โอ๊ยเล่าเรื่อง Godzilla Minus Zero 10/10

จากความสำเร็จของ Godzilla Minus One (2023) ที่คืนชีพ ปลุกให้ หนังก๊อตซิลล่า ตื่นขึ้นมาได้อย่างงดงาม Godzilla Minus Zero คือ หนังภาคต่อที่ ‘ทาคาชิ ยามาซากิ’ยังคงเหมาทั้ง กำกับ/เขียนบท/ทำเทคนิคพิเศษ Godzilla Minus Zero เชื่อมต่อ กับ Godzilla Minus One ได้แบบเนียนๆเดินเรื่องจากปี1947เรื่องเดินมาในปี1949
สงครามได้ลดทอนญี่ปุ่นลงจนเหลือศูนย์ และ ‘ก็อดซิลล่า’ได้ผลักดันให้ดิ่งลงไปสู่จุดติดลบ สองปีผ่านไปนับจากนั้นประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัสเพื่อ ฟื้นฟูและทวงคืนชีวิตประจำวันกลับมาอีกครั้งเมื่อมนุษยชาติเพิ่งจะยึดกุมสันติภาพที่ได้มาอย่างยากเย็นเอาไว้ได้ แต่แล้ว ภัยคุกคามใหม่ก็โหมกระหน่ำเข้ามา ทำลายความหวังลงในพริบตา กิโดร่า สัตว์ประหลาดตัวใหม่ บุกโจมตีเมือง ทำให้ ศ.โนดะ และเหล่าเพื่อนๆ ต้องกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหยุดยั้งหายนะครั้งใหม่ไม่มีครั้งที่สามทุกอย่างจบลงที่นี่
Godzilla Minus Zero ยังคงเหมือน Godzilla Minus One ไม่ต้องเล่นอะไรมากมาย ดราม่า คนสบายๆ ไม่ซับซ้อน ใส่ความรักของหนุ่มสาว มิตรภาพของกลุ่มเพื่อนร่วมทีม ไม่เน้นเรื่องการเมืองแตะแบบเนียนผิวๆทำให้ สนุก ใจจดใจจ่อ อยู่กับ สองสัตว์ยักษ์ โดยมี คน มาช่วยขยี้ในส่วนรายละเอียดใน Minus Zero ยังคงพูดถึงประเด็นผลกระทบหลังสงคราม เด็กๆกำพร้า สหรัฐยังคงรุกรานญี่ปุ่นสัตว์ร้ายบุกทำลายเมืองทุกคนพร้อมที่จะกลับมาเพื่อปกป้องความคิดแบบญี่ปุ่นการเสียสละการพลีชีพตัวละครจาก ภาคแรก กลับมาแบบพร้อมหน้าพร้อมตา โดยไม่มีย้อนรายละเอียดที่มาที่ไปให้เสียเวลา
ถ้าใครที่ไม่ได้ดูหรือลืมเลือน Minus One ไปแล้วก็ยังสามารถดู Minus Zero ได้อย่างสนุก เพียงแต่ อาจจะไม่อิน..ไปกับตัวละคร การเข้าถึง เส้นดราม่า/รัก ของ ตัวละครหลัก อาจจะลดน้อยลงดังนั้น..ก่อนดูแนะนำให้กลับมาดูMinusOneจะทำให้หนังดูสนุกขึ้นMinus Zero ยังคงเน้นๆ ความสนุก เพลินไปกับตัวสัตว์ยักษ์ทำลายเมือง ที่ให้น้ำหนักไปที่ กิโดร่า กับ ติงกิโดร่าตัวร้ายของเรื่องโดยที่‘ก๊อตซิลล่า’กลับกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ที่มาช่วยเมือง‘ก๊อตซิลล่า’กับ ‘กิโดร่า’ถูกสร้าง ขึ้นมาแบบอลังการงานสร้าง เคลื่อนไหวได้แบบทีชีวิตชีวา ทำให้หนังออกมาดูสนุกไม่น่าเบื่อทั้งฉากที่ต่อสู้กันเองหรือฉากที่สู้กับคน
Godzilla ในชุดหุ่นยางในแบบดั้งเดิม กลับมาบนจออีกครั้ง ดูดีดูเท่ห์ ให้ความรู้สึกมีชีวิตจริงไปเป็นสัตว์ร้ายยักษ์ใหญ่ที่เดินดุ่มๆ ถล่มทุกอย่างที่ขวางหน้า มากกว่า จะดูแข็งๆ ที่สร้างภาพจากซีจีในยุคใหม่ในขณะที่ คู่ปรับ กิโดร่า กับ คืงกิโดร่า มังกรบิน เลยเน้น ภาพจากCG แต่ออกทาดูดีดูมีชีวิตชีวาเมื่อผสมผสานกับ ภาพเมืองที่มีทั้ง โมเดล ในแบบเก่าๆ กับ บางส่วน ที่ใช้ ซีจีช่วยสร้างภาพในสมจริงทำให้หนังดูสมบูรณ์มากๆ ตัวหนัง ยังคงสร้างความภาพ เมืองที่พังทะลาย สัตว์ยักษ์บุกเมือง แต่อาจจะรู้สึกไม่เท่าภาคแรก ที่มี ภาพความวุ่นวายของคนมากมาย ทหารมากันหลายนายเมืองที่ถูกทำลายแบบสมจริงๆฯลฯมาใน ภาคนี้ คนกลับดูโหรงเหร้ง น้อยนิด เลยรู้สึกวุ่นวาย ความสูญเสียน้อยลง (แม้หนังจะมีบทสนทนา จำนานคนตายมาก ก็ไม่ช่วยอะไร)แต่ก็ชดเชยด้วยสัตว์ยักษ์ที่ดูจริงจังโหดร้ายMinus Zero เพิ่มน้ำหนัก ในส่วนของ ดราม่า/เรื่องให้มากขึ้นกว่าเดิมมีทั้งความรักในครอบครัวพ่อ/แม่/ลูกความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน
