ปราย พันแสง ตั้งคำถามเจ็บจี๊ด เมื่อหนังสือวิชาการชิ้นสำคัญ พร้อมลายเซ็นมอบให้ ทิม พิธา โผล่กองหนังสือมือสองได้อย่างไร?

23 สิงหาคม 2569 "ปราย พันแสง" ได้หยิบยกประเด็นชวนคิด เมื่อหนังสือวิชาการชิ้นสำคัญอย่าง "ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย" ผลงานของ ศาสตราจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งมีลายมือเขียนว่าสำหรับ "คุณทิม พิธา" ในปี 2567 ดันไปโผล่อยู่ในกลุ่มประมูลขายหนังสือมือสองได้อย่างไร
โดย "ปราย พันแสง" โพสต์ข้อความระบุว่า เจ้าตัวช็อคแด่วไปแล้วหรือเปล่าคุณทิม ว่าหนังสือเล่มนี้มันไปโผล่อยู่ในกลุ่มขายหนังสือมือสองได้อย่างไร (แชร์ต่อๆ มาอีกที ใครเป็นเจ้าของปัจจุบันโปรดแสดงตัว)
นี่คือหนังสือเล่มดัง “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” ผลงานเขียนของศาสตราจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อปี 2567
เปิดหน้าแรกเข้าไป มีข้อความลายมือหมึกสีน้ำเงินเขียนไว้ยาวเหยียด ขึ้นต้นว่า “สำหรับคุณทิม พิธา” ตามด้วยข้อความขอบคุณที่ทำงานเพื่อประชาธิปไตยมาตลอด ปิดท้ายด้วยลายเซ็นผู้เขียน ลงปี 2567 ปีเดียวกับที่หนังสือออก
หนังสือว่าด้วยการแทรกซึมของกองทัพในสังคมไทย ที่ผู้เขียนตั้งใจส่งกำลังใจให้กับนักการเมืองแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แล้วจู่ ๆ มันมาจบอยู่ในกลุ่มหนังสือมือสอง (พ่อค้านำมาประมูลขาย)
ปกติแล้ว หนังสือมือสองเหล่านี้ จะไม่ค่อยมีใครสนใจหรอก ว่าใครเคยเป็นเจ้าของมันมาก่อน
จนกระทั่งมาถึงเล่มนี้แหละ
สามัญชนคนปกติทั่วไป
เราจะตั้งสติไว้ก่อนว่า
มันจะไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก
ว่าหนังสือเล่มนี้เดินทางจากมือคนรับ
มาอยู่ในกลุ่มขายหนังสือมือสองได้อย่างไร
ถ้าเจ้าของหนังสือโละขายเองจริงๆ
เขาจะบอกความจริงกับเรามั้ย?
เราคนนอก จะไม่มีทางรู้ความจริงเรื่องนี้
หรือถ้าเขาพูดความจริงล้วนๆ
เราจะเชื่อเขามั้ย
นั่นล่ะสำคัญ
ทิม พิธา นักการเมืองระดับประเทศอาจได้รับหนังสือพร้อมลายเซ็น หรือซื้อหนังสือบ่อย จนอาจจะมากเกินกว่าจะเก็บได้ทุกเล่มอยู่แล้ว ต่อให้ผู้รับตั้งใจดีแค่ไหน
หนังสือก็เหมือนเหมือนข้าวของอื่นๆ นั่นแหละ มันมีชะตากรรมของตัวเอง ในฐานะวัตถุที่ไหลไปตามระบบนิเวศของมันเอง ไม่ต่างจากของชำร่วยงานศพหรือของที่ระลึกที่สุดท้ายก็ไปโผล่ที่ร้านรับซื้อของเก่าตลอด
จะเป็นเพราะคนที่บ้านเคลียร์ห้องแล้วหลุดปนไปกับกองอื่น หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นใด ทุกอย่างก็ยังเป็นแค่การเดา ไม่มีหลักฐานพอจะฟันธงเรื่องเจตนาของใครทั้งนั้น
มีอีกมุมหนึ่งคือคุณพิธาก็ขึ้นชื่อเรื่องชอบอ่านชอบเขียนหนังสือมาตลอด ขนาดลงมือเขียนหนังสือบันทึกเส้นทางการเมืองของตัวเองออกมาเอง จึงไม่ใช่ภาพที่เข้ากันง่ายนักกับคนที่จะตัดสินใจโละหนังสือซึ่งมีนักเขียนนักประชาธิปไตยระดับตัวแม่ ตั้งใจเขียนมอบให้เขาด้วยลายมือทิ้งไปเฉยๆ
ยิ่งหลังถูกตัดสิทธิทางการเมืองในปี 2567 เขาก็ย้ายไปทำงานบทบาทใหม่ที่เมืองบอสตัน ในฐานะ Visiting Democracy Fellow ที่ Harvard University ห่างจากบ้านไปไกลพอสมควร
ถ้าไม่ได้อยู่ประจำที่บ้านจริง คนที่จัดการข้าวของแทนเขา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือคนช่วยงาน ก็มีโอกาสสูงที่จะไม่รู้เลยว่าหนังสือเล่มไหนมีความหมายพิเศษ แล้วเหมาโละไปพร้อมกองอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจทำสิ่งเลวร้ายอะไรเลย
สิ่งที่น่าคุยมากกว่าคือ การมีหนังสือแบบนี้หลุดมาให้ฮือฮาเอาจริงมันมีมูลค่ามากกว่าปกติทั่วไปอยู่นะ
ต่างประเทศ ในวงการนักสะสมหนังสือ เขามีระบบจัดลำดับชั้นของหนังสือมีร่องรอยมือผู้เขียน(authorial inscriptions หรือ books with the author’s hand)อยู่ชัดเจน โดยเรียงจากมูลค่าต่ำสุดไปสูงสุด
เริ่มจากหนังสือมีลายเซ็นเปล่า ๆ ไม่มีข้อความอะไรเพิ่ม (signed copy) ถือเป็นของพื้นฐานที่สุด
ต่อมาคือหนังสือที่ผู้เขียนเขียนข้อความมอบให้เป็นของขวัญแก่ใครสักคน (presentation copy) ซึ่งโดยทั่วไป ตัวผู้รับอาจไม่ได้มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษในชีวิตผู้เขียน (หรืออย่างน้อยก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสำคัญแค่ไหน)
หนังสือของอาจารย์พวงทองที่มอบให้พิธาก็จัดอยู่ในหมวดนี้พอดี คือมีข้อความส่วนตัวจริง มีเจตนาจริง แต่ก็ยังไม่นับเป็นชั้นสูงสุดตามธรรมเนียมวงการนี้
ขยับขึ้นไปอีกขั้นคือหนังสือที่เขียนถึงคนสำคัญในชีวิตผู้เขียนโดยตรง (association copy) ตัวอย่างที่วงการนักสะสมยกกันบ่อยมีหลากหลายรูปแบบ
เช่น หนังสือ Frankenstein ของแมรี เชลลีย์ ที่เขียนอุทิศให้ลอร์ด ไบรอน เพื่อนกวีที่อยู่ในวงสนทนาตอนคิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา หรือหนังสือ American Gods ของนีล เกแมน ที่เขียนถึงเทอร์รี แพรทเชตต์ เพื่อนนักเขียนที่เคยร่วมงานกันมาก่อน หรือหนังสือ The Man in the High Castle ของฟิลิป เค. ดิค ที่เขียนถึงภรรยาของตัวเอง
ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ
มีเรื่องราวพิสูจน์ได้ชัดเจนเท่าไร
มูลค่าก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แต่บนสุดของลำดับชั้นทั้งหมดคือหนังสือคู่คำอุทิศ (dedication copy) ซึ่งเป็นของหายากที่สุด เพราะมันคือเล่มที่ผู้เขียนเซ็นมอบให้ตรงกับชื่อบุคคลที่ถูกพิมพ์ไว้ในหน้าคำอุทิศของหนังสือเองตั้งแต่ต้น
พูดง่าย ๆ คือถ้าหนังสือพิมพ์ว่า “แด่ใครสักคน” แล้วบังเอิญมีเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนเซ็นมอบให้คนคนนั้นจริง ๆ พร้อมลายมือกำกับ เล่มนั้นมักมีแค่เล่มเดียวในโลกสำหรับหนังสือแต่ละชื่อเรื่อง
