อ.ธรณ์ ชี้มวลน้ำจืด-ขยะทะลัก "อ่าวไทยตอนใน" เตือนระบบนิเวศเปราะบาง พังแล้วฟื้นไม่ได้

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่แสดงให้เห็นสภาพภูมิศาสตร์และผลกระทบของมวลน้ำในพื้นที่ "อ่าวไทยตอนใน" หรือ "อ่าวไทยรูปตัว ก." อย่างชัดเจน พร้อมเตือนถึงความเปราะบางของระบบนิเวศที่อาจล่มสลายอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ หากไม่มีการรับมือและอนุรักษ์อย่างเร่งด่วน
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า “อ่าวไทยตอนใน หรือบางทีเรียกว่า “อ่าวไทยรูปตัว ก.” เป็นอ่าวไม่ใหญ่เลย
หากวัดจากแหลมผักเบี้ย (เพชรบุรี) - ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี) ระยะทางแค่ 85 กม.
เหนือ/ออก/ตก ล้วนเป็นแผ่นดิน มีคนอาศัยรวมกันเกือบ 15 ล้าน
เป็นอ่าวกึ่งปิด มีเพียงทางใต้ที่เปิดสู่ทะเลนอก ที่บางช่วงเวลาน้ำหมุนวนอยู่ในอ่าวนานหลายๆ วัน กว่าจะออกไปข้างนอก
เป็นทะเลที่รับอิทธิพลจากน้ำจืดมหาศาล โดยเฉพาะ 4 แม่น้ำใหญ่
ดูตะกอนจาก 4 ปากแม่น้ำคงพอบอกได้ ที่ไหนมากสุด (เจ้าพระยา แม่กลอง บางปะกง และท่าจีน)
ภาพวันที่ 2 ตุลา เราเร่งระบายน้ำออก จะเห็นว่ามวลน้ำสีน้ำตาลออกไปไกล แถวปากเจ้าพระยาออกไปเกือบ 20 กม.
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความเค็มเปลี่ยนฉับพลัน สัตว์น้ำอาจเกิดปัญหา
แต่ต้องขึ้นกับลักษณะชายฝั่ง อยากให้เพื่อนธรณ์ดูปากแม่กลอง จะเห็นมวลน้ำจืดไม่พุ่งตรงไปในทะเล แต่กระจายคลุมพื้นที่ชายฝั่ง
“น้ำเบียด” คือสัตว์น้ำช็อคเพราะความเค็มเปลี่ยนฉับพลัน เราจะได้ยินแถวฝั่งเพชรบุรีบ่อยกว่าที่อื่น ก็เพราะเหตุนี้
มวลน้ำพาธาตุอาหารลงมาเยอะ จึงเกิดแพลงก์ตอนบลูมง่าย
ดูจากภาพ สีเขียวคือแพลงก์ตอนบลูม มวลใหญ่อยู่ที่แม่กลอง/ท่าจีน แก็งค์ดูวาฬบรูด้าอย่าแปลกใจหากเจอทันทีที่ออกจากฝั่ง
ปากเจ้าพระยาก็มีน้ำเปลี่ยนสี แต่อยู่ห่างฝั่งไปหน่อย นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพไปภาคใต้อาจเห็น
ที่ลอยเป็นหย่อมๆ เข้าออกคือฝั่งเมืองชล ขึ้นกับว่าช่วงไหนลมพัดเข้าฝั่ง
สีขาวที่ลอยวนๆ อยู่คือเมฆ ปรกติเราหาภาพชัดๆ แบบนี้ตอนหน้าฝนไม่ได้ ก็เพราะเจ้าเมฆนี่แหละ
แต่หนนี้โชคดี ฟ้าอ่าวไทยตอนในเปิดเกือบหมด เราจึงได้เห็นภาพที่หาดูยาก
อ่าวไทยตอนในคือหัวใจของประเทศไทย อยู่ใกล้คนจำนวนมหาศาล ผลกระทบต่างๆ ทั้งขยะทั้งน้ำเสียน้ำท่วม ฯลฯ ล้วนลงไปในทะเลเล็กๆ แห่งนี้
ทะเลเล็กๆ กว้างคูณยาวแค่ 90x100 กม. เท่ากับ 9,000 ตร.กม.