ริวโนะสุเกะ คามิกิ ยังคงเด่นมากๆ กับบท โคอิจิ ชิกิชิมะ นักบินที่ต่อสู้สัตว์ยักษ์ สามี/พ่อ ที่ออกมาปกป้องครอบครัว
มิยามิ ฮานาเบะ เป็น โนริโกะ ภรรยาของ โคชิกิ ที่รอดตาย จากภาคที่แล้ว ที่ยังคงสวยใส น่ารักในทุกๆฉาก
ซาเอะ นากาตานิ เป็น อาคิโกะ ที่โตขึ้นตามวัย แต่เสื้อผ้าหน้าผม ความน่ารัก รอยยิ้ม เสียงร้องไห้และน้ำตา มาแบบจัดเต็ม มาขยี้!! อารมณ์ในส่วน ดราม่า ให้กับ เรื่องได้ดีทีเดียวสามคนพ่อแม่ลูก ทำให้ เสียน้ำตา..น้ำตาไหล ออกมาแบบไม่รู้ตัว กับ คำพูด สั้นๆ เพียงคำเดียว..เท่านั้น“ไปดีมาดีนะพ่อจ๋าแม่จ๋า”หรือ แค่ภาพ อาติโกะ ยืนรอ พ่อแม่บน กระดานลื่น..ก็เศร้าตาม
ฮิเดทากะ โยชิโอกะ เด่นๆ ดูเด่นกว่า ในภาคที่แล้ว ในบท โนดะ หนุ่มแว่นหัวกระเซิง หัวหน้าในการรับมือมีอะไรๆให้เล่นเยอะเล่นดีๆบทเยอะกว่าในภาคที่แล้วชอบทุกครั้งที่เพื่อนร่วมทีมเรียกว่านักวิจัยกาก
ซากุระ อันโดะ รับบทเป็น ซุมิโกะ โอตะ จาก สาวข้างบ้าน ที่ มาช่วยดูแล เด็กน้อย ขยับขยาย มาเป็น แม่ๆ ของเด็กๆ ลูกกำพร้า เด็กที่ถูกทอดทิ้งจากสงคราม ขยี้! ในส่วนดราม่าได้ดี โดยมีบรรดาเด็กน้อยหลายคนในบ้านมาช่วยเติมเต็มตัวละครเด่นที่ เพิ่มเข้ามา มาใหม่ ในภาคนี้
มาซามิ นางาซาวะ รับบทเป็น มาโกโตะ อาโอยามะ นักอุตุนิยมวิทยา ที่มาร่วมวางแผนในการรับมือสัตว์ร้ายมาในแบบสวยสวยในแบบลุยๆนักวางแผน
มิน ทานากะ มารับบท ดร.คันจิ มุราคามิ นักชีววิทยาที่มีบาดแผลทางจิตใจสูญเสียครอบครัว จากผลการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชีมา สีหน้าท่าทางอารมณ์ ขยี้..ในส่วนของ ผลสงครามในเรื่องได้มากทีเดียว
หลายคนจากภาคแรก กลับมาให้หายคิดถึง หนังไม่ทิ้งใคร ไม่มีใครหายไป มาแบบนิดหน่อยก็ยังดี ทั้งทีมเพื่อนพระเอกทหารที่มาร่วมรับมือสัตว์ร้ายงานด้านภาพ การจัดแสง ออกไปในโทน หนังญี่ปุ่นยุคเก่า แต่ดูไม่เชย ไม่ล้าสมัย ออกมาสวยภาพ ดูคลาสสิค เพิ่มเติมคือ ซาวด์ดีไซด์เสียงประกอบรอบๆในขณะที่ ภาพของ ‘ก๊อตซิลล่า’กับ ‘เจ้ามังกรสามหัว’ชัดเจน ในความเป็นหนังแฟนตาซีลายเส้นลายเซ็นเดิมๆของ‘ก๊อตซิลล่า’กลับมาแบบเต็มๆดนตรีประกอบในบรรยากาศของ ‘Godzilla’แบบเดิมกลับมา พร้อมๆ บางเพลง ชวนให้นึกถึง เพลงจากหนังซามูไร (โดยเฉพาะ Seven Samurai ของ อากิระ คูโรซาวา) หรือ สกอร์เพลงในอารมณ์ที่คุ้นกันดี จากวงออเคสตร้าวงใหญ่Godzilla Minus One คือ หนัง ก๊อตซิลล่า ที่ชอบมากที่สุดตั้งแต่เคยดูมาGodzillaMinusZeroอาจจะ..มีบางอย่างที่ค้างคาแต่ก็ดูสนุกเพลินพอกันชอบโดนใจในระดับ10/10คะแนนและเป็น ญี่ปุ่น ที่ชอบมากที่สุด ที่ได้ดูใน ปีนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

