รายงานพิเศษ : ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ต้องไม่ลืม‘สิทธิแรงงาน’

หมายเหตุ : ถอดความจากปาฐกถาหัวข้อ ‘โอกาสและความท้าทายของการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานอิสระ’ โดย รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน ในโครงการสัมมนา ปัญหาและอนาคตของการคุ้มครองแรงงาน จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (ประเทศไทย) และสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ณ อาคารรัฐสภา วันที่ 18 ส.ค. 2569
!!..เมื่อพูดถึงแรงงาน ภาพที่หลายคนคุ้นเคยคือคนที่ทำงานในโรงงานหรือสำนักงานซึ่งมีนายจ้างชัดเจน มีเวลาทำงานแน่นอนและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน แต่ปัจจุบันโลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงไปมาก เรามีคนทำงานขับรถผ่านแอปฯ และแท็กซี่อะไรอย่างนี้ มีไรเดอร์ส่งอาหาร มีฟรีแลนซ์รับงานออนไลน์ มีนักออกแบบ นักแปล โปรแกรมเมอร์ อินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงผู้ประกอบการอิสระเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้กำลังเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่รายชื่ออาชีพที่เอ่ยมานี้เป็นอาชีพที่กำกวม บอกไม่ได้ว่าเป็นลูกจ้างหรือหุ้นส่วนกับแพลตฟอร์ม
‘หลายคนคงเคยเห็นไรเดอร์บางคนเอาลูกซ้อนข้างหน้า ข้างหลังเป็นกระบะส่งอาหาร ผมขับรถตามแล้วเสียวแทน ต้องขับห่างๆ โห!..น่าสงสาร คำถามคือถ้าเกิดถูกเฉี่ยวชนหรือไปเฉี่ยวชนเขา ถ้าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างทั่วๆ ไป ผมว่าเรารู้ เสียหายในระหว่างปฏิบัติงาน เจ็บป่วยในระหว่างปฏิบัติงานท่านก็จะได้รับค่าทดแทน นอนพักก็จะได้เงินทดแทนอะไรต่างๆ แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ คือต้องถามว่าคนเหล่านี้ใช้แรงงานแลกเงินหรือเปล่า? เขาหาเงินด้วยการใช้แรงแลกหรือเปล่า? ใช่!..แล้วกฎหมายแรงงานคุ้มครองเขาหรือเปล่า?’
แล้วอย่าลืมว่าเขากำลังเป็นแรงงานส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่ของไทยแต่ของโลก คำถามคือ ‘เรากำลังมีคนงานมากขึ้นๆ ซึ่งหลุดออกจากการคุ้มครองของกฎหมายแรงงานใช่หรือไม่?’ กฎเกณฑ์ที่ออกมา จำได้คือตั้งแต่ยังหนุ่มเป็นอาจารย์ใหม่ๆ เราเติบโตขึ้นมาจากการไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 มีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 กฎหมายประกันสังคมมีตอนปีสองพันห้าร้อยสามสิบกว่าๆ ทั้งหมดเราพยายามมีสิ่งเหล่านี้เพื่ออะไร? เพื่อสร้างหลักประกันให้คนที่ใช้แรงทำกิน ให้กับคนที่ใช้แรงแลกเงินเพื่อเปลี่ยนเป็นอาหาร
นี่คือความพยายาม แต่อะไรเกิดขึ้น? ‘กฎหมายมักตามความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน’ ยกตัวอย่างหลังปี 2540 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ธุรกิจเจ๊ง มีนวัตกรรมใหม่ของการจ้างงาน คือการเกิดขึ้นของการจ้างแบบ Subcontract (เหมาช่วง) คนทำงานที่นี่หกล้มหัวแตกก็ไม่ใช่ลูกจ้างที่นี่ มันแปลกไหม? เป็นช่องโหว่อยู่นานจนกระทั่งตอนหลังมีการปรับปรุงกฎหมาย (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 11/1) นึกออกไหมว่ามันเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นอยู่เรื่อยๆ วันนี้ที่เราพุดถึงแรงงานดิจิทัลหรือเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญมาก
ทีนี้เรื่องที่พยายามจะบอก สิ่งที่ทุกคนรู้คือโลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่ากฎหมาย ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนการทำงานอย่างสิ้นเชิง คำถามคือแล้วกฎหมายแรงงานในวันนี้ยังสามารถสร้างหลักประกันความมั่นคงของชีวิตลูกจ้างอย่างที่ควรเป็นได้หรือไม่? ความสัมพันธ์แบบนายจ้าง – ลูกจ้างในสถานประกอบการถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์ม โดยพยายามสร้างนิยามใหม่หรือบิดเบือนความสัมพันธ์ของนายจ้าง – ลูกจ้างให้ต่างไปจากนิยามที่เคยได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายมาตลอด
‘มีความพยายามที่จะทำให้แพลตฟอร์มเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างลูกจ้าง - นายจ้าง โดยที่ทำให้ตัวแพลตฟอร์มนั้นอธิบายลำบาก ตัวแพลตฟอร์มพยายามถูกตีความให้เป็นตัวกลางไม่ใช่เป็นตัวนายจ้าง แต่เราต้องมาดูว่าจริงๆ แพลตฟอร์มทำหน้าที่อะไร? เป็นนายจ้างหรือไม่? เช่น แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวจับคู่งาน เป็นตัวกำหนดราคา ประเมินผล จัดลำดับงาน บางครั้งถึงควบคุมพฤติกรรมผ่านอัลกอริทึม ทั้งหมดนี้แพลตฟอร์มเป็นตัวควบคุมสภาพการทำงานและสภาพการจ้าง ท่านที่อยู่ในแวดวงแรงงานคงเข้าใจดีว่าสภาพการจ้างมันมีความสำคัญอย่างไร’
แม้แรงงานจะถูกเรียกว่าพาร์ทเนอร์หรือผู้รับงานอิสระ แต่ในทางปฏิบัติหลายคนต้องทำงานภายใต้ระบบที่แพลตฟอร์มกำหนดทั้งหมด จึงเกิดคำถามสำคัญเป็นข้อสังเกตแรกว่า ‘แรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นลูกจ้างในรูปแบบใหม่?’ ขณะที่ข้อสังเกตประการที่สอง ‘ในมุมของการคุ้มครองแรงงาน ความท้าทายสำคัญคือสถานะทางกฎหมาย’ แรงงานแพลตฟอร์มจำนวนมากไม่ถือเป็นลูกจ้าง ผลคือไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน เช่น หลักประกันค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นหลักประกันการมีชีวิต ลมหายใจและศักดิ์ศรีของคนทำงาน
ค่าจ้างขั้นต่ำคือการกิน อยู่ ทำงานอย่างผู้อย่างคน คือทำงานไม่เกิน 1 ใน 3 ของ 24 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 8 ชั่วโมง (ต่อวัน) แล้วต้องพอกิน ของเราตรงข้ามหมด ถ้าไม่มีโอทีไม่พอกิน และค่าจ้างที่ทำให้พอกินใน 8 ชั่วโมงกลายเป็นสิ่งที่ต่อรองได้ อย่างเวลาจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะมีข้อโต้แย้งว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อยุ่ไม่ได้ มันแปลว่าถ้าคุณทำงานกับ SME คุณต้องกินข้าว 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่ง ขณะที่คนอื่นกินข้าวเต็มท้อง เพราะนายจ้างคุณมีปัญญาจ่ายน้อย นี่เป็นค่าจ้างทั่วไปที่เป็นการต่อรองของแรงงานกับนายจ้าง ที่จะต้องเลยไปจากค่าจ้างขั้นต่ำ
