'แมทธิว แม็กคอนาเฮย์' คัมแบ็กทรงพลังใน 'The Rivals of Amziah King คนอย่างคิง'

ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม สำหรับภาพยนตร์ดราม่า อาชญากรรมเรื่อง "The Rivals of Amziah King คนอย่างคิง” ที่ล่าสุดคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินอร์เวย์ (Norwegian International Film Festival) เมืองเฮาเกซุนด์ ครั้งที่ 54 มาครอง และยังเป็นการกลับจู่จอภาพยนตร์ครั้งสำคัญในรอบ 6 ปี ของ “แมทธิว แม็กคอนาเฮย์” (Matthew McConaughey) นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ที่ไม่ใช่แค่การรับบทบาทใหม่อีกครั้ง แต่คือการพาตัวเองดำดิ่งสู่โลกที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในบท "แอมไซอาห์ คิง" ชายผู้ดูแลกิจการน้ำผึ้ง ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลาง และที่พึ่งของเหล่าคนนอกคอกในโอคลาโฮมา เรื่องราวของนักดนตรีบลูแกรสส์กับกลิ่นอายดราม่าสืบสวน พร้อมเผยเบื้องหลังสุดทรหดแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม จากการถ่ายทำร่วมกับฝูงผึ้งจริงนับพันตัว มาร่วมเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจ และเหตุผลที่ทำให้นักแสดงระดับตำนานคนนี้ตัดสินใจเข้าร่วมเดินทางไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้

Q: ช่วยแนะนำตัวเองและบทบาทที่คุณได้รับใน "The Rivals of Amziah King"
แมทธิว แม็กคอนาเฮย์ ผมรับบทเป็น "แอมไซอาห์ คิง" ทำโรงงานน้ำผึ้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐโอคลาโฮมา ผมเป็นพ่ออุปถัมภ์ตอนนี้โสดแล้วเพราะ “เกลนดา” ภรรยาของผม เราเคยรับอุปการะเด็ก ๆ หลายคนส่วนใหญ่เป็นเด็กชนพื้นเมืองอเมริกัน และตั้งแต่ที่เธอจากไปผมก็ไม่สามารถรับอุปการะเด็กตามกฎหมายได้อีก ผมเลยมักจะคอยดูแลพวกคนหลงทางหรือคนนอกคอกรอบ ๆ ตัว ซึ่งพวกเขาก็กลายมาเป็นวงดนตรีเป็นเพื่อน เป็นลูกจ้างของผมจนกระทั่งเด็กสาวคนนี้ ที่ชื่อคาเทรีตัวละครนำในหนังของเราผมบังเอิญเจอเธออีกครั้งในปัจจุบัน แล้วคุณจะได้รู้ทีหลังในหนัง ว่าเธอและน้องชายของเธอ เคยเป็นเด็กในอุปถัมภ์ของผมกับเกลนดาเมื่อ 10 ปีก่อน ผมชวนเธอกลับเข้ามาในชีวิต ให้งานทำเธอก็
กลายเป็นเหมือนลูกศิษย์คนโปรดและเป็นเหมือนลูกสาวของผมอีกครั้งแล้วหลังจากนั้น มันก็กลายเป็นเรื่องราวของเธอ
Q: อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณรับบทนี้?
คือผมไม่ได้อ่านบทที่สามารถดึงผมออกจากชีวิตส่วนตัว หรือดึงผมกลับมาอยู่หน้ากล้องตลอด 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งได้อ่านเรื่องนี้ ทั้งความสละสลวยทางภาษา ความไร้เดียงสา ความเป็นมา แล้วก็ความงดงาม และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งที่ผมอยากมีส่วนร่วม และคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะถ่ายทอดออกมาให้โลกเห็น ตามความคิดผมนะ ตัวละคร แอมไซอาห์ คิง คือชายระดับตำนาน คนที่คอยเป็นผู้ชี้นำทางให้เหล่าคนนอกคอก เป็นทั้งครูต้นแบบ เหมือนเป็นพ่อกลาย ๆเขาชุบเลี้ยงเธอจากเจ้าหญิงให้กลายเป็นราชินี และมันก็เป็นเรื่องราวที่งดงามมาก คุณมักจะไม่ค่อยได้เห็นมันถูกถ่ายทอดออกมาโดยเฉพาะฉากหลังที่มีความออริจินัลขนาดนี้ที่ แอนดรูว์ ผู้กำกับและนักเขียนบทของเราเนรมิตออกมา ผมรู้จักคนพวกนี้นะ ผมรู้จักสถานที่แห่งนี้แต่ผมเดาว่าคน 90% ในโลกคงจะคิดว่าหนังเรื่องนี้ถูกเซ็ตให้อยู่ในยุคปลาย 60s-70s หรือไม่ก็คิดว่ามันอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นไปเลย แต่มันมีอยู่จริงในปัจจุบันและมันมีความบริสุทธิ์เป็นความไร้เดียงสาที่ผมคิดว่าโลกควรได้เห็น และมันก็สนุกมาก ๆ ด้วย

Q: ดนตรีมีบทบาทอย่างไรในภาพยนตร์เรื่องนี้?
จริง ๆ จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังมิวสิคัลก็คงได้ เราไม่ได้ร้องไดอะลอกเป็นเพลงหมดหรอกนะ แต่เราก็ไม่ได้เปิดวิทยุ ไม่ได้เปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ Spotify ดนตรีในเรื่องมันเป็นดนตรีสด เราทุกคนเล่นเครื่องดนตรี ผมเล่น แมนโดลิน หีบเพลง และผมก็ร้องเพลงเวลาที่พวกเรามารวมตัวกัน ในคืนวันศุกร์ เราจะจัดคอนเสิร์ตสดกันที่ลานจอดรถตรงร้านแซนด์วิชไก่ทอดไดรฟ์อิน เวลาที่เราเล่นคอนเสิร์ตใหญ่คืนวันเสาร์มันก็จะจัดที่หอประชุมท้องถิ่นขนาด 400 ที่นั่ง คนอาจจะไม่เต็มเวลาที่เราจัดปาร์ตี้ฉลองการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งลอตแรกของปี เราจะไปที่บ้านเพื่อนกินของอร่อย ๆ แล้วทุกคนก็เล่นดนตรีและร้องเพลง ทุกคนได้มีส่วนร่วมหนึ่งในสิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับ แอมไซอาห์ คือเขามักจะเป็นดาวเด่นของงานเสมอ และเหตุผลที่เขาเป็นดาวเด่นก็เพราะเขามักจะส่องสปอตไลต์ไปที่คนอื่น และทำให้พวกเขาเป็นดาวเด่นแทน เขาเป็นดาวเด่นเพราะเขาทำแบบนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย เขาแค่เป็นคนแบบนั้น
Q: คุณต้องเรียนแมนโดลินเพื่อบทนี้ด้วยหรือเปล่า?
ผมกำลังเรียนวิธีเล่นแมนโดลินอยู่ ส่วนหนึ่งที่ผมรับเล่นหนังเรื่องนี้ ก็เพราะผมหาข้ออ้างมาตลอด 40 ปีที่จะเรียนเครื่องดนตรีประเภทสายสักชิ้น ผมเลยตัดสินใจรับงานนี้เพื่อบังคับตัวเองให้เรียนดนตรี ผมเริ่มเรียนน่าจะประมาณ 4 เดือนก่อน ผมคงไม่กล้าบอกว่าตัวเองเล่นเก่งหรอกนะ แต่ผมเล่น 2 เพลงหลักที่ผมต้องเล่น และร้องในหนังเรื่องนี้อย่างเพลง Quill (ซึ่งร้องร่วมกับ เบน ฮาร์เดสตี) และ Talk on Indolence (ที่ร้องร่วมกับ เซธ อะเว็ตต์) และผมคงจะเล่นมันต่อไปหลังจากจบงานนี้ อย่างที่บอกผมหาข้ออ้างที่จะทำมา 40 ปีแล้วและผมรับงานนี้เพื่อให้มันเป็นจริงสักที
Q: เล่าถึงการร่วมงานกับ ที-โบน เบอร์เนตต์ ให้ฟังหน่อย
ผมรู้จักที-โบนมาพักใหญ่แล้ว เราเจอกันที่สตูดิโอในแอลเอ เพื่อเตรียมงานก่อนเปิดกล้อง ผมอัดเสียงร้องเอาไว้ แล้วเขาพามือแมนโดลินเข้ามา ช่วยแต่งเพลงพวกนี้ขึ้นมาตั้งแต่ต้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วันเราก็ได้แทร็กพื้นฐานที่จะเอาไว้ใช้เล่นสด เวลาถ่ายทำมันยังไม่สมบูรณ์หรอก เพราะมันจะยิ่งสมจริงและดีขึ้นกว่าเดิมในคืนที่เราถ่ายทำจริง ซึ่งจะนำไปสู่เวอร์ชันสุดท้ายที่สมบูรณ์ แต่เราก็มีพื้นฐานที่เราจะใช้เล่นคืนนั้นทุกเพลง

Q: การทำงานร่วมกับผึ้ง เป็นอย่างไรบ้าง?
