เช็กวิธีดูแลผิวหน้า-ผิวกายช่วงน้ำท่วม สถาบันโรคผิวหนังแนะวิธีทาครีม-ยาทาถูกต้อง ป้องกันแผลติดเชื้อลุกลาม

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าว ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ผิวหนังต้องสัมผัสน้ำเป็นเวลานานหรือสัมผัสน้ำบ่อยครั้ง อาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อน ส่งผลให้ผิวหนังจะสูญเสียความแข็งแรงจากการลดลงของส่วนประกอบที่ป้องกันผิวหนังตามธรรมชาติ โดยการชะล้างของน้ำ เมื่อแช่ในน้ำหรือโดนน้ำบ่อยๆ จะพบว่าผิวแห้งตึง มีสะเก็ด และต่อมาต่อมาแตกเป็นร่องแผลอักเสบวมได้
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การดูแลผิวในช่วงที่ต้องสัมผัสน้ำบ่อย หรือเป็นเวลานานสามารถทำได้ โดยการทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำ แล้วใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวตามธรรมชาติให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งวิธีนี้เป็นการดูแลเบื้องต้นที่ประชาชนทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่าย หากพบความผิดปกติทางผิวหนังเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การดูแลรักษาผิวหนังเมื่อเกิดอุทกภัย ได้แก่ กรณีผิวแห้งตึงยังไม่เกิดแผล สามารถทาครีมบำรุงผิวบ่อย ๆ เพื่อฟื้นฟูผิว แต่หากเริ่มมีอาการคันแดงมีสะเก็ดร่วมด้วยอาจใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ เช้า-เย็น จนหายคันแล้วหยุด กรณีผิวอักเสบแตกเป็นแผล มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้จึงต้องทำแผลให้สะอาดและใช้ยาทาที่มีส่วนประกอบยาปฏิชีวนะแบบทา อาจมีส่วนผสมสเตียรอยด์ได้ โดยให้ทา เช้า-เย็น ร่วมกับทาครีมบำรุงผิวบ่อย ๆ จนแผลหายแล้วหยุด
นายแพทย์ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติม ในกรณีผิวหนังอักเสบไม่ว่าจะมีแผลหรือไม่ มีหนอง และมีอาการบวมแดงลุกลาม ปวด หรือมีไข้มากขึ้นเรื่อยๆ ต้องพบแพทย์เพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดเพราะการติดเชื้อลุกลามเข้ากระแสเลือดอันตรายถึงชีวิตได้ และกรณีผิวหนังอักเสบเป็นเวลาต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์อาจเกิดการติดเชื้อราแทรกซ้อนขึ้น รักษาด้วยการทายาฆ่าเชื้อราต่อเนื่อง เช้า-เย็น เป็นเวลา 1-1 เดือนครึ่ง เป็นอย่างน้อย หากยังไม่หายควรพบแพทย์ผิวหนังโดยตรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

