เริ่มทุบแล้ว! ที่ประทับเดิม 'พระองค์เจ้าบวรเดช' จากบ้านแพทย์หลวง สู่ความทรงจำหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันนี้ 3 ตุลาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก Thai Classic โพสต์ภาพและข้อความรายงานข่าวช็อกวงการอนุรักษ์และประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทย เมื่อมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องปิดฉากลงอย่างน่าใจหาย พร้อมระบุข้อความว่า "เริ่มทุบแล้ว ที่ประทับเดิมของพระองค์เจ้าบวรเดช จากบ้านแพทย์หลวงสู่ที่ประทับ บ้านหลังนี้เคยเป็นที่พักของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสในรัชกาลที่ ๕ ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอัศวินอำนวยเวท ในรัชกาลที่ ๖

ลำดับการเปลี่ยนผู้ครอบครองที่ดินมีดังนี้
พ.ศ. ๒๔๕๔ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงซื้อที่ดินบริเวณนี้ประมาณ ๒๓ ไร่ ซึ่งเดิมเป็นทุ่งนา
พ.ศ. ๒๔๕๗–๒๔๕๘ ที่ดินและบ้านเปลี่ยนมือ ผ่านพระยาราชสาส์นโสภณ ก่อนเข้าสู่การดูแล ของกรมพระคลังข้างที่
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๓ รัชกาลที่ ๗ พระราชทานที่ดิน และอาคารแก่พระองค์เจ้าบวรเดช
พ.ศ. ๒๔๗๕ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงขอขายที่ดินบางส่วนคืนแก่กรมพระคลังข้างที่ จำนวน ๒ ไร่ ได้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท เพื่อนำมาปรับปรุงที่ประทับ
หลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช เมื่อการก่อการในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ไม่สำเร็จ พระองค์เจ้าบวรเดชเสด็จลี้ภัยไปกัมพูชา บ้านจึงเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์อื่น โดยสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเช่าเป็นสำนักงานและสโมสรในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๙–๒๔๘๒ และกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นสำนักงานระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังสงคราม ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ คณะนักบวชซาเลเซียน เช่าสถานที่เป็นสำนักงานและโบสถ์ พร้อมใช้อาคารประกอบ ฝึกอาชีพให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส เป็นส่วนหนึ่งของประวัติการเริ่มต้นงานอาชีวศึกษาดอนบอสโกในไทย
กลายเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงขายบ้านพร้อมที่ดินแก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในราคา ๑,๘๕๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของเนเธอร์แลนด์นับแต่นั้น
จากนั้นใช้เป็นทั้งที่ทำการทางการทูตและที่พำนักของเอกอัครราชทูต โดยโยฮัน ซีมัน (Johan Zeeman) เข้ามาพำนักในปีเดียวกัน
ตัวบ้านเป็น สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสองชั้น มีส่วนหอคอยสามชั้น โดดเด่นด้วยหลังคาจั่วซ้อนระดับ งานไม้แกะสลัก และเครื่องประดับยอดจั่ว
ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ต่อมามีการบูรณะในช่วง พ.ศ. ๒๕๔๙–๒๕๕๐
ต่อมาในปี ๒๕๖๙ ปรากฏข่าวด้านอสังหาริมทรัพย์ว่าได้มีการขายที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ทั้งหมดเนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๓ งาน ๒๖.๖ ตารางวา
โดยมีการประเมินราคาตลาดประมาณ ๓–๓.๕ ล้านบาทต่อตารางวา หากคำนวณตามเนื้อที่ข้างต้น จะมีมูลค่ารวมประมาณ ๒๓,๗๘๐–๒๗,๗๔๓ ล้านบาท หรือราว ๒.๔–๒.๘ หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เป็นมูลค่าคาดการณ์ ไม่ใช่ราคาขายจริง (ไม่ปรากฏข้อมูลว่าใครเป็นคนซื้อ)
ในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๙ สถานทูตเนเธอร์แลนด์จึงย้ายไปที่อาคาร Central Park Offices ชั้น ๒๒ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ถนนพระราม ๔
และล่าสุดมีภาพเผยแพร่ในเพจที่ซุกหัวนอน ว่าได้เริ่มรื้อที่ประทับเดิมของพระองค์เจ้าบวรเดชแล้ว"

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจเฟซบุ๊ก Thai Classic เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เป็นสถานที่สำคัญทางประเทศไทยส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ,,,สมควรรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา."
"กาลเวลาผันผ่าน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ผู้คนพบพาน แล้วจากลา เหลือเพียงความทรงจำ ที่เดินทางต่อไปพร้อมกับกาลเวลา"
"ประเทศที่ไม่มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ โหยหาอยากจะได้มาแม้แต่วัตถุชิ้นเล็กๆ เพื่อเข้าพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่จัดแสดงคุณค่าของประเทศ แต่นี่มีทั้งพื้นที่และสถาปัตยกรรมที่มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งก็เข้าใจเรื่องทุนนิยมแหละว่าต้องการ "ทุบเพื่อเคลียร์พื้นที่" ให้คุ้มค่าต่อการลงทุนแสนล้านบาท แต่เอาเข้าจริงถ้าปรึกษาหลายภาคส่วนทั้งกรมศิลป์หรือหน่วยงานอื่นๆเพื่อขอ “ย้าย” อาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ไปไว้ที่อื่น ถึงแม้จะได้หรือไม่ได้ สุดท้ายถ้าลองทำแล้วมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้"
"เสียดาย คุณค่าทางประวิตศาสตร์ทางศิลปะที่ถูกมองข้ามคนรุ่นหลังไม่ได้เห็นคุณค่าเหล่านี้"
"สมัยทำงานเสริม เป็นแคชชวล รร. เราเดินผ่าน หรือนั่งรถผ่านตรงนี้ ประจำ มีต้นไม้ร่มรื่นมากกกกกกกกกกก เหมือนหลุดมาอยู่ในป่าทำนองนี้ บ้านสวยมาก เสียดายที่สุดเลยค่ะ"
"น่าจะแบบรื้อถอน แล้วยกไปปลูกในที่ดินแปลงใหม่ได้ จะได้ยังคงรักษาความดั้งเดิมในรอยอดีตไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และเรียนรู้ต่อไป เสียดายในคุณค่าของประวัติศาสตร์มากค่ะ( ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ)"








ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ที่ซุกหัวนอน, เพจเฟซบุ๊ก Thai Classic

