ตำนานความสยอง "ผีกระสือ" ดวงไฟเรืองแสงแห่งรัตติกาล

วันนี้ผมมีเรื่องผีพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่คนรุ่นปู่ย่า ตายาย สมัยตอนยังเป็นเด็กต่างพากันหวาดกลัวและเล่าต่อๆ กันมานานจนปัจจุบันนี้ก็ยังมีการเล่าต่อกันยังไม่มีวันจบ ผีที่ว่านี้ก็คือ ‘กระสือ’ ครับ
สมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีไฟฟ้าสว่างไสวเหมือนทุกวันนี้ ในยามค่ำคืนช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดมิดสนิท ไร้แสงดาวแสงเดือน มีเพียงลมเย็นๆ ที่พัดโชยมาจนยอดกอกล้วยหลังบ้านเสียดสีกันจนชวนขนลุก บรรยากาศแบบนี้แหละครับที่ชาวบ้านคนสมัยก่อนบอกว่า ทุกคนต้องรีบปิดประตูหน้าต่างลงกลอนให้แน่นหนา ล้อมวงกันอยู่แต่ภายในมุ้ง และห้ามส่งเสียงทักทายสิ่งแปลกปลอมใดๆ ในยามวิกาลเด็ดขาด เพราะมันคือช่วงเวลาออกหากินของผีที่น่ากลัวที่สุดตนหนึ่ง ผีตนนั้นก็คือ กระสือ
ตามตำนานความเชื่อ ความน่ากลัวของกระสือไม่ได้เริ่มต้นจากวิญญาณเร่ร่อนหรือภูตผีตายโหงนะครับ แต่มีจุดกำเนิดมาจากคนเป็นๆ ที่ยังใช้ชีวิตปะปนอยู่ในหมู่บ้านนี่แหละ
แต่ในตอนกลางวันกระสือมักจะแฝงตัวกลมกลืนอยู่ในร่างของหญิงสาวหรือหญิงแก่ในหมู่บ้าน ภายนอกเธอก็ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่จะมีข้อสังเกตคือมักชอบเก็บตัวเงียบ ใบหน้าซูบซีด ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนอดนอน และหวาดกลัวแสงแดดจนไม่กล้าสบตากับใครตรงๆ
แต่ทันทีที่ตะวันตกดิน ผู้คนเข้านอนกันหมด ร่างของเธอที่นอนแน่นิ่งราวกับไร้วิญญาณที่นอนอยู่ในห้องมืดสนิทก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ก่อนที่ส่วนหัวจะค่อยๆ แยกออกจากลำคอ ลากเอาตับ ไต ไส้ และพุงหลุดตามออกมาด้วยอย่างไร้รอยต่อ ทิ้งร่างท่อนล่างให้นอนไร้ศีรษะอยู่บนที่นอนอยู่อย่างนั้น

จากนั้น อวัยวะภายในทั้งหมดก็จะค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเปล่งแสงเรืองรองวับๆ มักจะเป็นสีเขียวอมฟ้าหรือสีแดงก่ำ ลอยล่องผ่านแมกไม้และท้องทุ่งนาไปอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า "ดวงกระสือ"
เป้าหมายหลักในการออกหากินของกระสือในตอนกลางคืนก็คือของคาวและสิ่งปฏิกูล สิ่งที่มันโปรดปรานที่สุดคือสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ อย่างเป็ดหรือไก่ในเล้า มันจะลอยเข้าไปฉีกกระชากเนื้อกินสดๆ ปล่อยให้เลือดเปรอะเปื้อนพวงไส้ และในบางครั้ง หากบ้านใดมีหญิงตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด กระสือจะแอบไปด้อมๆ มองๆ อยู่ใต้ถุนบ้าน เพื่อคอยดักกินรกเด็กและสิ่งปฏิกูลตามสัญชาตญาณดิบ

