระจกแปรงฟัน ตอนบ่ายเดินเข้าห้องน้ำล้างมือเราส่องกระจกแล้ว ทานข้าวเสร็จแปรงฟันอีกรอบ เราส่องกระจกอีกรอบหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเกิดขึ้นคืออะไร มักจะบอกว่าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองมักจะส่งผลกระทบกับคนอื่นที่มองเรา แต่อย่าลืมว่าตัวเราเองที่มองตัวเราตลอดเวลาแล้วเวลาโครงสร้างใบหน้าด้านนอกที่เปลี่ยนไปจะส่งผลกระทบคือส่ง Message เข้าไปที่สมองของเรากับ Perception หรือการรับรู้ว่าตัวของฉันเป็นยังไง เพราะฉะนั้นหมออยากจะบอกว่าถ้าเรามองกระจกแล้วรู้สึกดีขึ้นกับตัวเองจะทำให้ข้างในจะเกิด Self-love กับตัวเราได้มากขึ้น พอเราเกิด Self-love เชื่อว่าไม่ว่าอะไรก็ตามในโลกใบนี้จะดูเสียงเบาลง ถ้าเสียงเราดังมากพอ เพราะฉะนั้นหมอเลยบอกว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่ทำเพื่อคนอื่นแต่ทำเพื่อตัวเรานี่แหละ การดูแลตัวเองหลาย ๆ คนคิดว่าอาจจะต้องใช้นวัตกรรม จริง ๆ การดูแลตัวเองเริ่มจากง่าย ๆ เริ่มจากการนอนพักผ่อนให้เพียงพอไหม ปรับ Lifestyle หรือเปล่า พวกนั้นทั้งหมดหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดกันอยู่แล้ว แต่บางครั้งเรื่องที่พูดกันอยู่แล้วเป็นเรื่องที่เราทำไม่ได้ ลองกลับมาทำเรื่องเล็ก ๆ สักวันหนึ่ง ฉันตั้งใจว่าวันนี้ฉันจะกินข้าวทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลองทำดู หมอเชื่อว่าในระยะยาวเกิดผลดีกับเราทุกคนแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

