ไขข้อข้องใจ ปลายนิ้วดำคล้ำ-ปวดทรมาน คือโรคอะไร แถมไม่มียารักษาให้หายขาด!
กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในกลุ่มเฟซบุ๊ก "พวกเราคือผู้บริโภค" เมื่อมีผู้ใช้งานรายหนึ่งโพสต์ระบายความสับสนและตั้งคำถามถึงระบบการรักษาพยาบาล หลังจากน้องชายมีอาการผิดปกติที่ปลายนิ้ว แต่กลับพบความล่าช้าและข้อสงสัยในการวินิจฉัยของแพทย์

ลำดับเหตุการณ์จากผู้ร้องเรียน
ผู้โพสต์ระบุว่า เริ่มแรกได้พาน้องชายไปพบแพทย์ แต่แพทย์ไม่ทำการรักษาและปฏิเสธการออกใบส่งตัว จนต้องดำเนินการร้องเรียนไปยัง สปสช. จึงจะได้ใบส่งตัวมา เมื่อไปยังโรงพยาบาลแห่งที่ 1 ผู้โพสต์อ้างว่าแพทย์วินิจฉัยผิดพลาด โดยจ่ายเพียง "ยาลดกรด" มาให้ทานเพื่อดูอาการ 2 สัปดาห์
เมื่อกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง อาการของน้องชายกลับแย่ลงจนแพทย์ระบุว่ารักษาไม่ได้และส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ซึ่งต้องรอคิวรักษานานถึง 1 เดือน ส่งผลให้อาการลุกลาม จากภาพแรกเริ่มที่ปลายนิ้วมีสีม่วงคล้ำ กลายเป็นปลายนิ้วดำสนิทและมีเนื้อตายในปัจจุบัน

ชาวเน็ตให้ความรู้ ไขข้อสงสัย "โรคเบอร์เกอร์" (Buerger's disease)
หลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ ผู้โพสต์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าน้องชาย "สูบบุหรี่มาตั้งแต่วัยรุ่น" ทำให้มีชาวเน็ตที่เป็นพยาบาลคอมเมนต์ว่า อาการดังกล่าวน่าจะตรงกับ โรคเบอร์เกอร์ (Thromboangiitis obliterans หรือ TAO)
โรคนี้คือภาวะหลอดเลือดอักเสบและอุดตันที่พบได้ยาก มักเกิดในแขน ขา นิ้วมือ และนิ้วเท้า โดยมีข้อมูลทางการแพทย์ที่น่าสนใจดังนี้
- สาเหตุหลัก เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองผิดปกติต่อ "สารนิโคติน" ในบุหรี่หรือยาสูบ ทำให้เส้นเลือดส่วนปลายอักเสบและตีบตัน
- ปัจจัยเสี่ยง พบมากในผู้ชายอายุ 20-45 ปี ที่สูบบุหรี่ เคี้ยวใบยาสูบ หรือใช้กัญชา
- อาการ ปวดรุนแรงที่แขนขาแม้ตอนพัก, ปลายนิ้วมือ/เท้าซีด เย็น ชา หรือมีสีม่วงคล้ำ, หากปล่อยไว้อาจเกิดเนื้อตายเน่า (Gangrene) จนต้องตัดอวัยวะทิ้ง
คลายปมสงสัย ทำไมหมอถึงให้ "ยาลดกรด" และเป็นเคสฉุกเฉินหรือไม่?
ในประเด็นที่ผู้โพสต์เข้าใจว่าแพทย์วินิจฉัยผิดและให้เพียงยาลดกรดนั้น มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยอธิบายเพื่อปรับความเข้าใจให้ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ดังนี้
- ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินระดับ ER อาการเส้นเลือดอุดตันที่ปลายนิ้วจากโรคเบอร์เกอร์ ไม่สามารถรักษาด้วยการทำบอลลูนหรือผ่าตัดขยายเส้นเลือดได้เหมือนโรคหลอดเลือดใหญ่ตีบในผู้สูงอายุ จึงไม่ใช่เคสที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินทันที แต่ต้องรอพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินตามนัด
- ทำไมถึงได้ยาลดกรด? การรักษาโรคนี้เน้นการประคับประคอง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดรุนแรงมากจนต้องใช้ยาแก้ปวดระดับรุนแรง (ซึ่งมีฤทธิ์กัดกระเพาะ) แพทย์จึงมักจ่าย "ยาลดกรด" ควบคู่มาด้วยเพื่อป้องกันกระเพาะอาหารเป็นแผล ไม่ได้หมายความว่าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะแต่อย่างใด
- ทางออกเดียวคือ "เลิกบุหรี่" สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำแผล ป้องกันไม่ให้ปลายนิ้วที่ดำติดเชื้อ ล้างแผล ห้ามโดนน้ำ และผู้ป่วย ต้องหยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด โดยร่างกายจะเริ่มฟื้นตัวหลังหยุดสูบประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน
แม้ความล่าช้าในการส่งตัวจะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค แต่ในมุมมองทางการแพทย์ การรักษาโรคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหลัก
อ้างอิง clevelandclinic
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

