อัษฎางค์ อ่านเกม ศุภจี คิดแบบ CEO จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ?

21 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คิดแบบศุภจี คิดแบบ CEO จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมศุภจี
ช่วงนี้ผมจับตาสิ่งที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำลังทดลองวิธีขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าสนใจ คือพยายามเชื่อม “เกษตร–SMEs–เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy–การค้าระหว่างประเทศ” เข้าด้วยกัน ผ่านคณะทำงาน 4 คณะ โดยไม่ต้องการให้แต่ละเรื่องต่างคนต่างทำตามกระทรวงของตัวเอง แต่ต้องการให้มองตั้งแต่การผลิต การสร้างมูลค่า การหาตลาด ไปจนถึงการนำรายได้กลับมาถึงเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยเป็นระบบเดียวกัน
คำถามคือ
ผมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในลักษณะนี้ของคุณศุภจีอย่างไร?
ผมมีความหวังกับประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่?
และที่สำคัญ คณะทำงานทั้ง 4 คณะจะสามารถก้าวข้ามปัญหาเดิมของระบบราชการไทย คือ “ประชุมเก่ง วางแผนเก่ง แต่ทำข้ามกระทรวงยาก” แล้วเปลี่ยนข้อเสนอที่มีอยู่เกือบ 100 ข้อให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงได้หรือไม่?
______________________________________________
ถ้าจะตอบสั้นที่สุด ผมขอตอบว่า
“ผมมีความหวังมากขึ้นครับ แต่เป็นความหวังที่มีเงื่อนไข”
เพราะสิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการตั้งคณะทำงาน 4 คณะ
แต่คือความพยายามที่จะเปลี่ยน “วิธีคิด” และ “วิธีบริหารเศรษฐกิจของภาครัฐ” จากการทำงานเป็นกระทรวง เป็นกรม เป็นโครงการ ไปสู่การมองเศรษฐกิจทั้งระบบจากต้นน้ำถึงตลาด
______________________________________________
1. สิ่งที่ผมเห็นว่า “มาถูกทาง” ที่สุด คือการเปลี่ยนคำถาม
ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยมักตั้งต้นด้วยคำถามว่า
“ประเทศไทยมีอะไร?”
“เราผลิตอะไรได้?”
“แล้วจะเอาของที่มีไปขายที่ไหน?”
แต่สิ่งที่คุณศุภจีกำลังเสนอ คือการกลับคำถามเสียใหม่ว่า
“ตลาดต้องการอะไร?”
แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่า ประเทศไทยจะใช้สิ่งที่เรามี ทั้งเกษตร อาหาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และเครือข่ายการค้า มาสร้างคุณค่าเพื่อตอบตลาดนั้นได้อย่างไร
ฟังดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนถ้อยคำเล็กน้อย
แต่ในโลกธุรกิจ นี่คือความแตกต่างระหว่างการผลิตของออกมาแล้วหาคนซื้อ กับการเข้าใจลูกค้าก่อน แล้วจึงออกแบบสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการ
นี่คือวิธีคิดแบบตลาดนำ ไม่ใช่ราชการนำ
และถ้าภาครัฐไทยเปลี่ยนวิธีตั้งโจทย์ตรงนี้ได้จริง ผมถือว่าเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญ
______________________________________________
2. สิ่งที่ผมสนใจยิ่งกว่าคณะทำงาน 4 คณะ คือการพยายามทำให้เศรษฐกิจไทยเป็น “ระบบเดียว”
ลองมอง 4 เรื่องนี้ให้ต่อกัน
- เกษตรกรผลิตวัตถุดิบ
- SMEs นำมาแปรรูปและสร้างสินค้า
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์ช่วยออกแบบ แบรนด์ เรื่องราว และประสบการณ์
- Visitor Economy นำผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาสัมผัสและบริโภคสินค้า บริการ อาหาร วัฒนธรรม และพื้นที่ของไทย
จากนั้นการค้าระหว่างประเทศพาสินค้า บริการ และแบรนด์เหล่านั้นออกไปสู่ตลาดโลก
เมื่อมองอย่างนี้ เราจะเห็นทันทีว่า
“เกษตร–SMEs–ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม–การส่งออก”
ไม่ควรเป็นนโยบายคนละเรื่องตั้งแต่แรก
เพราะมันคือห่วงโซ่เศรษฐกิจเดียวกัน
ปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมาคือ เรามักแบ่งห่วงโซ่นี้ออกตามโครงสร้างกระทรวง
กระทรวงหนึ่งดูเกษตร
กระทรวงหนึ่งดู SMEs
อีกแห่งดูท่องเที่ยว
อีกแห่งดูวัฒนธรรม
อีกแห่งดูส่งออก
แต่ในโลกของผู้ประกอบการและประชาชน ชีวิตจริงไม่ได้แบ่งตามกระทรวง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงสนใจแนวคิด Cluster ของคุณศุภจี
______________________________________________
3. แนวคิด Visitor Economy เป็นอีกเรื่องที่ควรจับตา
ผมเห็นด้วยกับประโยคของคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ว่า
“การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ”
เพราะประเทศไทยติดอยู่กับ KPI เรื่อง “จำนวนนักท่องเที่ยว” มานานมาก
ปีนี้เข้ากี่ล้านคน?