ตัวอย่างจริงที่เคยขึ้นเวทีประมูลมีให้เห็น เช่น หนังสือ I, Robot ของไอแซค อาซิมอฟ ที่เป็นหนังสือคู่คำอุทิศมอบให้จอห์น ดับเบิลยู แคมป์เบลล์ จูเนียร์ บรรณาธิการนิยายวิทยาศาสตร์ผู้ปั้นนักเขียนรุ่นนั้นมากับมือ
หนังสือ Fiends ของริชาร์ด เลย์มอน ที่เป็นหนังสือคู่คำอุทิศมอบให้อาร์เธอร์ มัวร์ ซึ่งเคยขายในราคาหลักหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าหนังสือมีลายเซ็นทั่วไปของนักเขียนคนเดียวกันมาก
ระบบการจัดลำดับชั้นนี้ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล แต่ประวัติศาสตร์ของมันกลับมีบทหนึ่งที่ชวนหัวเราะแบบขม ๆ
ย้อนไปหลายสิบปีก่อน มีครอบครัวหนึ่งที่ทำธุรกิจขายหนังสือในนิวยอร์ก จับจุดได้ว่าหนังสือที่มีข้อความอุทิศส่วนตัวขายได้ราคาสูงกว่าหนังสือเซ็นเปล่า ๆ มาก จึงคิดกลวิธีขึ้นมา คือเขียนจดหมายประจบประแจง อ้างตัวเป็นแฟนคลับตัวยงที่สุดของนักเขียนแต่ละคน พร้อมส่งกล่องหนังสือไปให้เขียนข้อความมอบให้เป็นการส่วนตัวก่อนส่งคืน
ร้านทำแบบนี้กับนักเขียนดังหลายสิบคนพร้อมกัน บางรายถึงขั้นส่งกล่องชุดใหม่ตามไปอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนต่อมา รวมทั้งเล่มที่นักเขียนจำได้ว่าเคยเขียนให้ไปแล้วรอบหนึ่งด้วยซ้ำ ความเลยแตก
กลวิธีของร้านคือพอได้หนังสือกลับมา พวกเขาก็นำไปลงแคตตาล็อกขายในราคาพรีเมียม โดยระบุว่าเป็นหนังสือคู่คำอุทิศส่วนตัวจากผู้เขียนแท้ ๆ ทั้งที่ต้นทุนที่แท้จริงมีแค่ค่าไปรษณีย์กับเวลาเขียนจดหมายหลอกเท่านั้น ทว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับนักเขียนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ผลที่ตามมาน่าสนใจกว่ากลอุบายเสียอีก นั่นคือนักเขียนหลายคนเริ่มรู้สึกถูกต้มตุ๋นและถูกเอาเปรียบ บางคนเปลี่ยนวิธีทำงาน หันไปเซ็นหนังสือให้เฉพาะในร้านหนังสือที่ตนควบคุมสถานการณ์ได้แทน
ฝั่งพ่อค้าหนังสือหายากเองก็ค่อย ๆ จับสัญญาณกลโกงแบบนี้ได้ จนเริ่มไม่ไว้ใจหนังสือที่มีข้อความอุทิศส่วนตัวโดยรวม หันไปนิยมหนังสือเซ็นเปล่า ๆ มากกว่า ทั้งที่ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของวงการ หนังสือมีข้อความอุทิศควรมีค่ามากกว่า
กล่าวคือ คนกลุ่มเดียวใช้กลอุบายเล็ก ๆ พลิกมาตรฐานความน่าเชื่อถือของทั้งตลาดไปเลย
ความหวาดระแวงที่เกิดจากการโกงของคนไม่กี่คน กลายเป็นตราบาปติดไปกับหนังสือของนักเขียนอีกหลายร้อยคนที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรด้วย
ในวงการนี้ยังมีศัพท์เฉพาะอีกคำที่ไม่ค่อยแพร่หลายนักคือ หนังสือดอกทิวลิปดำ (black tulip) ใช้เรียกหนังสือที่หายากมากเป็นพิเศษ หรือหนังสือที่นักเขียนเขียนอุทิศให้เพื่อนนักเขียนด้วยกัน หรือให้สำนักพิมพ์ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ เป็นอีกหนึ่งช่องของความสัมพันธ์ที่วงการนี้พยายามตั้งชื่อให้ทุกรูปแบบ ประหนึ่งว่าความสัมพันธ์ของมนุษย์เราสามารถจัดหมวดหมู่และตีราคาได้ละเอียดถึงขนาดนั้น
