'หมอเอก' ฟาด เครือข่าย 'รากงอก' บิดเบือนปม สปสช. ลั่นหยุดปล่อยข่าวลือล้มบัตรทอง

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีต สส.พรรคก้าวไกล อดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises เรื่อง สปสช. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "พอมีใครไปแตะแหล่งหากินของพวก "รากงอก" ใน #สปสช เมื่อไหร่ เราก็จะเห็นเครือข่ายคนคุ้นเคยออกมาบิดเบือนว่า... จะล้มบัตรทองบ้าง จะให้ร่วมจ่ายบ้าง บ้าบอ !!!!!!
ผมจะมาชวนดูกันครับว่าร่าง พรบ. ที่แก้ไขเปรียบเทียบกับ พรบ. เก่า ที่เขาอ้างว่าจะให้ร่วมจ่ายเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ ???
เราจะต้องมาดูกันที่ มาตรา 5 ซึ่งเป็นมาตราหลักในการกำหนดสิทธิของประชาชนสำหรับ พรบ.นี้
มาไล่ดูทีละวรรคเลยครับ

*** วรรคแรก ***
พรบ. ปัจจุบัน : มาตรา ๕ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้
ร่าง พรบ. แก้ไข :มาตรา ๕ บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้
วรรคแรก... เหมือนเป๊ะไม่ได้มีการแก้ไข เป็นการรับรองว่าบริการสาธารณสุขที่ได้รับต้องมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งผมย้ำมาเสมอว่า การให้บริการหลายอย่างของ NGO มาขึ้นทะเบียนโดย สปสช. ที่อ้างมาตรา 3 โดยละเลยการอ้างอิงมาตราที่เกี่ยวกับสถานบริการ และ พรบ. อื่นเกี่ยวกับสถานบริการถือว่าทำผิดตามมาตรา 5 นี้ !!!!
*** วรรคสอง สาม ***
พรบ. ปัจจุบัน : คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตรที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ เว้นแ ต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ร่าง พรบ.แก้ไข : ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดประเภทและขอบเขตของสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่บุคคลจำเป็นต้องได้รับ โดยให้มีการทบทวนสิทธิประโยชน์พื้นฐานดังกล่าวอย่างน้อยทุก ๆ สามปี ในกรณีที่บุคคลประสงค์ที่จะได้รับบริการสาธารณสุขนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์พื้นฐานตามวรรคสอง บุคคลนั้นอาจร่วมจ่ายค่าบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
>>> ความสำคัญอยู่ตรงนี้
ข้อแรก การเรียงลำดับวรรคและการเน้นเรื่องการกำหนดสิทธิประโยชน์ ในร่างแก้ไข ได้กำหนดให้คณะกรรมการประกาศสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ซึ่งได้ให้นิยามเพิ่มเติมไว้ในมาตรา 3 คือ "สิทธิประโยชน์พื้นฐาน" หมายความว่า บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตเพื่อป้องกันภาวะล้มละลายจากการเจ็บป่วยของครัวเรือน จุดสำคัญ คือ ให้มีการทบทวนสิทธิประโยชน์อย่างน้อยทุกๆ 3 ปี นั่นหมายความว่า หากมีสิทธิประโยชน์ใดที่ไม่สอดคล้องกับวิชาการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลง หรือ มีวิทยาการทางการแพทย์ใดที่ก้าวหน้าเป็นมาตรฐานใหม่ จะได้รับการพิจารณาทบทวนให้ประชาชนได้รับสิทธินั้น ไม่ใช่ว่าจะให้สิทธิใดหรือไม่ให้สิทธิใดอยู่ที่ความพึงพอใจ หรือแรงจูงใจอื่นใดของคณะกรรมการ
ข้อสอง "ต้องร่วมจ่าย" (๒๕๔๕) → "ประสงค์...อาจร่วมจ่าย" (ร่าง) เป็นจุดที่เปลี่ยนตัวประธานของประโยคจาก คณะกรรมการ เป็น ตัวผู้ป่วย ตรงนี้อ่านให้ดีเพราะสำคัญ .... คำว่า "ร่วมจ่าย" มีอยู่แล้วใน พรบ. ฉบับปัจจุบัน และเขียนไว้โดยให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราร่วมจ่าย ซึ่งมีการเขียนว่า "ต้องร่วมจ่าย" นั่นคือ พรบ. ปัจจุบันบังคับว่าหากคณะกรรมการกำหนดให้ร่วมจ่าย ประชาชน "ต้อง" ร่วมจ่าย !
แต่.. ในร่าง พรบ. ฉบับแก้ไข ได้เปลี่ยนประธานของประโยค จาก คณะกรรมการ มาเป็น บุคคล และเขียนไว้อีกว่า บุคคลนั้นอาจร่วมจ่าย แสดงว่าผู้ที่จะเลือกว่าจะร่วมจ่ายหรือไม่อยู่ที่ "บุคคล" ไม่ได้อยู่ที่กรรมการกำหนด และ ในร่างฉบับแก้ไขยังเขียนลงไปอีกว่า ในกรณีที่บุคคลประสงค์ที่จะได้รับบริการสาธารณสุขนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แสดงว่า... หากอยู่ในสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่มีการพิจารณาอัพเดตอย่างน้อยทุก 3 ปี จะไม่มีการร่วมจ่าย รวมทั้ง ระบุไว้อีกว่า บุคคลนั้นอาจร่วมจ่ายค่าบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
แสดงว่า หากจะร่วมจ่ายจะต้องจ่ายในอัตราและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ไม่ใช่จะบังคับร่วมจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ สุดท้าย คือ ยังคงปกป้องกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้ให้ไม่ต้องร่วมจ่าย
ดังนั้น... หยุดบิดเบือนเรื่องร่วมจ่ายได้แล้ว แล้วมาคุยกันเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการที่ ร่าง พรบ. แก้ไขจะตัด NGOs ออกจากระบบแล้วให้ตัวแทนของประชาชนจริงๆ เข้ามาเป็นตัวแทนในคณะกรรมการกันไหมครับ ที่ออกมาบิดเบือนกันเป็นเพราะประเด็นนี้จะไปกระทบช่องทางหากินของใครบางกลุ่มที่สูบกินเงินสุขภาพของคนไทยมาร่วม 3 ทศวรรษหรือไม่ ?!"



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises

