เปิดประวัติความเป็นมา 'ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค' มรดกวัฒนธรรมทางสายน้ำแห่งแผ่นดินไทย

เมื่อเดือนตุลาคมวนเวียนมาบรรจบอีกครั้ง หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ผู้คนจำนวนมากต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมายังประเทศไทย ก็คือโอกาสที่จะได้เฝ้าทูลละอองบูลบาทรับเสด็จฯ และร่วมชม "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค" พระราชพิธีอันยิ่งใหญ่และทรงคุณค่า ซึ่งเป็นโบราณราชประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันคู่แผ่นดินไทยมานานนับร้อยปี ภาพความงดงามและตระการตาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะตรึงสายตาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเท่านั้น แต่ยังถูกบันทึกและถ่ายทอดสดออกสู่สายตาชาวโลก ให้ได้รับชมความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยไปพร้อม ๆ กัน
วันนี้ ทีมงานแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปศึกษาประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของราชประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมา ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
กระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือ กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ กระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่เป็นราชประเพณีไทยอันสืบทอดมาแต่โบราณ โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เด่นชัดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เอกลักษณ์อันโดดเด่นคือเรือในกระบวนจะได้รับการแกะสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยายอย่างประณีตงดงาม ทั้งยังมีการจัดรูปกระบวนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรูปแบบที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือ "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง"
ความงดงามของกระบวนเรือนี้ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ซึ่งเป็นลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ประพันธ์โดย เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2330 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โดยเป็นการยึดถือตามแบบแผนโบราณราชประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ประเภทของการเห่เรือ โดยการเห่เรือที่ใช้ประกอบในกระบวนเรือ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. การเห่เรือหลวง คือ การเห่เรือที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก
2. การเห่เรือเล่น คือ การเห่เรือเพื่อความบันเทิงของชาวบ้านในงานเทศกาลต่าง ๆ
ในปัจจุบัน การเห่เรือเล่นของชาวบ้านได้ลดน้อยลงไปตามยุคสมัย คงเหลือไว้เพียง การเห่เรือหลวง ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์และใช้สืบสานอยู่ในกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาจนถึงปัจจุบัน

จุดกำเนิดและประวัติศาสตร์กระบวนเรือในแต่ละยุคสมัย
1. สมัยเริ่มแรก (ยุคกรุงสุโขทัย)
การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำหรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ปรากฏหลักฐานย้อนไปไกลถึงสมัยกรุงสุโขทัย โดยบันทึกไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชาที่ 1) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือประกอบพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งทรงเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสอง
2. สมัยกรุงศรีอยุธยา
เนื่องจากเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยามีแม่น้ำลำคลองล้อมรอบ วิถีชีวิตของชาวกรุงเก่าจึงผูกพันกับสายน้ำอย่างใกล้ชิด ยามสงครามมีการสร้างเรือรบขึ้นมากมาย และในยามบ้านเมืองสงบสุข ชาวบ้านก็จะหันมาเล่นเพลงเรือและแข่งเรือกันอย่างเอิกเกริก

สำหรับพระมหากษัตริย์ เมื่อจะเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯ ไปทอดผ้ากฐินยังวัดวาอาราม ก็จะนำเรือรบโบราณเหล่านั้นมาจัดเป็นกระบวนเรืออันยิ่งใหญ่
สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ ได้เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค เมื่อถึงเวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ได้ลั่นกลองฆ้องชัย ให้พายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ (ซึ่งเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถวายพระนามสมญาว่า "พระพิชัย") นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล
การกำเนิดกาพย์เห่เรือ
ในระหว่างการเคลื่อนกระบวนเรือ จะมีการเห่เรือพร้อมเครื่องประโคมดนตรี จนก่อให้เกิดวรรณกรรมร้อยกรองอันไพเราะยิ่ง คือ กาพย์เห่เรือ ของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ช่วงตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบรรยายถึงความงดงามและลักษณะของเรือต่างๆ ในกระบวน และบทเห่เรือนี้เองที่กลายมาเป็นแม่แบบของกาพย์เห่เรือที่ใช้กันในปัจจุบัน

3. ยุคทองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมากมาย และทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคอยู่เนืองๆ ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูตและแห่พระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองลพบุรี
ในช่วงปี พ.ศ. 2199–2231 ปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯ ที่เรียกว่า ขบวนเพชรพวง เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีก 1 สาย ใช้เรือทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 100 ลำ นับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนเรือในยุคต่อมา
การจัดกระบวนเรือในยุคนี้แสดงถึงความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของราชสำนักไทยได้เป็นอย่างดี ทว่าในสมัยต่อๆ มา ริ้วกระบวนเรือค่อยๆ ถูกตัดทอนลงเนื่องจากเรือชำรุดไปตามกาลเวลา และขาดผู้รู้วิธีสร้างขึ้นใหม่ตามตำราโบราณ จนกระทั่งถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยา

บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านสายตาชาวต่างชาติ
นิโคลาส แชแวร์ ราชทูตฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ถึงความยิ่งใหญ่ของกระบวนเรือไว้ว่า
"ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า 200 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้นใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน"

ขณะที่ บาทหลวงกวีย์ ตาชาร์ด เขียนเอาไว้ในปี พ.ศ. 2228 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่ง ลาลูแบร์ เป็นราชทูตเข้ามายังสยาม พร้อมคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งบาทหลวงกวีย์ ตาชาร์ด ได้บันทึกไว้ในหนังสือ จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ถึงขบวนเรือออกรับเครื่องราชบรรณาการว่า
"มีเรือบัลลังก์ขนาดใหญ่ 4 ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึง 80 คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน 2 ลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา... และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำใดเลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบัลลังก์หลวงและเครื่องราชบรรณาการ"
นอกจากนี้ยังบันทึกถึงขบวนเรือแห่พระราชสาส์นจากกรุงศรีอยุธยาไปลพบุรีว่า "ขบวนอันยาวเหยียดของเรือบัลลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง 150 ลำ ผนวกกับเรือลำอื่น ๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม... ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ"

การฟื้นฟูในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์
1. สมัยกรุงธนบุรี
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสร้างเรือขึ้นใหม่ทั้งชุด แต่ส่วนใหญ่เป็นเรือที่ใช้ในการรบเนื่องจากอยู่ในช่วงสงคราม พิธีสำคัญทางน้ำในยุคนี้คือ พระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ โดยมีหมายรับสั่งบันทึกว่ามีเรือแห่มารวมกันจากต้นทาง 115 ลำ และเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จฯ ไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณี กรุงเก่า รวมเป็นขบวนเรือทั้งสิ้นมากถึง 246 ลำ

2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือขึ้นมาใหม่ 67 ลำ ทั้งเรือพระที่นั่ง เรือกระบวนปิดทอง เรือพิฆาต และเรือแซง
รัชกาลที่ 2 สร้างเพิ่ม 2 ลำ
รัชกาลที่ 3 สร้างเพิ่ม 24 ลำ
รัชกาลที่ 4 สร้างเพิ่ม 7 ลำ (รวมถึงสร้าง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ลำแรก)
รัชกาลที่ 5 สร้างเพิ่ม 1 ลำ (สร้าง เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์)
ชกาลที่ 6 สร้างเพิ่ม 2 ลำ (สร้าง เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และสร้าง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช แทนลำเดิม)
รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก

การอนุรักษ์หลังสงครามมหาเอเชียบูรพาและการดูแลในปัจจุบัน
ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือปากคลองบางกอกน้อยถูกระเบิดเสียหายหลายลำ หลังสงครามจึงมีการบูรณะ และซ่อมแซมเรือที่เหลือกลับมาใช้งาน ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟูพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค จึงได้จัดระเบียบขบวนเรือพระราชพิธีคงไว้ที่ 52 ลำ โดยกองทัพเรือ ดูแลตัวเรือและการเดินเรือ ส่วน กรมศิลปากร ดูแลการอนุรักษ์ศิลปกรรมและงานลงรักปิดทอง
ทางด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี (บางกอกน้อย) จัดแสดงเรือสำคัญ 9 ลำ (เรือพระที่นั่ง 4 ลำ และเรือรูปสัตว์ 5 ลำ) และ แผนกเรือพระราชพิธี กองเรือเล็ก และอู่ทหารเรือธนบุรี เก็บรักษาเรือที่เหลืออีก 43 ลำ (เรือรูปสัตว์ เรือประตู เรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง ฯลฯ)

เส้นทางและลำดับการเคลื่อนขบวนเรือพระราชพิธี
จุดเริ่มต้นการจัดกระบวนเรือจะเริ่มตั้งริ้วขบวนโดยปล่อยเรือออกจากบริเวณ สะพานพระราม 8 เมื่อได้เวลาเคลื่อนขบวน (มักเริ่มราว 15.00 น.) ขบวนเรือจะล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสถานที่สำคัญตามลำดับ ดังต่อไปนี้
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสะพานพระราม 8 (จุดเริ่มต้นเคลื่อนขบวน)
2. สวนสันติชัยปราการ และป้อมพระสุเมรุ
3. สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า
4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) และท่ามหาราช
5. โรงพยาบาลศิริราช (สวนสุขภาพฯ) และท่าน้ำวังหลัง
6. วัดระฆังโฆสิตาราม
7. ราชนาวิกสภา และราชนาวีสโมสร
8. พระบรมมหาราชวัง / ท่าช้าง
9. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (จุดหมายปลายทาง เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเทียบท่าเพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน)

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก กองทัพเรือ Royal Thai Navy, กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ - Naval Civil Affairs Department
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