เมื่อมองกลับมาที่หนังสือของอาจารย์พวงทอง เราก็จะเห็นว่ามันก็เป็นแค่หนังสือมอบให้เป็นของขวัญธรรมดาเล่มหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในหมวดคู่คำอุทิศ ไม่ได้อยู่ในหมวดเชื่อมโยงบุคคลสำคัญตามนิยามดั้งเดิม เพราะตอนที่เซ็นหนังสือให้ พิธายังเป็นแค่นักการเมืองนอกระบบคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีบทบาททางประวัติศาสตร์มากน้อยแค่ไหนในอนาคต
แต่นั่นแหละคือจุดที่น่าสนใจที่สุด
เพราะสถานะของหนังสือเล่มนี้ยังไม่นิ่ง
วันนี้ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นแค่ของขวัญธรรมดาให้นักการเมืองที่โดนกาหัวตัดสิทธิ์ ทว่า มันก็อาจกลายเป็นของสะสมมูลค่าสูงในวันข้างหน้าได้ ถ้าคนรับกลายเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาจริง ๆ
ในต่างประเทศ พวกนักขายหนังสือหายากมักจะมีวลีเตือนใจกันเองว่า หนังสือที่ดูเหมือนธรรมดาเขียนอุทิศถึงคนไม่มีชื่อเสียง อาจไม่ธรรมดาเลยก็ได้ ถ้าวันหนึ่งคน ๆ นั้นเติบโตไปเป็นคนสำคัญในภายหลัง
การที่หนังสือเล่มนี้ที่นอนอยู่ในกองเลหลัง จึงอาจไม่ได้เดินทางมาถึงจุดจบของมัน ทว่ามันอาจกำลังอยู่ระหว่างทางเปลี่ยนสถานะเท่านั้นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าประวัติศาสตร์จะเขียนบทต่อไปให้ชื่อของพิธาอย่างไรนั่นแหละ
ลองคิดเล่น ๆ สักตั้ง สมมุติว่าถ้าพิธาได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีไทยจริง ๆ ตามกระบวนการปกติที่คะแนนเสียงเลือกตั้งควรจะพาไปถึง หนังสือเล่มนี้คงเปลี่ยนสถานะทันที
จากของขวัญส่วนตัวธรรมดา มันจะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นเล็ก ๆ ที่บันทึกช่วงเวลาก่อนที่ชื่อของเขาจะกลายเป็นชื่อผู้นำประเทศ อาจมีนักสะสมแย่งกันเสนอราคา เพราะกฎของตลาดของสะสมมีอยู่ข้อเดียวและเรียบง่ายมาก ยิ่งคนที่ถูกอุทิศถึงมีความสำคัญมากเท่าไร ราคาเล่มก็ยิ่งขยับตามไปเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง เส้นทางของพิธาก็ไม่ได้เดินไปถึงจุดนั้น หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 เขาถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี นับไปจนถึงราวปี 2577 ทุกวันนี้เขาเองยังนับถอยหลังเป็นหลักเดือนอยู่เลย และเลือกบันทึกเส้นทางการเมืองของตัวเองไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ตั้งชื่อไว้ตรงไปตรงมาว่า The Almost Prime Minister นายกรัฐมนตรีที่เกือบจะได้เป็น หรืออาจไม่มีโอกาสได้เป็นเลยก็ได้
