เปิดแฟ้มวีรกรรม 7 ปี 'โปเต้ นักจะแกง' หลังออก โหนกระแส ทำ 'หนุ่ม กรรชัย' ลั่นกลางโซเชียล 'กูว่าแล้ว มึงใครเนี่ย'

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่รายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้เปิดตัวเรื่องราวของ สิบเอกเวฟ ทหารหนุ่มวัย 25 ปี ที่เดินทางมาร้องเรียนผ่านเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกอดีตคู่หมั้นสาวดีกรีพยาบาลพร้อมแม่ของฝ่ายหญิง หลอกลวงเงินไปรวมกว่า 600,000 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีเงินสินหมั้นรวมอยู่ด้วยถึง 400,000 บาท
ทว่าบรรยากาศในรายการกลับต้องหยุดชะงักและสร้างความงุนงงให้กับผู้รับชม รวมถึงตัวผู้ดำเนินรายการเอง เมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ คุณกิจ ปรากฏตัวในฐานะเพื่อนสนิทของสิบเอกเวฟ ซึ่งรู้จักกันมาได้ราว 4-5 เดือน ชายคนนี้เล่าว่าตนได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสิบเอกเวฟในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยจัดหาทนายความ สำรองจ่ายค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย ตลอดจนประสานงานสืบหาเบาะแสและติดตามพิกัดของอดีตคู่หมั้น

แต่ประเด็นที่กลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโซเชียลคือคำกล่าวอ้างของคุณกิจที่ระบุกลางรายการว่า ตนเองสามารถเข้าถึงและดึงเทคโนโลยีดาวเทียมจากประเทศเกาหลีเหนือมาใช้ในการระบุพิกัดตำแหน่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือของบุคคลเป้าหมายได้ ทำเอา หนุ่ม กรรชัย ถึงกับหลุดอุทาน "ห๊ะ" ออกมาจากความฉงนสงสัย เพราะในเชิงเทคนิคแล้วยังไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยันว่าบุคคลทั่วไปจะสามารถเข้าถึงระบบดาวเทียมความมั่นคงของเกาหลีเหนือเพื่อเช็กพิกัดเบอร์โทรศัพท์ได้จริงตามที่กล่าวอ้าง
หลังจากรายการออกอากาศจบลง โลกออนไลน์และเพจเตือนภัยต่างๆ ต่างพากันจับสังเกตใบหน้าและพฤติกรรมของคุณกิจ ก่อนจะมีการนำภาพไปเปรียบเทียบกับบุคคลในตำนานวงการหลอกลวงเจ้าของฉายา "โปเต้ นักจะแกง" ชายหนุ่มที่มีประวัติพฤติกรรมสร้างโปรไฟล์ปลอมและแอบอ้างตัวตนเพื่อหลอกลวงเงินผู้เสียหายมาแล้วนับไม่ถ้วนตั้งแต่อดีต

เรื่องนี้ร้อนไปถึง หนุ่ม กรรชัย ที่ต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในเวลาต่อมาด้วยความดุเดือดว่า "กูว่าแล้ว มึงใครเนี่ย อยู่ดีๆ ก็มีดาวเทียมจากเกาหลีเหนือ นี่มึงล้วงคองูทางมะพร้าวถึงถิ่นเลยเหรอโปเต้" ขณะที่ เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ซึ่งเป็นผู้พาผู้เสียหายมาร้องเรียน ก็ถึงกับประหลาดใจอย่างมากหลังทราบความจริงว่าชายที่แฝงตัวเข้ามาช่วยเคสนี้ แท้จริงแล้วคือใคร
สำหรับที่มาของฉายา "โปเต้ นักจะแกง" นั้น เป็นชื่อที่กลุ่มโซเชียลอย่างเพจจ๊อกจ๊อกเป็นผู้ตั้งให้มานานหลายปี โดยเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า "นักแสดง" กับคำว่า "แกง" ซึ่งเป็นภาษาปากบนโลกออนไลน์ที่ใช้เรียกพฤติกรรมต้มตุ๋น หลอกลวง หรือแต่งเรื่องให้ผู้อื่นหลงเชื่ออย่างเนียน ๆ

โดยวานนี้ 14 ตุลาคม 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก จ๊อกจ๊อก ได้ออกมาแชร์โพสต์เส้นทางวีรกรรมของ โปเต้ นักจะแกง หรือ นายสุรสิทธิ์ ศิริแสงสว่าง (ชื่อเดิม) หรือ นายกฤตธวัฒน์ ศิริแสงสว่าง อีกครั้งหลังจากที่เคยเปิดเอาไว้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568
ซึ่งชายหนุ่มผู้นี้สร้างตำนานบนโลกออนไลน์มาได้ยาวนานทุกยุคทุกสมัย โดยหากย้อนประวัติการตกเป็นข่าวและข้อร้องเรียนย้อนหลังตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2567 จะพบว่ามีรูปแบบการหลอกลวงที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมอยู่ตลอดเวลา

วีรกรรมยุคแรกเริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี 2560
โดยโปเต้เริ่มโด่งดังและกลายเป็นที่รู้จักในกลุ่ม จ๊อกจ๊อก จากการโทรศัพท์ไปข่มขู่เพื่อนสาวรายหนึ่งว่าจะทำร้ายร่างกาย พร้อมด่าทอไปถึงปู่ย่าตาตยาย และอ้างว่าตนเองมีค่าตัวสูงถึงชั่วโมงละ 25,000 บาท เหตุการณ์นั้นทำให้สมาชิกในกลุ่มนัดเจอตัวจริงเพื่อเคลียร์ประเด็นต่าง ๆ จนกระทั่งพบว่าโปเต้มีการสร้างโพรไฟล์ปัง ๆ อ้างผลงานและความสำเร็จในวงการบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสถาปนาตนเองว่าเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ดังทั้ง เลย์, เกม PUBG LITE, เกม RoV, ค่ายมือถือ DTAC, เครื่องดื่มเปปทีนพลัส, ได้ร่วมงานกับท่องเที่ยวทั่วไทย GMM, ถ่ายโฆษณานกแอร์, เป็นนักแสดงซีรีส์เรื่อง 6 เฮี้ยน 6 เฮี้ยว, เคยเดินแบบที่เอ็มควอเทียร์ รวมถึงอ้างว่าได้รับรางวัลป๊อบปูล่าโหวตจากการประกวด Boys & Girls Thailand 2017 ซึ่งเมื่อมีการสอบถามไปยังผู้จัดงานจริง กลับพบว่าไม่มีใครรู้จักชายคนนี้เลยแม้แต่คนเดียว
ไม่เพียงแค่วงการบันเทิง โปเต้ยังพยายามสร้างภาพว่าเป็นคนเรียนเก่งและมีฐานะร่ำรวย ด้วยการโพสต์ประวัติการศึกษาว่ากำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในคณะนิติศาสตร์ สาขาอัยการ ทั้งที่ในความเป็นจริง คณะนิติศาสตร์ไม่มีการเปิดสอนสาขาอัยการแต่อย่างใด เวลาคุยแชทกับใครมักจะสร้างภาพไฮโซ ขับรถหรูเดินทางกลับคอนโด แต่กลับมีคนพบเห็นเจ้าตัวนั่งรถสองแถวและเดินเข้าซอยอยู่บ่อยครั้ง หลังจากสร้างเรื่องไว้มากมาย ข่าวคราวของเขาก็เงียบหายไปช่วงปี 2561 ถึง 2562

กระทั่งปี 2563 โปเต้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งด้วยการหลอกเงินคุณลุงแถวบ้านเป็นจำนวน 1,300 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าบริการอินเทอร์เน็ต และรับปากว่าจะนำใบเสร็จมาให้ภายหลัง ก่อนจะเชิดเงินหายเข้ากลีบเมฆไป นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมหลอกขาย E-Sim ซึ่งเมื่อผู้เสียหายนำไปเช็กกับทางค่ายโทรศัพท์กลับพบว่ายังไม่มีระบบดังกล่าวให้บริการในขณะนั้น
พอเข้าสู่ปี 2564 ในช่วงที่กระแสการเมืองกำลังร้อนแรง โปเต้ได้เปลี่ยนบทบาทใหม่ตีเนียนแฝงตัวอยู่กับ สส. พรรคก้าวไกล จนกระทั่งองค์กรกฎหมายอย่างศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ต้องออกแถลงการณ์ประกาศเตือนภัยผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เนื่องจากโปเต้ได้นำชื่อของศูนย์ฯ ไปแอบอ้างกับบุคคลอื่นว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่และเสมียน เพื่อใช้หลอกล่อขอข้อมูล ทำให้ทั้งศูนย์ทนายฯ และเหล่า สส. ต้องรีบออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องเป็นการด่วน

