ฉีกหน้าทรัมป์ แฉงบสู้อิหร่าน 1.26ล้านล้าน อาวุธหมดคลัง

ฉีกหน้าทรัมป์
แฉงบสู้อิหร่าน
1.26ล้านล้าน
อาวุธหมดคลัง
รายงานจากสำนักผู้ตรวจฯเพนตากอนเผย สหรัฐฯทุ่มงบทำสงครามอิหร่านไปแล้ว 1.26 ล้านล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นอีก 3 พันล้านดอลลาร์หรือ1แสนล้านบาทต่อเดือน ใช้อาวุธจนเกลี้ยงคลัง สวนคำโวประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุอาวุธเหลืออื้อ ส่วนรมว.กลาโหมขันน๊อตผลิตอาวุธเติมกลับสู่คลังด่วน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 15 กันยายนตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐฯกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนยุทโธปกรณ์จากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่า OPERATION EPIC FURY ชื่อปฎิบัติการที่สหรัฐฯใช้ร่วมกับอิสราเอล เพื่อทำลายขีดความสามารถในการใช้กำลังทหารของอิหร่านมีค่าใช้จ่ายประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกราว 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 100,000 ล้านบาท
ซึ่งรายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของสภาคองเกรสและถือเป็นรายงานลักษณะนี้ฉบับแรก โดยระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้ยุทโธปกรณ์ประมาณ 22,300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7.42 แสนล้านบาท อีกทั้ง ยังเตือนการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทำให้คลังยุทโธปกรณ์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดลง และเผยให้เห็นข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งทำให้การเติมยุทโธปกรณ์กลับเข้าสู่คลังล่าช้า
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเร่งปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อ ลดระยะเวลาผลิต และสะสมวัตถุดิบ ชิ้นส่วน รวมถึงยุทโธปกรณ์สำคัญบางประเภท แต่การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลานาน
สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความกังวลให้ประเทศที่พึ่งอาวุธจากสหรัฐฯ อาทิ ยูเครน ไต้หวัน โดยยูเครนต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศที่ใช้รับมือรัสเซีย ขณะที่ไต้หวันพึ่งพาข้อตกลงซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากจีน
รายงานฉบับดังกล่าวนี้ สวนทางกับคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เคยปฏิเสธข้อกังวลเรื่องคลังอาวุธลดลง ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกว่าสหรัฐฯมียุทโธปกรณ์แทบไม่จำกัด และเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯกำลังผลิตอาวุธชั้นยอดในจำนวนมากกว่าช่วงที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ รายงานระบุด้วยว่า ช่วง 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม สหรัฐฯโจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่ง แต่ไม่ได้กลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีระดับดังกล่าวอีกช่วงหลายเดือนต่อมา
ความสูญเสียของกองทัพสหรัฐฯที่มีระบุในรายงาน ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 ลำ เครื่องบินขับไล่ F-35 เสียหาย 1 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 เสียหาย 7 ลำ และโดรน MQ-9 Reaper ถูกทำลายมากถึง 30 ลำ นอกจากนี้ ฐานส่งกำลังบำรุงหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในบาห์เรน ยังถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธนำวิถี
การโจมตีของอิหร่านยังสร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายร้อยแห่งในฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก โอมาน และจอร์แดน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมยังไม่รวมอยู่ในการประเมิน 33,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าฐานทัพทั้งหมดจะได้รับการบูรณะหรือไม่และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สงครามครั้งนี้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตจากการปฏิบัติการรบ 7 นาย และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบอีก 7 นาย ขณะที่มีทหารบาดเจ็บจากการรบ 417 นาย
นายพีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯเรียกร้องให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เร่งผลิตอาวุธ โดยผู้บริหารบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ระบุว่า การเร่งผลิตขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเร่งด่วนและความวุ่นวายที่ต้องควบคุม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

