ดร.ธรณ์ ถอดบทเรียน 'น้ำป่า-ดินถล่ม' เนปาล-ทิเบต ชี้ปัญหาอย่างแรกเป็นเพราะโลกร้อน

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์น้ำป่าและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต พร้อมวิเคราะห์ถึงสาเหตุจากภาวะโลกร้อนและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย
ซึ่ง ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่ามีสาเหตุหลักมาจากภาวะโลกร้อน พื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสูงและมีน้ำส่วนใหญ่มาจากธารน้ำแข็งหรือกราเซียในเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้กราเซียทั่วโลกละลายเร็วกว่าในอดีต สำหรับเทือกเขาหิมาลัยนั้น กราเซียละลายเร็วขึ้นกว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อนถึง 2 เท่าเป็นอย่างน้อย และคาดการณ์ว่าหากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 องศาเซลเซียส กราเซียอาจละลายหายไปครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น การละลายอย่างรวดเร็วนี้ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหิมาลัย ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูมรสุมที่มีฝนตกทำให้ดินและหินอุ้มน้ำไว้มาก

เมื่อกราเซียละลายและมีฝนตกร่วมกัน จึงเกิดการพังทลายครั้งใหญ่โดยมวลกราเซียและหินถล่มลงมาด้วยความรุนแรงจนเกิดแรงสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว การถล่มดังกล่าวลงมาบล็อกหุบเขารูปตัววี (V-shape valley) กลายเป็นเขื่อนธรรมชาติ ขณะที่น้ำด้านบนละลายมาสะสมตัวจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ซึ่งเขื่อนธรรมชาติจากธารกราเซียไม่สามารถต้านทานแรงดันน้ำมหาศาลได้ ทำให้เขื่อนพังทลายลงในฉับพลัน เกิดเป็นกำแพงน้ำพุ่งทะลักไปตามร่องเขาและเส้นทางแม่น้ำ ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน ชุมชนริมแม่น้ำ และด่านชายแดนฝั่งจีนอย่างรุนแรง ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อนในพื้นที่หิมาลัยและส่งผลกระทบเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร โดยในช่วงแรกที่เป็นหุบเขารูปตัววีน้ำจะไหลเชี่ยวแรงเป็นกำแพง ก่อนจะกระจายตัวออกและกลายเป็นภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งเมื่อแม่น้ำกว้างขึ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ ยังเตือนด้วยว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจากโลกร้อนและภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่ทำให้อุณหภูมิโลกปีหน้าอาจร้อนที่สุด การจะตรวจสอบว่ากราเซียจุดใดจะถล่มจากภาวะการละลายที่รวดเร็วเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เนื่องจากบริเวณยอดหิมาลัยมีกราเซียอยู่เป็นจำนวนมาก และประเทศรอบข้างไม่มีงบประมาณหรือเทคโนโลยีเพียงพอที่จะติดตั้งจุดติดตามการถล่มของกราเซียได้ทุกจุด

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีธารน้ำแข็งหรือกราเซีย แต่มีความเสี่ยงในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันจากกรณีเขื่อนธรรมชาติถูกปิดกั้นบริเวณต้นน้ำ จากเหตุการณ์ดินหรือภูเขาถล่มลงมาบล็อกทางน้ำ ประกอบกับหากเกิดฝนตกหนักแบบเรนบอมบ์ และกำแพงธรรมชาติพังทลายลงในฉับพลัน ส่งผลให้น้ำและโคลนไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ตามหุบเขาและเทือกเขา เช่น เหตุการณ์ที่อำเภอแม่สายเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภัยคุกคามจากโลกร้อนจึงสร้างความแปรปรวนในรูปแบบที่แตกต่างกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงจำเป็นต้องวางระบบเตือนภัยและทำให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้จริงและทันต่อเหตุการณ์
ในช่วงท้าย ผศ.ดร.ธรณ์ ได้กล่าวแสดงความเสียใจไปยังประชาชนชาวเนปาล จีน ทิเบต รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บและสูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

