พลิกปูม ปลัดหมื่นล้าน "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ" ก่อนจุดประเด็นร้อนฉ่า "อาย..เป็นขรก.บำนาญมหาดไทย"

ร้อนระอุ เมื่อนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ หรือ"ปลัดเก่ง" อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกระทรวงในยุคปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมกล่าวถ้อยคำที่สร้างแรงกระเพื่อมว่า "อายที่เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย" จนทำให้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันและ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเพจประชาสัมพันธ์ของกระทรวงต้องออกมาตอบโต้ จากแระแสร้อนดังกล่าว วันนี้แนวหน้าออนไลน์ จึงจะย้อนเส้นทางชีวิตและผลงานของอดีตข้าราชการระดับสูงผู้นี้
ประวัติและการศึกษา
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และเป็นนักเรียนคนแรกของโรงเรียนตราษตระการคุณ ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยโควตาทุน "จุฬาฯ-ชนบท"
เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ (การปกครอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่รู้จักกันในนาม "สิงห์ดำ รุ่น 36" นอกจากนี้ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และยังได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากอีกหลายสถาบัน
เส้นทางการทำงาน
ชีวิตการเป็นข้าราชการของนายสุทธิพงษ์เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ในตำแหน่งปลัดอำเภอที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ซึ่งนายสุทธิพงษ์เติบโตในสายงานปกครองอย่างรวดเร็วด้วยความสามารถที่ตนเองมี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2553 เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติเป็น "ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อายุน้อยที่สุด" ในขณะนั้นด้วยวัยเพียง 46 ปี หลังจากนั้นเขาได้หมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี (พ.ศ. 2556) , ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทในปี (พ.ศ.2557) ,รองปลัดกระทรวงมหาดไทย(พ.ศ. 2558) มอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(พ.ศ. 2560),และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พ.ศ. 2562),ก่อนจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในตำแหน่ง "ปลัดกระทรวงมหาดไทย คนที่ 40" ในปี พ.ศ. 2564 และเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 รวมระยะเวลาการรับใช้แผ่นดินในสังกัดกระทรวงมหาดไทยยาวนานกว่า 36 ปี
ในช่วงปี 2565 ขณะที่นายสุทธิพงษ์ ดำรงปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นข่าวอย่างโด่งดัง เหตุตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมทั้งกล่าวถ้อยคำอย่าง “โง่เป็นควาย” “ไร้คุณภาพ” และ “มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ชอบหาตังค์” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้น โดยชี้แจงว่า ตนนั้นยอมรับว่าพูดจริงเพราะไม่พอใจที่นำเรื่องเก่าที่เคยนำเสนอมาหลายครั้ง จึงทำให้ไม่ทันยั้งคิด และเกิดถ้อยคำรุนแรง ไม่เหมาะสม
เบื้องหลังฉายา "ปลัดมหาดไทยหมื่นล้าน"
นอกเหนือจากความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว สิ่งที่ทำให้สังคมจดจำนายสุทธิพงษ์ได้เป็นอย่างดีคือฉายา "ปลัดหมื่นล้าน" ซึ่งฉายานี้มีที่มาจากบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจาก ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ภรรยาคู่ชีวิต
ดร.วันดี เป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จโดยมีฉายาว่า "เจ้าแม่โซลาร์ฟาร์ม" ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ผู้บุกเบิกธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของไทย นอกจากบทบาททางธุรกิจแล้ว ดร.วันดี ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมักจะคอยออกงานและขับเคลื่อนโครงการช่วยเหลือสังคม
โดยข้อมูลล่าสุดจากการเปิดเผยของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย (1 ตุลาคม 2567) ระบุว่า ทั้งคู่มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 6,200,101,780 บาท และมีหนี้สิน 26,993,214 บาท โดยแบ่งรายละเอียดได้ดังนี้
- นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ มีทรัพย์สิน 25,472,778 บาท (ไม่มีหนี้สิน) ประกอบด้วยเงินฝากกว่า 6.2 แสนบาท, เงินลงทุน 2.4 ล้านบาท และที่ดิน 17 แปลงในหลายจังหวัดมูลค่ารวม 22.4 ล้านบาท โดยมีรายได้ต่อปีประมาณ 2.8 ล้านบาท
- ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ (คู่สมรส) มีทรัพย์สิน 6,174,629,002 บาท และหนี้สิน 26,993,214 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดมูลค่าสูงถึง 4.9 พันล้านบาท, เงินให้กู้ยืม 625 ล้านบาท, ที่ดิน 31 แปลง มูลค่า 161 ล้านบาท และโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง 11 หลัง มูลค่า 217 ล้านบาท (รวมถึงห้องชุดในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร 3 ห้อง) โดยมีรายได้ต่อปีสูงถึง 419 ล้านบาท
รวมผลงาน
ตลอดระยะเวลาที่บริหารงานในระดับสูง นายสุทธิพงษ์ได้ผลักดันนโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่าง "โคก หนอง นา โมเดล" ซึ่งเป็นการนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก
นอกจากนี้ เขายังร่วมกับภรรยาในการน้อมนำพระดำริ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก" ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นกระแสนิยมการสวมใส่ผ้าไทยที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและช่างทอผ้าในท้องถิ่น ในด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นผู้ริเริ่มนโยบาย "ถังขยะเปียกลดโลกร้อน" โดยตั้งเป้าหมายให้มีครบทุกครัวเรือน เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและจัดการขยะในระดับชุมชน
แม้ปัจจุบันนายสุทธิพงษ์ จะก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว แต่ชื่อนี้กลับกลายมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เจ้าตัวออกมาปกป้องการทำงานของ "นายอำเภอบ้านสร้าง" ที่ถูกอธิบดีกรมการปกครองสั่งย้าย จากเหตุการณ์ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงวิวาทะเดือดข้ามรุ่น ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงมหาดไทยยุคปัจจุบันถึงการจัดปัญหาการทุจริตการสอบท้องถิ่น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


