สกู๊ปพิเศษ : ‘อบต.บางคนที’ใช้ข้อมูลนำ-ตั้งวงถกปัญหา ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

ในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ ต่างต้องเผชิญกับโจทย์การจัดการและแก้ปัญหาที่หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม แต่ละแห่งจึงมีแนวทางการรับมือที่แตกต่างกันไป
แต่สำหรับ องค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เริ่มต้นแก้ปัญหาจากการ “ใช้ข้อมูลเป็นฐาน” นำมาวิเคราะห์ผ่าน “เวทีกลางลานความคิด” กระบวนการพูดคุยแลกเปลี่ยนจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันคิด วางแผน และแก้ปัญหาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
จากจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการของคนในพื้นที่ นำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ “ลงแขก-ลงคลอง” พลังจิตอาสาดูแลลำคลองต่อเนื่องกว่า 10 ปี จนต่อยอดเป็น “ชมรมคนตกกุ้ง” สะพานเชื่อมการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับรายได้และวิถีชีวิตอย่างลงตัว ต่อด้วยโครงการ “ปันผัก ปันสุข” สร้างสังคมเกื้อกูลตามวิถีบางคนที “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดชุมชนที่ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน ตลอดจนการบริหารจัดการ สิทธิการจ้างงานคนพิการและผู้ดูแลที่สร้างโอกาสและอาชีพให้แก่กลุ่มคนพิการในพื้นที่

นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที เปิดเผยว่า ที่มาของการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิดตำบลสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2555-จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เช่น TCNAP และ RECAP ทำให้เห็นภาพรวมชุมชนชัดเจน เช่น พบสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 ตลอดจนมีข้อมูลคนพิการในพื้นที่จำนวน 140 คน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยชี้เป้าเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
“ถึงแม้เราจะมีทรัพยากรไม่มากมากนัก รวมถึงเงินทุนน้อย แต่มันไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการที่เราจะพัฒนา เราเอาของดีของเราที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญา หรือจิตอาสาของชุมชน ซึ่งตรงนี้สสส. ก็สนับสนุนทุกด้าน ตั้งแต่มาหนุนเสริมให้เรารู้วิธีใช้ข้อมูล ต่อมาก็มีเงินทุนมาเสริมบางส่วน ช่วยให้เราค้นหาทุนศักยภาพต่างๆ ได้ดีมาก นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นที่ประจักษ์ และเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้กับเครือข่าย และให้เราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง” นายก อบต.บางคนที กล่าว
สำหรับกระบวนการทำงานของ อบต.บางคนที อาศัยการขับเคลื่อนผ่าน “4+1 องค์กรหลัก” ได้แก่ ท้องที่, ท้องถิ่น, ภาคประชาชน, หน่วยงานรัฐและเพิ่มภาคศาสนา (วัด) เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม โดยเน้นการเปิดเวทีประชาคมทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องมากว่า 16 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาและรักษาสิทธิของตนเอง
ความสำเร็จจากการทำงานเชิงบูรณาการและใช้ข้อมูลเป็นฐาน ส่งผลให้ อบต.บางคนที กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์ฝึกผู้นำให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พร้อมรับโจทย์ท้าทายใหม่จาก สสส. ในการทดลองทำโครงการสร้างความยั่งยืนครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
“ชุมชนเราพร้อมมูลไปด้วยจิตอาสา น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำให้เกิดสุขภาวะ เกิดความสามัคคี และความยั่งยืนในชุมชน” นายก อบต.บางคนที กล่าวปิดท้าย

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามแนวคิดตำบลสุขภาวะ คือการก่อตั้ง “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณก้อนใหญ่ แต่เกิดจากการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ชาวบ้าน และทีม อบต. ที่ร่วมกันผลักดันและใช้ “เวทีกลางลานความคิด” ตกผลึกร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น กล้วย หรือมะพร้าว ราคาตกต่ำ และโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา
ชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างตลาดร่องสวนยายแพงขึ้นมา โดยกำหนด “กฎ 3 ข้อ” ร่วมกัน คือ หน้าไม่งอ (บริการด้วยรอยยิ้ม), ราคาไม่แพง (สมเหตุสมผล), และ พร้อมรับ (ฟังคำติชมเพื่อปรับปรุง) จนเปลี่ยนจากพื้นที่ร่องสวนเงียบเหงาให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ค้าขาย และสร้างรายได้เสริมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับคนในชุมชน
นางสาวสมหมาย ภูมรินทร์ เจ้าของร้านเต้าหู้ทอดตังกวย เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากมาร่วมค้าขายในตลาดร่องสวนยายแพงว่า การมีตลาดแห่งนี้ส่งผลดีมากกว่าเรื่องเงินทอง เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูรายได้ให้มีเงินมาเสริมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังสร้าง “มิตรภาพและความสุข” ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ถามว่ามีความสุขไหม มีความสุขนะ เพราะทุกคนจะช่วยกันตั้งแต่เช้า ด้านนู้นช่วย ด้านนี้ช่วย ได้คุย ได้เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ พบปะคนใหม่ๆ มันมากกว่าจะได้ตังค์ แต่มันได้มิตรภาพ ได้ความสัมพันธ์ ได้ความสามัคคี มีอะไรก็แบ่งปันกันกิน และการที่ตลาดสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้คือความภูมิใจที่สุดของชาวบางคนที” เจ้าของร้านตังกวย กล่าวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

