'ปฐม อินทโรดม' แฉกฎใหม่โซเชียลไทย ห้ามดีใจกับข่าวดี จนกว่าข่าวร้ายจะหมดไป

วันนี้ 12 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ร่ายยาวระบายความในใจ หลังเจ้าตัวโพสต์ชื่นชมข่าวดีของประเทศ ทั้งเรื่องการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ แต่กลับถูกชาวเน็ตบางกลุ่มเข้ามาต่อว่าอย่างดุเดือด โดยระบุว่า "ผมเพิ่งค้นพบกฎใหม่ของชาวโซเชียลในประเทศไทยครับ… ห้ามดีใจกับข่าวดีของประเทศ จนกว่าประเทศจะไม่มีข่าวร้ายเหลืออยู่!
วันก่อนผมเขียนถึงข่าวดีของประเทศไทย ทั้งการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF เงินลงทุนจากต่างชาติ และข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อระดับโลกปรากฏว่ามีคนเข้ามาต่อว่าอย่างดุเดือด บางท่านถึงกับถามว่า “ประเทศเฮงซวยแบบนี้ GDP ก็โตต่ำสุด คุณไม่รู้เหรอ?” อีกท่านถามด้วยความเป็นห่วงสติปัญญาของผมว่า “ประเทศนี้มีปัญหาสารพัด คุณคิดได้แค่นี้จริง ๆ เหรอ?” ผมอ่านแล้วแปลกใจเล็กน้อย เพราะเพิ่งทราบว่า การพูดถึงเรื่องดี ๆ ของประเทศไทยโดยไม่ด่าประเทศประกอบไปด้วย อาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรง!ต่อไปคงต้องระมัดระวังมากขึ้น

- สมมติว่านักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองโอลิมปิก ผมคงต้องรีบเตือนว่า “อย่าเพิ่งดีใจครับ GDP ยังโตไม่ถึง 5%!”
- เด็กไทยชนะได้เหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการก็ต้องบอกว่า “อย่าเพิ่งภูมิใจครับ ระบบการศึกษาไทยยังห่วยอยู่!”
- Google ประกาศลงทุนในประเทศไทย ก็ต้องรีบส่งจดหมายเตือนว่า “พวกคุณศึกษาข้อมูลกันมาดีหรือยัง ประเทศนี้เฮงซวยจะตาย!”
ผมเริ่มสงสัยว่า ถ้าวันหนึ่งประเทศไทยได้แชมป์ฟุตบอลโลก จะมีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า “แล้วราคาข้าวล่ะ? ค่าแรงขั้นต่ำล่ะ? ดีใจได้ยังไง!” หรือเปล่าที่จริงผมก็พอเข้าใจนะครับว่าประเทศไทยมีปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา คอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ และอีกสารพัดเรื่องที่ต้องแก้ไข และผมเองก็เขียนเตือนเรื่องนี้บ่อย ๆ แต่ผมเพิ่งเรียนรู้ว่า สำหรับคนบางกลุ่ม การยอมรับว่าประเทศไทยมีเรื่องดีอยู่บ้าง ดูจะเป็นเรื่องยากกว่าการยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหาเสียอีกผมไม่ได้มีปัญหากับคนที่วิจารณ์ประเทศนะครับ เพราะการวิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็น และหลายครั้งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เรามาถึงจุดที่การแสดงความยินดีกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ของประเทศ กลายเป็นเรื่องที่ต้องออกมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากันแล้วหรือ? สงสัยต่อไปนี้ทุกครั้งที่มีข่าวดีของประเทศไทย เราคงต้องแนบคำเตือนเหมือนโฆษณายา “ข่าวนี้อาจทำให้ท่านรู้สึกภูมิใจในประเทศไทยชั่วคราว โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม และอย่าลืมว่าประเทศยังมีปัญหาอีกมาก” หรือไม่ก็ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ สำนักงานควบคุมความปลาบปลื้มแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบว่าประชาชนดีใจกับข่าวดีมากเกินกว่าระดับ GDP ที่อนุญาตหรือไม่ถ้าใครเผลอยิ้มตอนเห็นข่าวคนไทยประสบความสำเร็จ ก็อาจต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติว่า “คุณลืมปัญหาหนี้ครัวเรือนไปแล้วหรือครับ?” ผมคิดว่าเราควรแยกให้ออกระหว่างการมองเห็นปัญหากับการปฏิเสธทุกเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันประเทศที่มีปัญหา ไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องดี และการดีใจกับเรื่องดี ก็ไม่ได้แปลว่าเรามองไม่เห็นปัญหา
สุดท้ายนี้ ผมต้องขออภัยทุกท่านที่ไม่สบายใจกับข่าวดีของประเทศไทยด้วยนะครับ ต่อไปถ้าคนไทยได้เหรียญทองโอลิมปิก ผมจะไม่รีบแสดงความยินดีแล้วครับจะรอให้ GDP โต หนี้ครัวเรือนลด คอร์รัปชันหมด ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก และรถไม่ติดทั่วกรุงเทพฯ เสียก่อน ต่อไปต้องมีประกาศจากกระทรวงการคลังว่า “เนื่องจาก GDP Growth ของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ จึงขอความร่วมมือประชาชนงดแสดงความยินดีกับความสำเร็จทุกประเภท จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว” ผมเองก็ไม่รู้ว่า GDP ไทยจะโตได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าความสามารถในการจับผิดข่าวดีนับเป็น GDP ได้ ประเทศไทยคงโตเป็นเลขสองหลักไปนานแล้วครับ"