มากกว่าปีที่แล้วหรือไม่?
แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ
เขามาทำอะไร?
อยู่กี่วัน?
ใช้เงินกับอะไร?
เงินลงไปถึงชุมชนหรือไม่?
กลับไปแล้วซื้อสินค้าไทยต่อหรือไม่?
กลับมาอีกหรือไม่?
หรือถึงขั้นเข้ามาลงทุน ทำธุรกิจ เรียน รักษาพยาบาล หรือทำงานกับประเทศไทยหรือไม่?
คนหนึ่งคนที่เดินเข้าประเทศไทย จึงไม่ควรถูกนับเพียงว่าเป็น “นักท่องเที่ยวหนึ่งคน” เขาอาจเป็นผู้บริโภค ผู้เผยแพร่วัฒนธรรม ลูกค้าระยะยาว นักลงทุน หรือคู่ค้าของประเทศไทยในอนาคตก็ได้ นี่คือการเปลี่ยนจาก “นับหัว” ไปสู่ “สร้างมูลค่า”
______________________________________________
4. แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มมีความหวังจริง ๆ ไม่ใช่ Vision แต่คือคำว่า Execution
ประเทศไทยไม่เคยขาดแผน
เรามียุทธศาสตร์
มีคณะกรรมการ
มี Roadmap
มี Master Plan
มีข้อเสนอจากนักวิชาการและภาคเอกชนจำนวนมาก
สิ่งที่เราขาดมาตลอดคือ
“ใครจะทำ?” และ “ทำแล้วเมื่อไรจะเสร็จ?”
ดังนั้น ผมสนใจคำพูดของคุณกอบศักดิ์ที่ว่า หลายปัญหาเรารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ต้องมีคนลงมือแก้ให้ได้ รวมถึงแนวทางแบ่งเป็น Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในช่วง 2–4 ปี เพราะนี่เริ่มเข้าใกล้วิธีบริหารแบบเอกชนมากขึ้น
ไม่ใช่ถามเพียงว่า ”เรามีนโยบายอะไร?”
แต่ถามว่า “อะไรต้องเกิดขึ้น? ใครรับผิดชอบ? เมื่อไร? และวัดผลอย่างไร?”
______________________________________________
5. แล้วคณะทำงานทั้ง 4 คณะจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่?
ตรงนี้ผมยังไม่ให้คำตอบว่า “ได้แน่นอน” เพราะนี่คือบททดสอบที่ยากที่สุด การบริหารบริษัทกับการบริหารรัฐบาลมีความแตกต่างกันอย่างมาก CEO บริษัทสามารถเรียกฝ่ายการเงิน การตลาด การผลิต IT และฝ่ายขายมานั่งโต๊ะเดียวกัน แล้วกำหนดเป้าหมายร่วมกันได้ แต่รัฐบาลไม่ได้มีโครงสร้างแบบนั้น
อำนาจกระจายอยู่หลายกระทรวง หลายกรม หลายกฎหมาย หลายงบประมาณ หลายฐานข้อมูล รวมถึงหลายฝ่ายทางการเมือง
ปัญหาของรัฐบาลไทยจึงไม่ใช่เพียง “ไม่มีคนเก่ง” แต่คือ คนหนึ่งคนไม่สามารถสั่งทุกส่วนของระบบได้ นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า สิ่งที่คุณศุภจีกำลังทดลอง ไม่ใช่เพียง “นโยบายเศรษฐกิจ” แต่เป็นการทดลองว่า ”วิธีบริหารแบบ CEO จะสามารถทำงานอยู่ภายในโครงสร้างราชการไทยได้มากแค่ไหน?”
