สหรัฐฯ เปิดศึก ศาลอาญาระหว่างประเทศ สั่งอายัดทรัพย์-ตัดระบบการเงิน ประธานศาลฯ ปมหมายจับ เนทันยาฮู

สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ครั้งใหญ่ ล่าสุดประกาศคว่ำบาตร “โทโมโกะ อาคาเนะ” ประธาน ICC ชาวญี่ปุ่น พร้อมอัยการอาวุโส “อับดุลลาเย เซเย” ของศาล โดยมาตรการครอบคลุมการอายัดทรัพย์สินและตัดบุคคลทั้งสองออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ ขณะที่ ICC ประณามว่าเป็นการคุกคามหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ นางโทโมโกะ อาคาเนะ ประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และ อับดุลลาเย เซเย ทนายความอาวุโสของ ICC ถือเป็นการยกระดับมาตรการกดดันศาลระหว่างประเทศครั้งสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ
นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า บุคคลทั้งสองมีส่วนโดยตรงกับความพยายามของ ICC ในการสอบสวน จับกุม ควบคุมตัว หรือดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของ ICC โดยสหรัฐฯ มองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบต่ออธิปไตยของรัฐ
มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวส่งผลให้ ทรัพย์สินและผลประโยชน์ในทรัพย์สินของบุคคลทั้งสองที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจสหรัฐฯ ถูกอายัด และห้ามบุคคลหรือสถาบันที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ทั้งสองถูกตัดออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังออกใบอนุญาตชั่วคราวให้มีการทยอยยุติธุรกรรมบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งสองได้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2569
ปมสำคัญอยู่ที่ “หมายจับเนทันยาฮู”
การคว่ำบาตรครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับ ICC โดยเฉพาะกรณีที่ศาลออกหมายจับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสงครามกาซา
สำหรับ เซเย ซึ่งถูกคว่ำบาตรพร้อมประธาน ICC เป็นหนึ่งในทีมอัยการที่เกี่ยวข้องกับการขอหมายจับเนทันยาฮู
สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC เช่นเดียวกับอิสราเอล และรัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธเขตอำนาจของศาลมาโดยตลอด ขณะที่ ICC ยืนยันว่า ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีในบางกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก หากความผิดเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศสมาชิก หรืออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายของศาลกำหนด
ICC ประณาม ชี้กระทบ “กฎหมายระหว่างประเทศ”
ICC ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยระบุว่ามาตรการของสหรัฐฯ เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรม และเตือนว่าการข่มขู่บุคลากรฝ่ายตุลาการเพียงเพราะทำหน้าที่ตามกฎหมาย กำลังทำให้ระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง
ท่าทีดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ ICC โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ศาลระหว่างประเทศต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับโดยปราศจากการแทรกแซง พร้อมเชิญประธาน ICC เข้าหารือเพื่อยืนยันการสนับสนุนของเนเธอร์แลนด์
การคว่ำบาตรครั้งล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดัน ICC ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2568 หลังประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ของ ICC
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ของ ICC มาแล้วหลายราย ทั้งอัยการและผู้พิพากษา โดยอ้างเหตุผลสำคัญจากการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล รวมถึงการสอบสวนบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน
รัฐบาลทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าทางการทูตเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิกบางส่วนถอนตัวออกจาก ICC ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อสถานะของศาลในเวทีระหว่างประเทศ
จาก “หมายจับ” สู่การปะทะกันเรื่องอำนาจของกฎหมายระหว่างประเทศ
กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับ ICC เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “อำนาจอธิปไตยของรัฐมหาอำนาจ” กับ “หลักกฎหมายระหว่างประเทศ”
ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่า ICC ไม่มีสิทธิ์ใช้อำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาล และกล่าวหาว่าศาลมีแรงจูงใจทางการเมือง
ขณะที่ ICC ยืนยันหลักการว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือทหารไม่ควรได้รับการยกเว้นจากความรับผิด หากมีหลักฐานว่ากระทำความผิดร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ
การที่มาตรการของสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาถึง ประธานศาลอาญาระหว่างประเทศโดยตรง จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กรณีของเนทันยาฮูอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่คำถามใหญ่กว่าเดิมว่า “ใครมีสิทธิ์เป็นผู้กำหนดขอบเขตของความยุติธรรมระหว่างประเทศ”
และหากแรงกดดันจากสหรัฐฯ เดินหน้าต่อไปจนกระทบต่อการดำเนินงานของ ICC อย่างเป็นระบบ ย่อมมีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งด้านสถาบันระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในยุคทรัมป์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

