อดีตผู้พิพากษา ไขปมคดีฮั้ว สว. แจงความต่างระหว่าง สำนวนชุด 26 กับ ความเห็นชุด 36

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวไขข้อข้องใจประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมาย เกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.สำนวนชุด 26 vs ความเห็นชุด 36 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า
"ไขข้อข้องใจคดีฮั้ว สว.: “สำนวนชุด 26” vs “ความเห็นชุด 36” ความจริงทางกฎหมายที่สังคมต้องเข้าใจ!
จากกรณีข้อถกเถียงในสังคมและการเรียกร้องให้ กกต. สอบสวนกรณีเอกสารการไต่สวนหลุด พร้อมทั้งท้าให้นำ “สำนวนชุด 36” ออกมาเปิดเผยเปรียบเทียบกับ “สำนวนชุด 26” เพื่อความเป็นธรรมและอย่าเลือกเปิดเฉพาะสิ่งที่ถูกใจนั้น
เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง แต่ในมุมมองทางกฎหมายและระเบียบการทำงานของ กกต. มี “ข้อเท็จจริงและมโนทัศน์สำคัญ” ที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่าง “สำนวนการไต่สวน” กับ “ความเห็นทางกฎหมาย” ดังนี้ครับ

1. “สำนวนชุด 36” มีจริงหรือไม่? ทำความเข้าใจโครงสร้าง กกต.
ในการสืบสวนไต่สวนคดีทุจริตในการเลือก สว. หรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นกระบวนการภายในของสำนักงาน กกต. ถูกแบ่งออกเป็นลำดับชั้นอย่างชัดเจน ไม่ได้หมายความว่ามีคณะทำงานสองชุดทำสำนวนแข่งกัน:
• คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26: ทำหน้าที่เป็น “ผู้รวบรวมพยานหลักฐาน” ลงพื้นที่ แสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อ สัญญาณโทรศัพท์ และจัดทำ “สำนวนการสืบสวนและไต่สวน” ขึ้นมา
• คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36: ทำหน้าที่เป็น “ผู้กลั่นกรองและตรวจทาน” โดยนำสำนวนที่ชุด 26 ทำไว้มาพิจารณา ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และทำ “ความเห็นทางกฎหมาย” เสนอต่อ กกต. ชุดใหญ่
ดังนั้น “ชุด 36 ไม่ได้ทำสำนวนไต่สวนขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่ง” แต่เป็นการนำสำนวนของชุด 26 มาประเมินซ้ำนั่นเอง
2. ข้อสังเกตต่อคำแถลง
คำเรียกร้องให้นำ “สำนวนชุด 36” ออกมาเปิดเผยเปรียบเทียบกับ “สำนวนชุด 26”มีทั้งส่วนที่ฟังขึ้นในเชิงหลักการ และส่วนที่คาดเคลื่อนเชิงนิยาม:
• ส่วนที่ฟังขึ้น: หลักการรับฟังความอย่างรอบด้าน (Natural Justice) สังคมไม่ควรตัดสินจากเอกสารเพียงด้านเดียว การเปิดเผยเหตุผลหักล้างหรือแนวคิดของฝ่ายที่เห็นต่าง จะช่วยป้องกันการเกิด “Trial by Media” หรือการตัดสินโดยกระแสสังคม
• ส่วนที่คลาดเคลื่อน: การเรียกเอกสารของชุด 36 ว่าเป็น “สำนวนอีกชุด” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีพยานหลักฐาน 2 ชุดที่ขัดแย้งกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ความเห็นและการประเมินน้ำหนักพยานหลักฐาน” จากฐานข้อมูลเดียวกัน
3. คำถามที่ถูกต้อง: ไม่ใช่ “เปิดสำนวน 36” แต่คือ “ทำไมความเห็นจึงต่างกัน?”
ประเด็นที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนที่สุด ไม่ใช่การถามว่า “ทำไมไม่เอาสำนวนชุด 36 มาเปิด” แต่ควรถามว่า:
“เหตุใดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน (จากชุด 26) คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 จึงประเมินน้ำหนักแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ?”
• หากชุด 26 มองว่าสายสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสารมีน้ำหนักเพียงพอจะชี้มูล
• แต่ชุด 36 มองว่าเป็นเพียงความสัมพันธ์ปกติ หรือพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่ประชาชนควรได้รู้คือ “เหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย” ที่ชุด 36 ใช้ในการหักล้างความเห็นของชุด 26 รวมถึงจำนวนครั้งในการประชุมและบันทึกความเห็นแย้ง (Dissenting Opinion) เพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด ซึ่งมีผู้เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยแล้ว แต่ไร้การตอบรับ
บรรทัดฐานชั้นศาล: รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง
ข้อสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาคือ เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า:
“การพิจารณาของศาลฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้”
นั่นหมายความว่า:
1.สำนวนการไต่สวน (ที่มีรากฐานมาจากชุด 26) คือฐานพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลฎีกาจะใช้ในการพิจารณา
2. ความเห็นของชุด 36 หรือมติ กกต. ชุดใหญ่ เป็นเพียงข้อสรุปในชั้นบริหาร ไม่ได้ผูกมัดดุลพินิจของศาล
3. ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนเพิ่มเติมได้เอง หากเห็นว่าสำนวนยังมีความน่าสงสัยหรือต้องการข้อเท็จจริงเพิ่ม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด
สรุปบทเรียนความโปร่งใสที่สังคมควรเรียกร้อง
ความโปร่งใสที่แท้จริงในคดีสำคัญระดับชาตินี้ ไม่ใช่การปะทะกันด้วยวาทกรรมทางการเมือง แต่คือการเปิดเผยกระบวนการอย่างตรงไปตรงมา:
1.เปิดเผยสำนวนพยานหลักฐาน (ชุด 26) เท่าที่กฎหมายอนุญาตและไม่กระทบสิทธิ
2. เปิดเผยเหตุผลและแนวคิด (ชุด 36) ว่าใช้หลักการใดในการประเมินหลักฐานแตกต่างจากชุดแรก
3. เปิดเผยเหตุผลชี้ขาดของ กกต. ชุดใหญ่ เพื่อให้สังคมรับทราบว่าองค์กรอิสระแห่งนี้ใช้เกณฑ์ใดในการตัดสินใจ
การแยกแยะระหว่าง “สำนวน” กับ “ความเห็น” ให้ชัดเจน จะช่วยให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริงอย่างแท้จริงครับ!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 29/8/69 #ฮั้วสว #เลือกสว67 #กกต #สำนวนชุด26 #ความเห็นชุด36 #ข่าวการเมือง #กฎหมายน่ารู้ #ศาลฎีกา #รัฐธรรมนูญ2560 #ข้อคิดกฎหมาย #ความโปร่งใส #วัสติงสมิตร"

