อดีตบิ๊ก DSI เตือน ระบบอารักขา นายกฯ หละหลวมเสี่ยงอันตราย

วันนี้ 18 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.สุเทพ สัตถาผล อดีตข้าราชการตำรวจและอดีตผู้บัญชาการสำนักพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความห่วงใยและสะท้อนมุมมองต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีข้อความทั้งหมดว่า
"วันนี้ ผมตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องการอารักขาผู้นำอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกสักครั้งครับ เพราะผมมานั่งนับนิ้วดูแล้ว นายกรัฐมนตรีของผม ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านเพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศแค่สี่ซ้าห้าเดือนปรากฏว่าได้มีวิกฤติหรือเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่วิกฤตในด้านความปลอดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วแม้ว่าวิกฤตินั้นยังไม่ถึงกับเกิดภยันตรายต่อตัวท่านแล้วก็ตาม และตามกฏหมาย ตามวาระ ตามสิทธิของท่าน ท่านก็ยังคงต้องอยู่บริหารประเทศอีกถึงสามปีเศษ(ส่วนจะถึงหรือไม่ถึงก็อีกเรื่องหนึ่งนะ) ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆตัวอย่างหนึ่งเป็นตัวอย่างในด้านความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยที่ควรจะเรียกว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น ท่านผู้อ่านยังจำได้มั๊ยครับในเหตุไฟไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าวที่ชื่อ“โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อหลายเดือนมาแล้ว เหตุการณ์นั้นถึงวันนี้ มีคนตายแล้วถึง 38 คน ท่านนายกรัฐมนตรีท่านรีบรุดไปดูที่เกิดหลังจากเพลิงสงบลง ก็ต้องยอมรับว่าท่านเป็นผู้นำที่ขยันขันแข็ง เอาใจใส่ทุกข์สุขของประชาชนมากเลยทีเดียว แต่ปัญหาด้านความปลอดภัยของท่านที่ผมจะนำมาเล่าคราวนี้ก็คือ ในขณะที่ท่านกำลังดูที่เกิดเหตุอยู่นั้น ก็มีบุรุษลึกลับคนหนึ่ง แต่งกายคล้ายทหาร เข้ามายืนประกบท่านในระยะใกล้จนไหล่แทบจะชนกัน แล้วนายคนนี้ก็พูดจากขะโหมงโฉงเฉง อธิบายโน่น นี่ นั่น เกี่ยวกับเพลิงไหม้ครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวก็พากันซักถามสัมภาษณ์นายคนนี้ในประเด็นต่างๆต่อหน้าท่านนายกรัฐมนตรีที่ยืนเด๋อด๋าอยู่คนเดียว โดยไม่รู้ว่านายคนนั้นเป็นใครมากจากไหน การสัมภาษณ์จบลงแล้วอะไรแล้ว สื่อก็ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่านายคนนั่นเป็นใคร ท่านนายกตอบว่าไม่ทราบ ไม่รู้จัก ไม่รู้มาอย่างไง ใครเชิญมา และมาในฐานะอะไร เป็นไงครับ จบมั๊ยเรื่องความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศ อันนี้สมมตินะ ถ้านายคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย หรือเป็นใครก็ตามที่มุ่งหมายเอาชีวิตนายกฯนี่ จะเหลือมั๊ยครับเนี่ย ผมว่าระยะขนาดนั้น ไม่ต้องใช้ปืนหรอกครับ ใช้มีดเชือดคอก็เสร็จแล้ว เห็นมั๊ยครับว่ามาตรการรักษาความปลอดภัย ดูแลผู้นำประเทศในบ้านเมืองเรานี้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนเพียงไร

การที่ผมยกตัวอย่างข้างต้นนี้มาคุยกับท่านผู้อ่านวันนี้ก็เพราะว่า ในระยะหลังๆนี้ ท่านผู้อ่านจะสังเกตุเห็นว่า คนที่หละหลวมเรื่องความปลอดภัยก็คือตัวท่านนายกรัฐมนตรีนั่นเองครับ ยกตัวอย่างเช่น การที่ท่านไปสร้างดราม่า คอนเทนต์ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียกเถอะ ที่ท่านไปให้ตำรวจตรวจค้นรถยนต์ของท่านเมื่อวานซืน ผมเห็นข่าวแล้ว ไอ้ความที่ผมนี้เป็นตำรวจมาถึง 30 ปี และ DSI ถึง 5 ปี คุ้นชินกับเรื่องการวางแผนอารักขาผู้นำมามากต่อมาก เรียกได้ว่าเป็นอาชีพเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากไปกว่านั้นก็คือการที่ท่านพูดว่า ปกติท่านไปบุรีรัมย์ท่านไม่มีขบวนรถตำรวจนำหรือตามท่าน ทำนองว่า ท่านทำตัวตามสบาย ผมฟังแล้วเจ็บหน้าอกเลย ไอ้ที่เจ็บหน้าอกนี่ไม่ใช่เจ็บแค้นอะไรท่านนะครับ เพราะตกใจครับ ตกใจที่ว่า โอ้หนอ ผู้นำประเทศกรูประมาทขนาดนั้นเชียวเหรอวะ ท่านพูดออกมาอย่างนี้ ถ้าไอ้พวกผู้ก่อการร้ายภาคใต้อยากทำอะไรท่าน มันคงไม่ต้องรอให้ท่านลงไปหรอก มันขึ้นมารอที่บุรีรัมย์ดีกว่า
การขับเครื่องบิน ผมทราบครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีของเรานั้นท่านเป็นนักบินระดับปีกทองชนิดหาตัวจับยากอยู่แล้ว ก่อนๆนี้ผมก็ได้ยินข่าวท่านบินไปรับอวัยวะที่ต้องปลูกถ่ายเร่งด่วนจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตคนป่วยหลายครั้ง ก็นอกจากท่านจะได้บุญจากการช่วยเหลือมนุษย์แล้ว แน่นอนท่านก็จะได้รับอานิสงส์ตอบแทนในรูปแบบคะแนนเสียงในเวลาเลือกตั้งด้วย แต่ ท่านครับ ปัจจุบันนี้ท่านคือผู้นำประเทศของผมนะครับ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมจึงมีสิทธิ์ห่วงใยท่านครับ
ผมขอเรียกร้องไปยังผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ผมขอให้ท่านตระหนักว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนั้นคือนายกรัฐมนตรี คือผู้นำประเทศของเรา หลักเกณฑ์ต่างๆที่พวกท่านเล่าเรียนมาเกี่ยวกับการอารักขาผู้นำ ท่านต้องเอาออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด ท่านจะมาทำหน่อมแหน่มแบบไทยๆอย่างที่แล้วๆมาไม่ได้ ส่วนตัวของท่าน ท่านจะสะดวกอย่างไร มันก็เรื่องของท่าน แต่การอารักขาผู้นำพวกท่านจะย่อหย่อนไม่ได้เลย ครับ"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พ.ต.อ.สุเทพ สัตถาผล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

