เปิดชีวิต โค้ชอ๊อด ผู้สร้างประวัติศาสตร์ วอลเลย์บอลไทย สู่โอลิมปิก

หากพูดถึงบุคคลที่มีส่วนสำคัญที่สุดคนหนึ่งต่อความสำเร็จของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชื่อของ “โค้ชอ๊อด” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ย่อมอยู่ในแถวหน้า เพราะเขาไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นโค้ช แต่เป็นคนที่อยู่กับการพัฒนาวอลเลย์บอลไทยมาเกือบตลอดชีวิต และในที่สุดก็ได้เห็นความฝันที่รอมานานถึง 30 ปี กลายเป็นความจริง
เกียรติพงษ์เกิดวันที่ 17 กรกฎาคม 2509 ที่จังหวัดนครราชสีมา เติบโตมาในครอบครัวที่ผูกพันกับกีฬา คุณพ่อ “ไสว รัชตเกรียงไกร” เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลของนครราชสีมา จึงเป็นคนสำคัญที่ทำให้ลูกชายรู้จักกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่วัยเด็ก
เขาเริ่มเล่นวอลเลย์บอลอย่างจริงจังเมื่ออายุประมาณ 14 ปี และด้วยความสามารถกับความมุ่งมั่น เพียงไม่กี่ปีต่อมาก็ก้าวขึ้นติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ เป็นนักกีฬาทีมชาติระหว่างปี 2527-2540 ผ่านการแข่งขันซีเกมส์และเอเชียนเกมส์หลายครั้ง และมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในฐานะนักกีฬาระดับนานาชาติ
ประสบการณ์จากสนามแข่งขันเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญ เมื่อเขาตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทจาก “นักกีฬา” มาเป็น “ผู้ฝึกสอน”
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเกียรติพงษ์เข้ามารับหน้าที่คุมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เขาเริ่มวางระบบการฝึกซ้อม สร้างมาตรฐานด้านแท็กติก และที่สำคัญคือสร้างนักกีฬาขึ้นมาเป็นระบบ ไม่ได้มองเพียงความสำเร็จของทีมในระยะสั้น
ผลของการทำงานต่อเนื่องเริ่มปรากฏชัดในปี 2552 เมื่อทีมชาติหญิงไทยคว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรก โดยเอาชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศ จากนั้นคว้าแชมป์เอเชียได้อีกครั้งในปี 2556
ยุคของโค้ชอ๊อดยังเป็นยุคที่นักวอลเลย์บอลหญิงไทยก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของเอเชีย นักกีฬากลุ่มที่แฟนกีฬาเรียกกันว่า “7 เซียน” อาทิ นุศรา ต้อมคำ ปลื้มจิตร์ ถินขาว วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อรอุมา สิทธิรักษ์ อำพร หญ้าผา และวรรณา บัวแก้ว กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมไทยที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก
ผลงานระดับนานาชาติในยุคนั้นก็โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของ World Grand Prix หลายครั้ง และเคยสร้างผลงานดีที่สุดด้วยการจบอันดับ 4 ในปี 2555 รวมทั้งความสำเร็จในระดับสโมสรเอเชีย
แต่แม้จะประสบความสำเร็จมากมาย ยังมีความฝันหนึ่งที่ไม่เคยสำเร็จ นั่นคือ “โอลิมปิก”
ทีมไทยเคยเข้าใกล้ความฝันในปี 2555 แต่ไม่สามารถคว้าตั๋วได้ และในปี 2559 หลังจากทำงานกับทีมชาติมายาวนาน โค้ชอ๊อดตัดสินใจวางมือจากการคุมทีมชาติ ก่อนเดินทางไปทำงานด้านวอลเลย์บอลในประเทศจีน
ช่วงเวลานั้นยังเป็นอีกบทหนึ่งที่น่าสนใจของชีวิต เพราะที่ประเทศจีน เขาได้พบกับ เฝิง คุน (Feng Kun) อดีตกัปตันทีมชาติจีนและเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2004 ทั้งคู่แต่งงานกัน และมีบุตรชายด้วยกัน
จากนั้นชีวิตของโค้ชอ๊อดก็ไม่ได้หยุดอยู่กับวอลเลย์บอลไทย เขายังคงทำงานด้านการฝึกสอนและพัฒนาวงการวอลเลย์บอล ก่อนที่วันหนึ่งจะได้รับโอกาสกลับมารับภารกิจสำคัญอีกครั้ง
เมื่อกลับมาคุมทีมชาติไทยอีกครั้ง เขาไม่ได้กลับมาเพื่อสร้าง “7 เซียน” ชุดเดิม แต่ต้องสร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมาท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของนักกีฬา
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการคว้าแชมป์ แต่คือการทำให้วอลเลย์บอลหญิงไทยยังคงยืนอยู่ในระดับสูงต่อไป
และในที่สุด วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ความฝันที่ติดค้างมานานก็กลายเป็นจริง
ทีมชาติไทยเอาชนะจีน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชียที่เมืองเทียนจิน คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 และที่สำคัญที่สุดคือ คว้าสิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวอลเลย์บอลหญิงไทย
หลังจบการแข่งขัน โค้ชอ๊อดพูดถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า
“ผมรอมา 30 ปี”
ประโยคสั้น ๆ นี้อาจอธิบายชีวิตของเขาได้ดีที่สุด เพราะความฝันเรื่องโอลิมปิกไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่เดินทางมากับเขาตั้งแต่วันที่ยังเป็นนักกีฬา วันที่เปลี่ยนมาเป็นโค้ช วันที่พาทีมไทยเข้าใกล้ความฝันในปี 2555 วันที่ต้องยอมถอยออกมา และวันที่กลับมาสร้างทีมชุดใหม่
กว่าจะมาถึงวันนี้ เขาใช้เวลาหลายสิบปีอยู่ในสนามวอลเลย์บอล
จาก เด็กหนุ่มโคราช → นักกีฬาทีมชาติ → โค้ชผู้สร้างยุค 7 เซียน → แชมป์เอเชีย → วางมือ → ใช้ชีวิตและทำงานที่จีน → กลับมาสร้างทีมชาติรุ่นใหม่ → และพาทีมไทยไปโอลิมปิกเป็นครั้งแรก
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของโค้ชคนหนึ่งที่พาทีมคว้าแชมป์
แต่เป็นเรื่องของคนที่อยู่กับความฝันเดียวกันมานานหลายทศวรรษ และในที่สุดก็ได้เห็นวันที่ความฝันนั้นเป็นจริง
โค้ชอ๊อดอาจไม่ได้เป็นคนเดียวที่สร้างความสำเร็จของวอลเลย์บอลหญิงไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาคือหนึ่งในคนสำคัญที่สุดที่ช่วยวางรากฐาน จนทำให้วันนี้ประเทศไทยมีทีมวอลเลย์บอลหญิงที่กล้าฝันถึงเวทีโอลิมปิก และทำให้ความฝันนั้นเกิดขึ้นจริง

