'เชฟทักษ์' เปิดวิธีแยกผักจีน-ไทย 3 กลุ่ม ชูหลัก 'ล้าง-ถู-ปอก-ปรุง' สู้สารตกค้างก่อนบริโภค

เมื่อเร็วๆ นี้ เพจเฟซบุ๊ก "TUCK the CHEF - เชฟทักษ์" ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็น "ผักจีนและผักไทย" ตามตลาดสด ที่ผู้บริโภคหลายคนกำลังให้ความสนใจและตั้งข้อสงสัยถึงความปลอดภัย โดยเชฟทักษ์เปิดเผยหลังจากการสำรวจตลาดว่า ปัจจุบันแทบจะแยกไม่ออกระหว่างผักไทยกับผักจีน เนื่องจากสินค้าถูกส่งมารวมกันที่ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ ก่อนกระจายไปยังตลาดย่อยอื่นๆ
ผักจีนไม่ได้แย่-ผักไทยไม่ได้ปลอดภัย 100% เสมอไป
เชฟทักษ์ อธิบายเพื่อปรับความเข้าใจของผู้บริโภคว่า การเป็นผักนำเข้าจากจีนไม่ได้แปลว่าจะมีสารเคมีอันตรายเสมอไป และผักไทยก็ไม่ได้การันตีความปลอดภัยเสมอไปเช่นกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละฟาร์ม ผักจากจีนจำนวนมากมีเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ดีและใช้ระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ทำให้เมื่อถึงไทยยังคงความสดสวยงาม แถมมีราคาถูกกว่า จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ประกอบการร้านอาหารเพื่อลดต้นทุน
ส่วนกรณีที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ผักผลไม้จีนตั้งทิ้งไว้แล้วไม่เน่าเสีย เป็นเพราะการใช้ "ฟอร์มาลิน" หรือไม่นั้น เชฟระบุว่า แท้จริงแล้วเป็นผลจากการเคลือบแว็กซ์ (Wax) เพื่อลดการคายน้ำ รวมถึงการใช้สารป้องกันเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยว (Post-harvest fungicide) ที่อนุญาตให้ใช้ในผลไม้ ซึ่งช่วยยืดอายุสินค้าได้จริง ขณะที่การใช้ฟอร์มาลินในจีนมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก จึงมีความเป็นไปได้น้อยกว่าที่หลายคนนำมาพูดเป็นมุกตลก
กางสถิติ 3 กลุ่มผัก โอกาสเจอผักไทย vs ผักจีน
สำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย เชฟทักษ์ได้อ้างอิงข้อมูลสถิติการนำเข้า (World Bank WITS) และการผลิตในประเทศ โดยจัดแบ่งกลุ่มผักออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มที่ 1 โอกาสเป็นผักไทยสูง: ได้แก่ ผักพื้นบ้านและผักเขตร้อน เช่น กะเพรา โหระพา แมงลัก ชะอม ตำลึง กระถิน ใบชะพลู มะเขือเปราะ กระเจี๊ยบเขียว ถั่วฝักยาว และผักบุ้งไทย กลุ่มนี้ไทยผลิตเองได้ดีและไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า
- กลุ่มที่ 2 ก้ำกึ่ง 50/50 (ไทยปลูกมาก-จีนนำเข้ามาก): ผักที่ใช้ทำเมนูจับฉ่าย เช่น กระเทียม คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กวางตุ้ง ผักชี แตงกวา โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "กระเทียม" ซึ่งปี 2567 ไทยผลิตได้ราว 53,700 ตัน แต่นำเข้าจากจีนสูงถึง 47,300 ตัน สัดส่วนแทบจะ 1:1
- กลุ่มที่ 3 โอกาสเป็นสินค้านำเข้าจากจีนสูง: มักเป็นพืชเมืองหนาวที่ไทยผลิตได้น้อย เช่น แครอท ผักกาดหอม ผักโขม บรอกโคลี กะหล่ำดอก หอมใหญ่ โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่า แครอทที่นำเข้าไทยกว่า 98.3% ส่งตรงมาจากประเทศจีน

TUCK the CHEF - เชฟทักษ์
"ล้าง-ถู-ปอก-ปรุง" หัวใจสำคัญของการกินผัก
ในตอนท้าย เชฟทักษ์เน้นย้ำว่า ไม่ว่าผักจะมาจากแหล่งใด ผู้บริโภคไม่มีทางทราบได้เลยว่ามีการปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน หน้าที่สำคัญที่สุดจึงเป็นการจัดการผักก่อนนำมาปรุงอาหาร โดยแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักการ ดังนี้
- ล้างผ่านน้ำไหลและขัดถู โดยเฉพาะบริเวณขั้วและผิวขรุขระ
- ปอกเปลือกหรือตัดใบชั้นนอกทิ้ง
- แช่และล้างซ้ำหลายรอบ แนะนำให้ใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำแช่ผัก แล้วเปลี่ยนน้ำทิ้งบ่อยๆ (หากต้องการล้างแว็กซ์ในผลไม้ ต้องใช้น้ำร้อน)
- ปรุงสุกด้วยการลวกหรือต้มแล้วเทน้ำทิ้ง จะช่วยลดสารเคมีและจุลินทรีย์ได้ดีกว่าการผัดที่สารอาจตกค้างอยู่ในกระทะ
"สรุปคือ ล้าง–ถู–ปอก–ตัดส่วนผิวนอก–ปรุงให้เหมาะสม เลี่ยงกินผักสด ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่มีวิธีล้างแบบไหนที่รับประกันกำจัดสารตกค้างได้ 100% และกฎตายตัวคือ ต้องกินอาหารให้หมุนเวียน อย่ากินอะไรซ้ำๆ เดิมๆ" เชฟทักษ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

