เจาะลึก! ทางรอดเกษตรกรไทย ปรับสมดุลดิน ด้วย ‘ปุ๋ยเขียว TPI’ นวัตกรรมฟื้นฟูดินโตไว - ไร้สารเคมี

ในยุคที่ต้นทุนการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและปัญหา "ดินเสื่อมโทรม" จากการใช้เคมีสะสมกลายเป็นฝันร้ายของเกษตรกรทั่วประเทศ การมองหาทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอด ล่าสุดนวัตกรรมบำรุงดินเข้มข้นอย่าง "ปุ๋ยอินทรีย์ ฮมัคส์ ทีพีไอ" หรือที่เกษตรกรทั่วประเทศรู้จักกันดีในชื่อ "ปุ๋ยเขียว TPI" ได้กลายเป็นฮีโร่ตัวจริงในการพลิกฟื้นผืนดินทำกินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
นายภาคภูมิ ทองสอน ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้ ปุ๋ยเขียว TPI แตกต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป คือ กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จนได้สารสกัดเข้มข้นที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อดินและพืชอย่างครบถ้วน อย่าง สารฮิวมิค (Humic Substances) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนตัวช่วย "ระเบิดดินดาน" ปรับสมดุลดิน คลายโครงสร้างดินที่แข็งให้ร่วนซุย และทำหน้าที่เป็นตัวจับตรึงแร่ธาตุอาหาร (Chelating Agents) ไม่ให้สูญหายไปกับน้ำ พร้อมปลดปล่อยให้รากพืชดึงไปใช้ได้อย่างเต็มที่ อินทรียวัตถุ (Organic Matter) ปริมาณสูง เป็นแหล่งอาหารชั้นยอดของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน ช่วยกระตุ้นระบบนิเวศใต้ดินให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ กรดอะมิโนและสารอินทรีย์ธรรมชาติ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรค และเร่งการแผ่กระจายของราก ทำให้พืชหาอาหารได้เก่งขึ้น
“การใช้ปุ๋ยเขียว (ฮมัคส์ TPI) ให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดควรใช้สำหรับดินและก้าน โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:200 (ปุ๋ย 0.1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร) นำไปราดแปลงหรือฉีดพ่นรอบทรงพุ่มทุกๆ 7 วัน เพื่อมุ่งเน้นการบำรุงระบบรากและระเบิดดินดาน ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารอินทรีย์ 100% ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เกษตรกรจึงมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยต่อผู้ใช้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์เทรนด์เกษตรอินทรีย์โลกได้อย่างแท้จริง” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า สำหรับ “นาข้าว” มักมีปัญหาดินดานจากการใช้รถไถหนักและสารเคมีต่อเนื่อง ทำให้น้ำและปุ๋ยไม่ซึมลงดิน รากข้าวหาอาหารได้ตื้น ผลผลิตจึงลดลง เมื่อใช้ปุ๋ยเขียวจะเข้าไปช่วยปรับดินที่แน่นทึบให้โปร่ง ร่วนซุย ช่วยระเบิดดินดานเปิดทางให้รากข้าวชอนไชลงได้ลึกและแตกกอได้ดีขึ้น จากการลงพื้นที่ติดตามพบว่า รากที่แข็งแรงช่วยให้ต้นข้าวดูดซึมปุ๋ยได้เต็มที่ ลำต้นแกร่ง ไม่ล้มง่ายเมื่อโดนลมพายุ และช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวลงได้อย่างมาก

เมื่อใช้ปุ๋ยเขียวกับ “สวนทุเรียน” จะช่วยฟื้นต้นโทรม กระตุ้นรากฝอย ป้องกันรากเน่าโคนเน่า เพราะ "ทุเรียน" เป็นพืชที่ไวต่อสภาพดินและความชื้นสูงมาก หากดินแข็งระบายน้ำไม่ดี หรือดินมีสภาพเป็นกรดจัด จะทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ง่าย ซึ่งการใช้ปุ๋ยเขียว TPI ราดโคนจะช่วยปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินให้สมดุล พร้อมทั้งกระตุ้นการแตกรากฝอยหรือรากตะขาบ ซึ่งเป็นรากหลักในการดูดซึมสารอาหารของทุเรียน
ขณะที่ใช้กับ “พืชไร่” เช่น มันสำปะหลัง, ข้าวโพด, อ้อย ดินอุ้มน้ำ ทนแล้ง หัวดก น้ำหนักดีพืชไร่ส่วนใหญ่มักปลูกในพื้นที่อาศัยน้ำฝน หากดินขาดอินทรียวัตถุ ดินจะแห้งแล้งเร็วและทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต เมื่อใช้แล้วจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำธรรมชาติที่ช่วยโอบอุ้มความชื้นไว้ได้นานขึ้น แม้ในสภาวะฝนทิ้งช่วง
ทั้งนี้ วิธีการใช้เพื่อผลลัพธ์สูงสุด นายภาคภูมิ บอกว่า เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยเขียวฯในอัตราส่วน 1 : 200 (ปุ๋ยเขียว 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร) ทำการฉีดพ่นลงดินรอบทรงพุ่ม หรือปล่อยไปกับระบบน้ำสปริงเกอร์และน้ำในนาข้าว ทุกๆ 7-15 วัน โดยเฉพาะช่วงเตรียมดินและช่วงเร่งการเจริญเติบโต เพื่อประสิทธิภาพในการจับตรึงธาตุอาหารในดินไม่ให้สูญหาย และปลดปล่อยกลับคืนสู่พืชอย่างต่อเนื่องด้วยการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปุ๋ยเขียว TPI จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย คุ้มค่า และตอบโจทย์การทำเกษตรกรรมยุคใหม่ที่เน้น "ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต คืนชีวิตให้ผืนดิน" อย่างยั่งยืน
“การผลิตของ TPI ใช้จากผัก ผลไม้ นำมาหมัก พอได้ที่แล้ว ก็นำมาฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิ 80 องศา และนำมาใส่หัวเชื้อดี เมื่อเกษตรกรนำไปใช้ ก็ได้จุลินทรีย์ดี ทำให้ได้ผลดีกว่า ซึ่งเป็นการช่วยเกษตรกรให้ได้ผลผลิตดี เพิ่มรายได้มากขึ้น” นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้าย