หากตลาดร่องสวนยายแพงคือพลังเศรษฐกิจฐานราก “โครงการปันผัก ปันสุข” ณ วัดบางคนทีใน ที่ใช้พื้นที่มากกว่า 3 ไร่ (จากพื้นที่วัดทั้งหมด 16 ไร่) ปลูกผักสวนครัว จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ค้ำจุนสุขภาวะและความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดจิตวิญญาณแบ่งปันให้ผู้คน “พึ่งพาตนเอง” ได้ตามวิถีพอเพียง
พระปลัดอนุชา สุทฺธิวโร เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน เล่าว่า โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2558 จากการปลูกผักสวนครัวในวัดเป็นผักประดับ จนเมื่อโควิด-19 ระบาดทำให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างและตลาดนัดปิด วัดจึงจับมือ อบต.บางคนที ขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ โดย อบต.สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อใช้ผักสดเหล่านี้เป็นคลังอาหารบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้เดือดร้อน โครงการยังต่อยอดเป็น “โครงการพันธุ์กล้า” แจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกที่บ้าน ผลผลิตส่วนเกินนำมาแลกเปลี่ยนที่วัด และทุกวันศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน วัดจัดกิจกรรม “ปันผัก ปันสุข” แจกผัก ข้าวสาร ไข่ไก่ และของแห้งจากสังฆทานให้ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบางได้หลายร้อยบาท
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเคยสอนไว้ว่า การช่วยเหลือคนที่ดีที่สุดคือช่วยเหลือให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ ใครอยากได้พันธุ์ผักอะไรก็มารับที่วัดเอาไปปลูก พอเหลือจากกินและแบ่งเพื่อนบ้านแล้ว ก็มารวมกันที่วัดวันศุกร์เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น คือคนในท้องถิ่นมา “รับ” น้อยลง แต่มา “ให้” มากขึ้น ปัจจุบันกลายเป็นคนนอกพื้นที่ทางอัมพวา ดำเนินสะดวก เข้ามารับการแบ่งปันแทน” เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน กล่าว
การสร้างระบบสุขภาวะของ อบต.บางคนที ยังครอบคลุมการตั้งรับ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะตำบลยายแพงที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 34-35% ของประชากร หลายครอบครัวมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ต้องการดูแลใกล้ชิด จึงใช้กลไก กฎหมายจ้างงานคนพิการมาตรา 33 และ 35 บูรณาการกับระบบสาธารณสุข เปลี่ยนบทบาทคนพิการที่พอทำงานได้และผู้ดูแลคนพิการให้มีรายได้ประจำจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน

โดย นางสายฝน สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ยายแพง เล่าว่า ข้อจำกัดสำคัญคือ รพ.สต.ในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน แต่ต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 300 คน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวานอีกหลายร้อยราย การได้รับสนับสนุนทีม Caregiver (CG) หลัก ซึ่งรวมถึงผู้ที่ได้รับการจ้างงานผ่านมาตรา 35 ผ่านการอบรมทักษะจากสาธารณสุขจังหวัด จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน ทำกายภาพบำบัด ทำความสะอาด ทำแผลกดทับ ตรวจเช็คสัญญาณชีพ และให้กำลังใจผู้ป่วยติดบ้านและติดเตียงตามตารางงานประจำวัน
ขณะที่ นางสาวนันทพร บัวศิริ Caregiver ประจำ อบต.บางคนที เล่าว่า เดิมตนเปิดร้านเสริมสวย แต่สามีพิการกว่า 20 ปี และย่าป่วยติดเตียง ทำให้ต้องลาออกมาดูแลเต็มเวลา ขาดรายได้นาน 4 ปี จนได้เป็น Caregiver รุ่นแรกของตำบลผ่านมาตรา 35 ได้รับอบรมจากสาธารณสุขจังหวัด มีรายได้มั่นคงเดือนละ 9,000-10,000 บาท
“ตอนแรกที่เราลาออกมาดูแลย่าและสามีที่บ้าน เราไม่มีรายได้เลยถึง 4 ปี พอเขาชวนมาทำ Caregiver และได้ไปอบรมกับสาธารณสุขจังหวัด ความรู้ตรงนั้นนอกจากจะเอามาดูแลคนในบ้านเราได้ดีขึ้นแล้ว เรายังเอาไปดูแลคนพิการและผู้ป่วยคนอื่นๆ ในตำบลได้ด้วย ทำให้เรามีรายได้ ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตมันดีขึ้นมาก” Caregiver ประจำ อบต.บางคนที กล่าว