"คุณรู้ไหม นี่เป็นหนังที่ผมได้ทำลายสถิติตัวเองหลายอย่างเลย อย่างการเข้าฉากกับผึ้งเป็นพันๆ ตัวนั่น ไม่มี CG สักนิด ของจริงล้วนๆ แต่ที่ตลกคือผมดันมารู้ว่าตัวเองแพ้ผึ้งก็ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้นี่แหละ! (หัวเราะ) ผมโดนต่อยตอนซ้อมกับพวกมันเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดกล้อง ทีมงานเลยต้องเปลี่ยนคิวถ่ายฉากที่ผมต้องถือผึ้งนางพญาไปไว้เป็นฉากสุดท้ายของเรื่องเลย เผื่อผมโดนต่อยจนหน้าบวมอีกรอบ จะได้ปิดกล้องไปเลยแบบไม่ต้องถ่ายซ่อม ผมเคยทำงานกับผึ้งมาแล้วทั้ง ที่เท็กซัส ที่ฮาวาย แล้วก็ที่นี่ในแอละแบมา ความจริงก็คือ ผึ้งทุกรังที่คุณไปเจอ นิสัยต่างกันหมด มีผลหมดไม่ว่าอากาศร้อนแค่ไหน เย็นแค่ไหน หรือพวกมันหิว อายุเท่าไหร่สภาพอากาศเป็นยังไง อารมณ์ของพวกมันเปลี่ยนไปตามปัจจัยเหล่านี้ เราได้ทำงานกับผึ้งตัวเป็น ๆ ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณทำตัวนิ่ง ๆ พูดน้ำเสียงเรียบ ๆ และห้ามเกร็งเด็ดขาด เพราะพวกมันสัมผัสได้ ถ้ารูขุมขนคุณหดเกร็ง ถ้ามันสัมผัสได้ถึงความกังวล หรือความตึงเครียด พวกมันจะป้องกันตัวและต่อยคุณ ดังนั้นคุณต้องผ่อนคลาย ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากหลังจากที่คุณเพิ่งโดนต่อย และยังมีผึ้งเกาะอยู่เต็มตัว จะให้ผ่อนคลายเอาไว้มันยากมาก และใช่ ผมตัวบวมเป่งเลยทั้งที่แขนและที่หน้า การสัมภาษณ์นี้คุณน่าจะได้เห็นภาพตอนที่ผมตาบวมปิดเพราะโดนต่อยที่หน้าผาก
Q: มีฉากไหนหรือโมเมนต์ไหนที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำสำหรับคุณบ้าง?
ฉากที่นิยามความเป็นหนังเรื่องนี้ และน่าจะเป็นฉากโปรดของ แอนดรูว์ ด้วย ก็คือตอนที่เราเล่นเพลง Quill ที่บ้านของผม และผมดึง คาเทรี ( แอนเจลินา ลุกกิงกลาสส์) เข้ามาแล้วบอกให้เธอร้องโซโล่ ซึ่งเธอไม่อยากทำ คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากทำ แต่นี่คือสิ่งที่แอมไซอาห์ทำ เขาจับคนมาอยู่กลางแสงสปอตไลต์ แล้วบอกว่า “เอาเลย ทำสิ เธอไม่มีทางทำพลาดหรอก” และฉากนั้นเป็นฉากที่คาเทรีถูกดึงเข้ามาในครอบครัวของผม ซึ่งเต็มไปด้วยนักดนตรีนอกคอก เป็นฉากที่เธอลดกำแพงลง และทำให้เธอเห็นว่าเธอจะเข้ากับที่นี่อีกครั้งได้ยังไง เธอเห็นว่าผู้คนดูแลกันยังไง เธอรับรู้ได้อีกครั้งว่า ครอบครัวคือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเอง เป็นฉากที่เธอถูกดึงเข้ามาจริง ๆ เธอยอมทิ้งความดื้อรั้น และคิดว่า “โอเค ฉันไว้ใจที่นี่ได้” “ฉันเชื่อใจพวกเพี้ยนแสนน่ารักเหล่านี้ได้” รวมถึงวิธีที่พวกเขาสนับสนุนเธอด้วย

Q: เล่าถึง แอนดรูว์ แพตเทอร์สัน (ผู้กำกับ) หน่อย ทำไมคุณถึงเลือกที่จะร่วมงานกับเขา?