เมื่ออิ่มแล้ว ก่อนจะลอยกลับเข้าร่างเดิม กระสือมักจะนำปากที่เปื้อนคราบเลือดไปเช็ดกับผ้าถุงหรือเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้นอกบ้านข้ามคืน นี่คือที่มาว่าทำไมคนโบราณถึงสั่งสอนลูกหลานนักหนาว่า ห้ามตากผ้าทิ้งไว้ตอนกลางคืนเด็ดขาด เพราะถ้าตื่นมาพบรอยคราบสกปรกแปลกๆ บนผ้า เชื่อกันว่ามันคือรอยปากของกระสือ และถ้านำผ้านั้นไปต้มในน้ำเดือด กระสือเจ้าของรอยจะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่ปากจนต้องยอมมาสารภาพตัวในที่สุด
ส่วนวิธีการป้องกันกระสือของชาวบ้านในอดีตก็คือจะใช้วิธีนำกิ่งไม้ที่มีหนามแหลมคม เช่น หนามพุทรามาล้อมไว้รอบใต้ถุนบ้าน หรือเล้าไก่ เพราะไส้ของกระสือจะบอบบาง หากลอยไปเกี่ยวติดกับหนามแหลม มันจะเจ็บปวดทรมานและหนีไปไหนไม่ได้จนรุ่งเช้า

หากมีใครบังเอิญไปพบร่างไร้หัวของมันที่นอนอยู่บนที่นอน แล้วจับร่างมันสลับหัวสลับหาง หรือเอาเกลือทาตรงรอยตัดที่ลำคอ เมื่อดวงกระสือลอยกลับมาแล้วต่อหัวไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น กระสือตนนั้นก็จะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและแห้งเหี่ยวเสียชีวิตไปในที่สุด
ความน่ากลัวอีกอย่างก็คือวงจรแห่งคำสาป กระสือไม่สามารถเสียชีวิตตามธรรมชาติได้ จนกว่าจะมีผู้มารับช่วงต่อวิชาอันทรมานนี้ เมื่อกระสือตัวเก่าแก่ชราลง มันจะเลือกเหยื่อซึ่งมักเป็นลูกหลานผู้หญิงที่มีจิตใจอ่อนแอ จากนั้นจะทำพิธีคายน้ำลายแฝงลงในอาหาร น้ำดื่ม หรือบ้วนใส่ปากโดยตรงในยามที่เหยื่อกำลังนอนหลับ
ทันทีที่เหยื่อกลืนน้ำลายนั้นลงไป เชื้อร้ายและคาถาอาคมจะเข้าสู่ร่างกายของทายาท และเมื่อกระสือตัวเก่าสิ้นใจ ทายาทคนใหม่ก็จะต้องจำใจถอดหัวออกหากิน กลายเป็นวัฏจักรความสยองที่ไม่มีวันสิ้นสุดอยู่อย่างนี้

ปัจจุบันแม้แสงไฟวับๆ ตามทุ่งนานั้นจะได้รับการอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเพียงแก๊สจากซากพืชซากสัตว์ หรือแมลงเรืองแสงตามธรรมชาติ แต่เรื่องราวของกระสือ ก็ยังคงเป็นตำนานพื้นบ้านที่ชวนขนลุกทุกครั้งที่ได้ยิน และทำให้เราอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างในตอนกลางคืน เพื่อดูว่ามีดวงไฟสีเขียวเรืองรองกำลังลอยเข้ามาใกล้บ้านเราอยู่หรือไม่ แล้วคุณล่ะครับเคยได้ยินเรื่องเล่าแบบนี้ที่บ้างไหม?
เรื่อง “กระสือ” มักจะถูกพูดถึงควบคู่กับ "กระหัง" ซึ่งเป็นผีผู้ชายที่บินได้โดยใช้กระด้งและสากตำข้าว อย่าลืมกดติดตามเราไว้นะครับ ตอนหน้าผมจะมาเล่าเรื่องกระหังให้ฟังกันต่อ