เรื่อง Cross-Ministerial Enforcement (การบังคับใช้ข้ามกระทรวง) จะเป็นกลไกที่คณะทำงานชุดนี้จะแปลงผลักดันงานข้ามกระทรวงได้จริง จำเป็นต้องมี “การสนับสนุนทางการเมืองจากนายกรัฐมนตรี/คณะรัฐมนตรี” ร่วมด้วย เพราะต่อให้มีข้อเสนอที่ดี แต่หากติดขัดอำนาจตาม พ.ร.บ. ของกระทรวงอื่น การมีอำนาจเชิงนโยบายระดับ ครม. จะเป็นกุญแจสำคัญ
______________________________________________
6. จุดเสี่ยงของ “เกือบ 100 ข้อเสนอ”
ผมกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับตัวเลขเกือบ 100 ข้อมากนัก เพราะถ้าไม่ระวัง 100 ข้ออาจกลายเป็นจุดอ่อน ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ขาดข้อเสนอ แต่คือมีข้อเสนอมากเกินไป แล้วทุกเรื่องถูกประกาศว่า “สำคัญ” เมื่อทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด สุดท้ายไม่มีอะไรสำคัญจริง
ถ้าเป็นผม ผมอยากเห็นการคัดออกมาเพียง 10–20 เรื่องที่เป็น “คอขวด” จริง ๆ แล้วระบุให้ชัดว่า
เรื่องนี้ติดกฎหมายอะไร? หน่วยงานไหนถืออำนาจ? ใครเป็นเจ้าภาพ? ต้องเสร็จเมื่อไร? และเมื่อสำเร็จ ประชาชนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร?
ถ้าทำตรงนี้ได้ 100 ข้อเสนอจึงจะไม่กลายเป็น 100 รายการความปรารถนา
______________________________________________
7. แล้วผมมีความหวังกับประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่?
คำตอบคือ “มี”
แต่ผมยังไม่อยากใช้คำว่า “สำเร็จ”
ผมมีความหวังมากขึ้น เพราะอย่างน้อยกำลังเห็นคนที่พยายามถามคำถามถูกชุด
มองตลาดแทนที่จะมองแต่ของที่มี
มองห่วงโซ่แทนที่จะมองเป็นกระทรวง
มองมูลค่าแทนที่จะมองปริมาณ
มอง Execution แทนที่จะมองเพียง Policy
และพูดถึงผลลัพธ์ที่ต้องวัดได้ แทนที่จะหยุดอยู่ที่การประชุมและการจัดทำแผน
แต่คำชื่นชมที่สำคัญที่สุด ผมขอเก็บเอาไว้ก่อน
อีก 6 เดือนถึง 1 ปี เราควรกลับมาดูว่า
- เกษตรกรขายของได้ดีขึ้นจริงหรือไม่?
- SMEs ลดต้นทุนและเข้าถึงตลาดง่ายขึ้นหรือไม่?
- ใบอนุญาตหรือกฎระเบียบอะไรถูกปลดล็อกไปแล้ว?
- สินค้าเกษตรแปรรูปเพิ่มขึ้นหรือไม่?
- รายได้จาก Visitor Economy กระจายลงชุมชนมากขึ้นหรือไม่?
- SMEs ไทยเข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทใหญ่และตลาดโลกเพิ่มขึ้นหรือไม่?
- และข้อเสนอที่ประกาศไว้ มีข้อไหน “ปิดงาน” ไปแล้วบ้าง?
ถ้าเราเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ได้ วันนั้นผมจะไม่ได้พูดเพียงว่า คุณศุภจีคิดแบบ CEO แต่เราจะเริ่มพูดได้ว่า “วิธีคิดแบบ CEO กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของระบบราชการไทย”
และถ้าทำได้จริง สิ่งที่น่าดีใจที่สุดอาจไม่ใช่ความสำเร็จของคุณศุภจีคนเดียว แต่มันคือหลักฐานว่า ประเทศไทยยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ถ้าเราเปลี่ยนจาก ”ประชุมเพื่อมีข้อเสนอ” เป็น “ประชุมเพื่อเอางานให้สำเร็จ”
______________________________________________
นี่คือเหตุผลที่ผมตอบว่า
ผมมีความหวังมากขึ้นครับ
แต่ผมอยากวัดความหวังนั้นด้วย “ผลลัพธ์” มากกว่า “คำประกาศ”
และผมเชื่อมั่นว่า พี่แต๋มของเรา จะทำได้จนสำเร็จในที่สุด