เขาเป็นหนุ่มที่อาศัยอยู่กับภรรยาในโอคลาโฮมา เขาเคยทำหนังเรื่อง “The Vast of Night” เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งประสบความสำเร็จมากในสายเทศกาล และทำให้เขาได้รับข้อเสนอใหญ่ ๆ ให้ไปฮอลลีวูดและกำกับหนังฟอร์มยักษ์ งบเป็นสิบล้านถึงร้อยล้านเหรียญ แต่เขาก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลทุกครั้ง เขาบอกว่า “ไม่ล่ะ ขอบคุณฮอลลีวูด ผมจะอยู่แบบนี้” และทำงานกับสิ่งที่ผมรู้จักดีกว่า สิ่งนี้บอกว่าเขาเป็นคนยังไง ผมเลยคิดว่า “โอเค หมอนี่มีมุมมองเป็นเอกลักษณ์” แน่วแน่ และเป็นตัวของตัวเอง ในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาเขียน และสิ่งที่เขารู้ สิ่งที่เขาทุ่มเวลาและแรงกายลงไป เขาอดทนและเชื่อมั่นในตัวเอง การทำแบบเขาได้ตอนอายุเท่านั้นช่างน่ายกย่อง มันสะท้อนตัวตนของเขา และมันทำให้ผมมั่นใจว่า ผมกำลังร่วมงานกับคนที่จะไม่ยอมโอนอ่อน ต่อแรงกดดัน แค่เพื่อให้หนังเอาใจตลาดมากขึ้น หรือเปลี่ยนบทให้กลายเป็นอย่างอื่น อาจจะมีคนพูดว่าลองเติมมุกตลกแบบนี้เข้าไปหน่อยสิ เขาเขียนสคริปต์ที่ออริจินัลมาก ๆ ทุก ๆ ฉากมีความออริจินัลในแบบของมันเอง มันทำให้ผมเชื่อใจเขามาก ผมอยากจะเชื่อมั่นในผู้ชายที่เชื่อมั่นในตัวเองคนนี้ผมเลยกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้ไปกับเขา
Q: คุณตื่นเต้นที่จะให้ผู้ชมได้เห็นอะไรมากที่สุด?
ความดิบ ความไร้เดียงสา และอารมณ์ขันของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นทั้งหนังรัก เป็นหนังคาวบอย เป็นหนังดราม่าอาชญากรรม ทั้งหมดในเรื่องเดียว ไม่ค่อยได้เห็นอัดแน่นขนาดนี้ในเรื่องเดียวหรอก มันเกี่ยวกับครอบครัว และสิ่งที่คุณสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ครอบครัวในอุดมคติที่มีพ่อแม่ ลูกสองคน และสุนัขหนึ่งตัว มันคือกลุ่มคนนอกคอกที่มารวมตัวกัน พึ่งพากัน และสนับสนุนกันจนกลายเป็นชุมชนเล็ก ๆ มันคือเรื่องราวสืบสวนคดีฆาตกรรม เป็นการไขปริศนาว่าใครทำทั้งหมดนี้ ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่สนุกมาก ๆ คุณ

จะได้เห็นความสนุกที่เรามีในเรื่อง คุณจะรับรู้ได้ตั้งแต่ 30 วินาทีแรก แล้วคุณจะร้องว่า “โอ้ นี่มันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย” และผมดีใจที่มันเป็นแบบนั้นร่วมสัมผัสอีกหนึ่งภาพยนตร์ฟอร์มเยี่ยมแห่งปี "The Rivals of Amziah King คนอย่างคิง" 17 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์
ตัวอย่างซับไทย: https://youtu.be/QrAU4qhw3Xg
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

