ผู้พิพากษาศาลฎีกา ยกเคสเทียบ ทำไมพระเสพเมถุนไม่ผิดอาญา

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโลกออนไลน์ จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกจับ สมีโชติ ที่ในตอนนี้กลายเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.อยุธยา ต้นตำหรับเหรียญ รุ่นเหนือดวง ในข้อหายักยอกเงิน 92 ล้าน แปลงโฉมทรัพย์สิน เปย์สีกาเอ๋ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีคลิปฉาวระหว่าง สมีโชติ กับ สีกาเอ๋ หลุดออกมาว่อนไปทั่วโลกออนไลน์เกิดเป็นกระแสเผ็ดร้อนถกเถียงกันในสังคม
ล่าสุดวันนี้ 11 กันยายน 2569 นายวิชัย ช้างหัวหน้า ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนักเขียนตำราและบทความทางกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wichai Changhuana เกี่ยวกับการร่วมประเวณีกับสีกาในบริเวณวัด ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "ข้อสอบตอบกฎหมาย: ep.6
พระร่วมประเวณีกับสีกาในกุฏิวัด .. ผิดกฎหมายอาญาหรือไม่?

คำถาม: นายแจ่ม (จำเลย) ขณะบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้พาหญิงสาวคนหนึ่งเข้าไปในกุฏิของตนซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสำนักวิปัสสนากรรมฐานบนเขาวัง ภายในกุฏิมีพระพุทธรูปตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาหลายองค์ และบริเวณรอบกุฏิมีพระพุทธฉายติดกับหน้าผาซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนเคารพนับถือเดินทางมานมัสการเป็นประจำ นายแจ่มได้ร่วมประเวณีกับหญิงสาวคนดังกล่าวภายในกุฏิเพื่อปลดเปลื้องความใคร่ ต่อมามีการพบเห็นและนายแจ่มถูกฟ้องในข้อหา "เหยียดหยามศาสนา"ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206
ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของนายแจ่มเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย
1. ป.อ. มาตรา 206: ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่คณะใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น...
วินิจฉัย
การจะเป็นความผิดตามมาตรา 206 นั้น นอกจากจะเป็นการกระทำต่อ "วัตถุ" หรือ "สถาน" อันเป็นที่เคารพแล้ว การกระทำนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นการ "เหยียดหยามศาสนา" โดยตรงด้วย
การที่นายแจ่มขณะเป็นพระภิกษุได้ร่วมประเวณีกับหญิงสาวในกุฏิซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ และกุฏินั้นตั้งอยู่ในศาสนสถานที่ประชาชนเคารพศรัทธา แต่เมื่อพิจารณาถึงเจตนาและการกระทำ พบว่าจำเลยกระทำไปเพื่อ "ปลดเปลื้องความใคร่" อันเป็นเรื่องทางกามารมณ์ส่วนบุคคล แม้จะเป็นการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในฐานะบรรพชิต แต่การกระทำดังกล่าวยังไม่มีลักษณะเป็นการมุ่งหมายกระทำต่อตัวพระพุทธรูปหรือศาสนสถานในลักษณะที่จะถือว่าเป็นการ "เหยียดหยามศาสนา" โดยตรงตามความหมายของกฎหมายอาญา
กฎหมายมาตรานี้มุ่งลงโทษผู้ที่กระทำการอันเป็นการดูหมิ่นหรือทำให้อัปยศต่อตัวศาสนาหรือสิ่งที่เคารพโดยเฉพาะ การประพฤติชั่วของบุคคลที่นับถือหรือบวชในศาสนานั้น แม้จะกระทบต่อความศรัทธา แต่หากมิได้มีลักษณะเป็นการเหยียดหยามวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพโดยตรง ย่อมยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 206
สรุป
การกระทำของนายแจ่ม ไม่เป็นความผิดฐานเหยียดหยามศาสนาตามป.อ. มาตรา 206 (แม้จะมีความผิดตามพระธรรมวินัยก็ตาม)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2505 – โดยมติที่ประชุมใหญ่
อ.วิชัย Wichai Changhuana
#ข้อสอบตอบกฎหมาย #Success in Law"

หลังจากที่โพสต์ของ นายวิชัย ช้างหัวหน้า ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนักเขียนตำราและบทความทางกฎหมาย โพสต์ลงมาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ขอบพระคุณค่ะ"
"ขอบคุณอาจารย์มากครับ"
"กราบขอบพระคุณอย่างสูง
ด้วยความเคาระ ไม่เห็นด่วยกีบคำพืพากษาฏีกาประชุมใหญ่นี้
การกระทำเช่นนี้ ทำลายจิตใจยิ่งกว่า เราก้มกราบด่วยศรัทธา."
"กฎหมายจบสิ้นในชาตินี้แต่กฎของกรรมตามติดไปได้ทุกภพทุกชาติเลยนะคะอาจารย์น่ากลัวกว่ากันเยอะ"
"คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ต้องเข้าแล้วนะคะท่าน หัวจะปวดกับข่าวแบบนี้ ขออนุญาตแชร์นะคะ"
"ทันต่อเหตุการณ์มากเลยค่ะ
เผื่ออกสอบค่ะ"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wichai Changhuana
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