หลังจากที่โพสต์ของ ปฐม อินทโรดม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เราอยู่ในโลกคู่ขนาน โลกใบเดียวกัน แต่มี 2 ใบ"
"คนเขียนคอมเม้นท์นั้น ถ้าได้มาอ่านที่ถมโพสต์วันนี้แล้ว จะคิดอะไรได้บ้างมั้ยนะ"
"คุณเขียนได้ดี วิสัยทัศน์ดีมากค่ะ"
"ต้องยกคำประพันธ์ของ บราเดอร์ ฟ. ฮีแลร์ สองคน ยลตามช่อง คนนึงมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพรายคนที่มองโลกเห็นภาพแบบไหน ก็จะดูดสถานการณ์ให้ปรากฎในชีวิตของเขา โลกใบเดียวกันแต่เห็นภาพต่างกัน เพราะจิตดึงดูดต่างกัน ขึ้นอยู่กับ จิตหันเสาอากาศไปรับอะไรมา เห็นใจเขานะคะ ให้กำลังใจกัน"
"คงต้องส่ง บางกลุ่มไปเรียนรู้ เพิ่มเติมกับ กฎแรงดึงดูด พร้อมกับหน้าที่พลเมืองครับ"
"จากตำราที่เคยเรียนมาสมัยสาวๆ การที่คนเป็นแบบนี้เค้าเรียกว่า Cultural Lag ค่ะ คือปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาทางจิตใจและจริยธรรมของคนโตไม่ทันการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทางสังคม เทคโนโลยีหรือวัตถุ"
"บางครั้งแอบคิดนะคะว่าชอบประเทศไหนรักประเทศไหนก็ย้ายไปเถอะจะได้จบๆ แต่ไม่กล้าพูด อุ๊ย! แพ้เสียงในหัว"
"สิ่งที่น่ากลัวกว่าเรื่องการทำผิด คือการทำผิดแล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ"
"คนกักขฬะ คนพาล มีเยอะกว่า คนมีปัญญา ... เเม้คนมีปัญญาจะมีน้อยกว่าเเต่เพ่อความอยุ่รอด ต้องให้คนมีปัญญาปกครองบริหารประเทศครับ "
"อ่านคอมเม้นท์พวกนั้นแล้ว ก้อพอเข้าใจได้แล้วถึงคุณภาพประชากร ชื่นชมและยินดีต่อไปค่ะ กับสิ่งดีๆที่กำลังเกิดกับประเทศไทยถึงมันจะน้อยนิด แต่สิ่งเล็กๆหลายอย่างประกอบกัน จะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนึง"
"ขออนุญาตแชร์ครับ อ่านแล้วอดอมยิ้มตามไม่ได้"
"เห็นด้วยทุกตัวอักษรครับ เรามีประชากรกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกสะใจกับการที่ประเทศจะมีชื่อเสียงในทางไม่ดี"
"ยุคสติและความคิดผิดเพี้ยน(มากขึ้นทุกวัน) ก็คงต้องแบบนี้แล้วค่ะ #ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อสำนักงานควบคุมความปลาบปลื้มแห่งชาติมีหน้าที่ตรวจสอบว่าประชาชนดีใจกับข่าวดีมากเกินกว่าระดับGDPที่อนุญาตหรือไม่ "


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

