จิตแพทย์ไขข้อข้องใจ! แค่ลูกบอกว่า "แม่ป่วยจิต" จ้างคนมาอุ้มไปได้เลยหรือ?

จากกรณีมหากาพย์ประเด็นร้อนในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องราวของ “แม่ภัทร” ที่ถูกลูกชายว่าจ้างทีมงานในราคา 15,000 บาท ให้เข้าไปล็อกตัวและใช้เชือกมัดนำส่งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี โดยอ้างว่าแม่มีอาการทางจิตและมีพฤติกรรมรุนแรง จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมถึงความเหมาะสมและข้อกฎหมาย ล่าสุด “คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา” ได้ออกโรงโพสต์ข้อความให้ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่สังคม พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “ถ้าลูกบอกว่าแม่ป่วยทางจิต จะจ้างคนมาจับแม่ไปได้เลยจริงหรือ?”
ทางเพจเฟซบุ๊ก คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ได้อธิบายข้อกฎหมายและสิทธิผู้ป่วยไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า การที่บุคคลหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะสูญเสียสิทธิ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตตนเองไปโดยอัตโนมัติ และญาติก็ไม่มีอำนาจบังคับพาไปรักษาได้ตามอำเภอใจ หากผู้ป่วยไม่ยินยอม
อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) มาตรา 22 ระบุว่า สามารถพาผู้ป่วยที่ไม่ยินยอมไปรักษาได้ใน 2 กรณี คือ
- ผู้ป่วยมีภาวะอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น
- ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขาดความสามารถในการตัดสินใจ
ไม่ใช่หน้าที่ญาติ หรือใครรับจ้างก็ทำได้
นายแพทย์เจษฎาชี้แจงเพิ่มเติมว่า เมื่อเข้าเกณฑ์ข้างต้น กฎหมายตามมาตรา 23–24 ระบุให้เป็นหน้าที่ของ พนักงานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ ในการดำเนินการนำตัวผู้ป่วยส่ง “สถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดใกล้เคียง” เพื่อประเมินอาการเบื้องต้น การใช้กำลังหรือผูกมัดร่างกายจะทำไม่ได้ เว้นแต่จำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายเท่านั้น การที่ญาติ เพื่อนบ้าน หรือผู้รับจ้าง ตัดสินใจจับมัดและพาตัวไปเองโดยไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย
ปลายทางต้องเป็น "โรงพยาบาล" ไม่ใช่ "ศูนย์ดูแล"
จุดที่น่าสนใจในเคสแม่ภัทร คือ "การเลือกสถานที่ปลายทาง" การอ้างว่าผู้ป่วยมีอาการทางจิตรุนแรง กระบวนการที่ถูกต้องคือนำส่งสถานพยาบาลเพื่อตรวจประเมิน ไม่ใช่การจับมัดแล้วนำไปส่งทิ้งไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเอกชนระยะยาวโดยที่เจ้าตัวไม่สมัครใจ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ทางคลินิกฯ ได้สรุปแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวช ดังนี้:
- กรณีผู้ป่วยยินยอมไปโรงพยาบาล: ญาติหรือเพื่อนบ้านสามารถช่วยเกลี้ยกล่อมและขับรถพาไปได้ตามปกติ (ห้ามข่มขู่หรือจับมัดโดยไม่มีเหตุจำเป็น)
- กรณีผู้ป่วยไม่ยอมไป แต่ยังไม่มีอันตรายเฉพาะหน้า: ให้ช่วยดูแลความปลอดภัย และแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ (ตำรวจ, ฝ่ายปกครอง, โรงพยาบาล) เพื่อประเมินและนำส่งตามกฎหมาย (ห้ามรวมกลุ่มจับมัดพาตัวไปเอง หรือบังคับส่งศูนย์ดูแลระยะยาว)
- กรณีผู้ป่วยกำลังทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น: สามารถเข้าป้องกันอันตรายเฉพาะหน้าได้เท่าที่จำเป็น พาคนออกจากจุดเสี่ยง โทร 1669 และประสานตำรวจ (ห้ามใช้กำลังเกินกว่าเหตุ หรือจับมัดควบคุมตัวต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุกฎหมายรองรับ)
ในตอนท้าย คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนกลัวการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ใครใช้ความหวังดีเป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามช่วยเหลือ แต่ 'การช่วยเหลือ' กับ 'การมีอำนาจบังคับพาตัวไป' ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”
ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญที่ย้ำเตือนสังคมให้เข้าใจถึงเส้นแบ่งระหว่าง "ความห่วงใยของครอบครัว" และ "การเคารพสิทธิมนุษยชนตามกฎหมาย" อย่างแท้จริง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