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ขอบคุณค่ะท่าน งานเสวนาเมื่อวานนี้ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า ฮั้วมาทั้งนั้น จริงแท้แน่นอนค่ะ"
"ด้วยความเคารพ(สำนวนหมาแก่) เห็นว่าอจ.เป็นนักเขียนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เขียนได้ดีมีเหตุผลสนับสนุนวิธีคิดที่แจ้งชัด แต่ที่ไปออกรายการที่รร.รามาเมื่อวานนี้ระบบเสียงไม่ดีฟังเสียงอจ.ไม่ชัดเลยครับ"
"ผมว่าคำถามที่ควรถามที่สุดคือ “หลักฐานเดียวกัน เหตุใดจึงนำไปสู่ความเห็นที่ต่างกัน?” ความโปร่งใสจึงไม่ใช่แค่เปิดเอกสาร แต่ต้องเปิดให้เห็นตรรกะ เหตุผล และหลักเกณฑ์ที่ใช้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานด้วยครับ"
"ควรนำมาเปิดทั้ง 2 สำนวน ให้ประชาชนช่วย กกต.ตัดสินใจบ้างครับ"
"Happy Thumb Up GIF by The Drew Barrymore Show"
"ขอบพระคุณครับท่าน"
"รอดูวิธีการเอาผิดหากกกต.และเลขาธิการ“ทิ้ง”เวลาตามกฎหมายไปจนหมดการบังคับ ครับ"
"Well Done Applause Sticker"
"ฝากอาจารย์ ด้วยครับ"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