ต่อมาในปี 2565 พฤติกรรมของโปเต้เข้มข้นขึ้นด้วยการหันมาหลอกลวงเรื่องการศึกษาและการสร้างโปรไฟล์หรูหรา โดยมีกรณีของผู้เสียหายรายหนึ่งที่จบการศึกษาเพียงชั้น ม.3 และต้องการปรับวุฒิการศึกษาให้สูงขึ้น โปเต้จึงใช้โอกาสนี้สร้างบัญชีไลน์อวตารแอบอ้างเป็นครู กศน. พร้อมกับสร้างเฟซบุ๊กปลอมของเพื่อนขึ้นมายืนยันว่าได้วุฒิจริง จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปให้เพื่อเป็นค่าจ้างเรียนและค่าดำเนินการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 6 เดือน บัญชีไลน์ดังกล่าวก็บล็อกผู้เสียหายหนีหายไป เมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความ ตำรวจจึงสืบค้นเส้นทางการเงินและพบว่า เงินทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของโปเต้โดยตรง แต่นอกจากจะไม่ยอมคืนเงินแล้ว โปเต้ยังขู่ขวัญผู้เสียหายกลับว่าจะให้ กศน. เอาผิดในข้อหาซื้อขายวุฒิการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีกรณีตัดต่อตั๋วเครื่องบินสายการบินต่างประเทศเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-มอสโก ของผู้อื่น แล้วนำมาโพสต์แอบอ้างว่าตนเองได้รับเงินคืนจากการจองตั๋ว รวมถึงการไปสมัครเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลเพื่อสร้างโปรไฟล์ใหม่
เข้าสู่ปี 2566 โปเต้ขยับบทบาทไปอ้างตัวเป็นแพทย์ ชวนเชื่อขายคอร์สฉีดผิวขาวและฉีดโบท็อกซ์ให้กับผู้เสียหาย จนมีคนโอนเงินให้หลักหมื่นบาท แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับบริการ และไม่สามารถติดต่อขอเงินคืนได้ เมื่อผู้เสียหายนำชื่อจริงไปค้นในระบบถึงได้รู้ว่าถูกมิจฉาชีพคนดังหลอกเข้าให้แล้ว

ในปี 2567 โปเต้หันมาสร้างภาพเป็นนิสิตแพทย์ด้วยการโพสต์ภาพลงไอจีสตอรี่ขณะนั่งอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาในเดือนสิงหาคม เขาได้ไปสมัครเรียนหลักสูตรผู้ช่วยฟื้นฟูสุขภาพที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยยอมจ่ายค่าแรกเข้า 5,000 บาทเพื่อเข้าไปนั่งเรียน และอาศัยช่วงเวลาที่ได้รู้จักกับเพื่อนในคลาสเรียน ก่อเหตุหลอกขายบัตรคอนเสิร์ต Big Mountain 2024 ให้กับเพื่อนร่วมชั้น 2 คน ได้เงินไปรวมกว่า 7,600 บาท ก่อนจะขาดการติดต่อนานกว่า 3 เดือน พอโดนทวงถามเงินก็ใช้วิธีข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี
จากข้อมูลเพื่อนร่วมชั้นระบุว่า ในช่วงหลังโปเต้เริ่มไม่มีเงินมาเรียนเนื่องจากเลิกรากับแฟนเก่า ซึ่งเคยให้เงินใช้จ่ายเดือนละ 3,000-4,000 บาท ส่วนเงินค่าเทอมที่นำมาจ่ายก็เป็นเงินที่หามาเองเพราะครอบครัวไม่ได้สนับสนุนเงินจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เขาไปโพสต์ตามหารถยนต์มาสด้า 2 ในกลุ่มรถยนต์ โดยอ้างว่าถูกแฟนเก่าเชิดรถหนีไป ทั้งที่จริงแล้วเป็นรถชื่อของแฟนเก่าและช่วยกันผ่อน

พฤติกรรมแปลก ๆ ที่ถูกแฉเพิ่มเติมระบุว่า โปเต้มักชอบสิงอยู่ในกลุ่มรับซื้อเวรตามโรงพยาบาล ชอบเอาเสื้อกาวน์ของแฟนเก่าซึ่งทำงานด้านการแพทย์มาปักชื่อตนเองแล้วสวมใส่ไปเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงเคยแอบอ้างตัวเข้าไปฉีดยาและวัดความดันให้คนไข้แล้วถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ทั้งที่เดิมทีเจ้าตัวเคยศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ต้องลาออกกลางคันเพราะมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนและอาจารย์หลังจากทุกคนจับได้ว่าเขาคือมิจฉาชีพ
ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ โปเต้ นักจะแกง ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประวัติและพฤติกรรมดังกล่าว จนกระทั่งมาปรากฏตัวกลางรายการดังในปัจจุบัน


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จ๊อกจ๊อก, เฟซบุ๊ก โหนกระแส, เฟซบุ๊ก เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น, เฟซบุ๊ก หนุ่ม กรรชัยล เฟซบุ๊ก ซ้อเปา - เรื่องนี้ต้องใส่ใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