ทราบไหมว่าเชียงใหญ่มีพื้นที่ 22,000 ตร.กม. โคราช 20,000 ตร.กม.
ทะเลฟังดูเหมือนกว้างใหญ่ แต่อ่าวไทยตอนในเล็กกว่าเชียงใหม่เกินครึ่ง
อะไรต่อมิอะไรที่ลงไปในทะเลแห่งนี้ จึงหมักหมมและส่งผลกระทบมหาศาล
ต่อการประมง การเพาะเลี้ยง การท่องเที่ยว อาหารทะเล เกษตรกรรมชายฝั่ง ฯลฯ
ในอ่าวมีทั้งชาวประมงพื้นบ้านที่บางตะบูน ชาวบ้านเลี้ยงหอยที่ศรีราชา ท่าเรือใหญ่สุดของประเทศที่แหลมฉบัง
หาดท่องเที่ยวโด่งดัง ชะอำ บางแสน พัทยา ล้วนอยู่ในอ่าวนี้
ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์หายาก แหล่งรวมตัวของวาฬบรูด้าค่อนหนึ่งของไทย ฝูงโลมาอิรวดีหากินทั้งปากแม่กลองและบางปะกง โลมาหัวบาตรหลังเรียบว่ายวนไปมา
นานทีจะมีโลมาสีชมพูโผล่มาให้ฮือฮา ขณะที่บนฝั่งคือแหล่งนกชายเลนใหญ่สุดของไทย หลายชนิดอพยพมาจากประเทศไกลโพ้น
ยังเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางของฝูงปลาทูจากสุราษฎร์ คำว่า “ปลาทูสาว” บ่งบอกว่าพวกเธอมาโตเต็มวัยแถวแม่กลอง
แต่อ่าวที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาทุกยุคสมัย กำลังอยู่ในสภาพถังขยะขนาดใหญ่ หากเราไม่คิดช่วยกัน
น้ำเสียน้ำทิ้งธาตุอาหารลงไป ขยะทะเลมหาศาลไปกับน้ำท่วม โลกร้อนทะเลเดือดยิ่งทำให้น้ำในอ่าวร้อนง่ายร้อนเร็วกว่าทะเลเปิด
ความแปรปรวนของฝนฟ้า ส่งน้ำจืดลงมาเป็นระลอก ตะกอนมหาศาล ขยะมากับน้ำ แพลงก์ตอนบลูมทุกแห่งหน ฯลฯ
พื้นที่แบบนี้เสี่ยงต่อสถานการณ์โลกร้อนแบบสุดๆ ยิ่งกว่าทะเลไหนๆ
หากเราไม่เร่งเรียนรู้ ยกระดับความเข้าใจเพื่อหาทางออก ทะเลแห่งนี้อาจเข้าสู่โหมดล่มสลายอย่างง่ายดาย
และผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่าหนไหนๆ ที่เราเคยเจอมาก่อน มากกว่าสึนามิ มากกว่าใดๆ ทั้งมวล
เพราะมันกลับคืนไม่ได้ ย้อนเวลาไม่ได้ แก้วที่ทรงคุณค่าแต่เปราะบาง แตกแล้วแตกเลย
ยังมีเรื่องราวอีกมาก ใช้ภาพนี้ภาพเดียว ผมสอนได้ 3 ชั่วโมงสบายๆ (แต่เด็กหลับ ฮู่ๆ)
ขอบคุณ GISTDA สำหรับภาพที่มีความหมาย หว้งว่าจะหาภาพทะเลมาโชว์อีกเยอะๆ ครับ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