อีกผลผลิตจากเวทีกลางลานความคิด คือการฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกิจกรรมจิตอาสา “ลงแขก-ลงคลอง” ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยไม่ใช้งบราชการ
นายพิชัย อยู่เชื้อ รองประธานสภา อบต.บางคนที เล่าว่า กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2552 หลังควบรวมตำบลบางคนทีและยายแพง ผู้บริหารจึงคิดกิจกรรมสร้างความสามัคคีระหว่างสองตำบล จนได้ข้อสรุปว่าการลงเรือเก็บขยะและตัดแต่งกิ่งไม้ในคลองคือคำตอบที่ดีที่สุด ความพิเศษคือไม่ใช้งบ อบต. แต่ใช้การลงขันจากผู้นำท้องที่ 13 หมู่บ้าน คนละ 100 บาทต่อเดือน เป็นกองกลางซื้ออุปกรณ์และเสบียง จัดกิจกรรมหมุนเวียนตามคลองต่างๆ เดือนละครั้ง หากผู้นำติดภารกิจก็ส่งลูกหลานมาแทน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดูแลธรรมชาติ หรือหากส่งตัวแทนไม่ได้ก็บริจาคเพิ่มเป็น 300 บาท
“กิจกรรมนี้เราไม่ใช้งบประมาณของ อบต. เลย แต่เกิดจากผู้นำท้องที่ท้องถิ่น 13 หมู่บ้าน ร่วมกันลงขันคนละ 100 บาทต่อเดือนเป็นค่าเสบียงและอุปกรณ์ พอเราทำต่อเนื่อง น้ำในคลองก็สะอาดขึ้น พฤติกรรมคนทิ้งขยะลงคลองลดลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านริมคลองก็หันมาช่วยกันดูแล คลองสะอาด กุ้งธรรมชาติชอบน้ำใสก็กลับมาเยอะขึ้น” รองประธานสภา อบต.บางคนที สรุป
ผลจากคลองที่สะอาดขึ้น ทำให้กุ้งแม่น้ำธรรมชาติกลับมาชุกชุม นำไปสู่การรวมตัวของเยาวชนก่อตั้ง “ชมรมคนตกกุ้ง” เปลี่ยนวิถีดั้งเดิมเป็นอาชีพสร้างรายได้ควบคู่การเป็นหูเป็นตาอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งการตั้งชมรมมีเป้าหมายรับรอง “กุ้งแม่น้ำแท้” ป้องกันคนนอกจับผิดกฎหมายหรือทำลายพันธุ์กุ้ง และเฝ้าระวังน้ำเสียกับขยะร่วมกับ อบต. และหน่วยงานในจังหวัด
ความสำเร็จจากเวทีกลางลานความคิด ส่งผ่านตลาดร่องสวนยายแพง ปันผักปันสุข การจ้างงาน Caregiver ตลอดจนลงแขก-ลงคลองและชมรมคนตกกุ้ง คือบทพิสูจน์ของ อบต.บางคนที ในการใช้ข้อมูล พลังจิตอาสา และการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างสุขภาวะและเศรษฐกิจฐานรากที่ “เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน” ภายใต้การทำงานร่วมกับ สำนัก 3 สสส.มายาวนานนับ10 ปี

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า สสส. ไม่ได้เข้ามาสั่งการหรือแจกจ่ายงบประมาณแบบเดิม แต่ทำหน้าที่ “ผู้จุดประกายและกระตุ้นส่งเสริม” ให้ชุมชนเรียนรู้และขับเคลื่อนงานด้วยตนเองผ่านข้อมูลและปัญญาท้องถิ่น โดยนำเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล ชวนคิดวิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมโยง “4+1 องค์กรหลัก” เข้าทำงานร่วมกัน น้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งอบต.บางคนที คือตัวอย่างเด่นชัดของการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะทุกโครงการไม่ได้เกิดจากคำสั่งภาครัฐ แต่เกิดจากคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกัน ตกผลึกผ่านเวทีกลางลานความคิด แล้วลุกขึ้นแก้ปัญหาด้วยตนเอง
“ที่นี่จะเห็นภาพการระเบิดจากข้างใน เช่น ลงแขกลงคลอง เกิดจากความคิดเห็นของชาวบ้านตรงกันว่าเห็นปัญหาของผักตบชวาและขยะมันเยอะมาก ก็มาช่วยกันทำ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการสร้างความสุข ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับชุมชน ซึ่งไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางการเงิน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึ่งตนเองได้” ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าว
ภาพของ อบต.บางคนที วันนี้ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ปกครองท้องถิ่นเล็กๆ ในสมุทรสงคราม แต่คือ “ศูนย์เรียนรู้และพื้นที่ต้นแบบระดับประเทศ” ที่พิสูจน์ว่าเมื่อชุมชนมีข้อมูล มีปัญญา มีความสามัคคี การสร้างสุขภาวะที่เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนจากฐานราก ย่อมเกิดขึ้นได้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