ถ้ามองผ่านสายตานักสะสมที่คิดเป็นตัวเลขล้วน ๆ หนังสือเล่มนี้ตอนนี้ จึงยังไม่มีตัวกระตุ้นราคาตัวไหนอยู่ในสายตาตอนนี้เลยสักตัว ไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองชิ้นไหนในระยะใกล้ที่จะทำให้ชื่อของผู้รับพุ่งสูงขึ้น อย่างน้อยต้องรอไปถึงปี 2577 ถึงจะเริ่มพูดได้ว่าเขาอาจกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง และนั่นก็ยังเป็นแค่ “อาจ” ไม่ใช่ “จะ” เพราะการเมืองไทยไม่เคยรับประกันอะไรกับใครทั้งนั้น
พูดกันตรง ๆ คือ ตอนนี้หนังสือเล่มนี้ราคาตลาดของมันจึงยังนิ่ง ๆ เหงา ๆ ไม่ต่างจากหนังสือมือสองเล่มอื่นในกองเดียวกันสักนิด
สิ่งที่น่าคิดจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ก็คือ ทุกครั้งที่มีคนหยิบปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงบนหนังสือเพื่อมอบให้ใครสักคน ความจริงใจในวินาทีนั้นไม่เคยรับประกันปลายทางของมันได้เลย
ข้อความในเล่มยังคงจริงเหมือนวันที่เขียน ต่อให้ตัวเล่มจะพเนจรไปที่ไหนต่อ คุณค่าของมันไม่ได้ลดลงเพราะสถานที่ที่มันไปอยู่ เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคุณค่าของอาจารย์พวงทองในฐานะนักเขียนเลยแม้แต่น้อย
หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” เขียนโดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ (ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์) เป็นฉบับปรับปรุงจากหนังสือภาษาอังกฤษ Infiltrating Society: The Thai Military’s Internal Security Affairs (ISEAS–Yusof Ishak Institute, 2021) ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากจุฬาฯ และได้รับการยอมรับในวงวิชาการต่างประเทศ เนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพและกอ.รมน. ในการแทรกซึมสังคมผ่านภารกิจ “ความมั่นคงภายใน”
มันเป็นหนังสือที่ผู้เขียนใช้เวลาหลายปีสะสมข้อมูล เจาะลึกเรื่องที่คนอื่นไม่กล้าแตะ แล้วยังลงทุนพิมพ์หนังสือขายเองโดยไม่เคยตั้งเป้าว่าหนังสือแต่ละเล่มต้องไปจบที่ไหน ขอเพียงให้ความรู้ที่ทุ่มเทค้นคว้ามาได้ไปถึงมือคนที่พร้อมจะใช้มันต่อก็พอ
การที่หนังสือเล่มหนึ่ง
ไปโผล่ในกลุ่มขายหนังสือมือสอง
จึงไม่ได้เป็นการลดทอนคุณค่า
หรือน้ำหนักของงานเขียนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
มันบอกเราแค่ว่า บางครั้ง
หนังสือก็ไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง
บางทีเล่มที่ดูเหมือนหลุดมือไป
อาจจะได้กลับไปอยู่ในมือคนอ่านคนใหม่
ที่ไม่เคยรู้จักงานเขียน
ของศาสตราจารย์พวงทอง
มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้ ก็ถือว่าหนังสือเล่มหนึ่ง
ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วอย่างสมบูรณ์ …
จะเอาอะไรกันอีกน้อ!


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