ปัญหาคือขนาดมีค่าจ้างขั้นต่ำยังเป็นแบบนี้ แล้วอะไรคือหลักประกันรายได้ขั้นต่ำของลูกจ้างแพลตฟอร์ม ค่าล่วงเวลา (โอที) ไม่มีอยู่แล้ว วันหยุดไม่มี เงินชดเชยมีไหมถ้าอยุ่ๆ หมดงาน แล้วเอาที่ไหนกิน เงินชดเชยมีปรัชญาคือชดเชยในยามเตะฝุ่นระหว่างหางานใหม่ ชดเชยการเสียโอกาสมีรายได้โดยที่ตนไม่ได้เป็นคนผิด คือขาดรายได้โดยที่ไม่มีความผิด แต่ลูกจ้างแพลตฟอร์มไม่ได้ในส่วนนี้ รวมถึงสิทธิประกันสังคม ดังนั้นสิทธิตามกฎหมายเหล่านี้มันมีปัญหา มันเกิดช่องว่างการคุ้มครองอย่างชัดเจน เรียกว่าเบี่ยงกฎหมายออกไปจากการคุ้มครองแรงงานประเภทนี้
นอกจากสถานะทางกฎหมายแล้วรายได้ของลูกจ้างแพลตฟอร์มยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่ได้ คะแนนรีวิว อัลกอริทึม ความต้องการของตลาด เมื่อรายได้ไม่แน่นอนแล้วจะวางแผนชีวิตได้อย่างไร? อย่างคนที่ทำงานราชการสมัยหนึ่งไม่ได้คิดว่ารายได้ดี แต่เป็นงานมั่นคง วางแผนได้ อย่างเมื่อลูกจ้างชั่วคราวได้บรรจุเป็นลูกจ้างประจำก็เริ่มผ่อนบ้าน - ผ่อนรถ เพราะรายได้คาดคะเนได้
ข้อสังเกตประการที่สาม ‘ความปลอดภัยในการทำงาน’ ไรเดอร์จำนวนมากต้องแข่งกับเวลา ท่ามกลางฝนตก การจราจรหนาแน่น มีอุบัติเหตุ แต่ไม่มีระบบคุ้มครองที่เพียงพอ ข้อสังเกตประการที่สี่ ‘การบริหารจัดการโดยอัลกอริทึมทำให้วันนี้หัวหน้าแรงงานจำนวนมากไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ อัลกอริทึมเป็นผู้จัดงาน ลดคะแนน ระงับบัญชีการทำงาน โดยที่บางครั้งแรงงานก็ไม่ทราบเหตุผล ความโปร่งใส่ของ AI จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ ในวงการแรงงานเราต่อรองค่าจ้าง – สวัสดิการได้ทุกอย่าง แต่อัลกอริทึมไม่เจรจา ไม่มีแรงงานสัมพันธ์
และข้อสังเกตประการที่ห้า ‘การรวมตัวของแรงงานไม่สามารถทำได้’ แรงงานแพลตฟอร์มกระจายตัว ไม่ได้ทำงานในสถานประกอบการเดียวกัน ทำให้การรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรองเป็นไปได้ยาก ถึงกระนั้น ‘แพลตฟอร์มก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย’ หากมีการกำกับดูแลที่ดีเศรษฐกิจแพลตฟอร์มก็สามารถสร้างโอกาสได้มหาศาล เช่น สร้างงานได้รวดเร็ว เพิ่มโอกาสหารายได้เสริม ผุ้ประกอบการรายย่อยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
‘ในอดีตเราเคยถกเถียงกันว่าเครื่องจักรจะมาแทนแรงงานคนหรือไม่? วันนี้คำถามเปลี่ยนไป เราไม่ได้ถามว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกของการทำงานหรือไม่? เพราะคำตอบคือเปลี่ยนแล้ว แต่คำถามสำคัญกว่าก็คือเราจะออกแบบระบบกฎหมาย นโยบายและการคุ้มครองแรงงานอย่างไร? เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่การขัดขวางนวัตกรรม แต่คือการทำให้นวัตกรรมเติบโตขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นธรรม’
แรงงานไม่ควรต้องเลือกระหว่างรายได้กับสิทธิ ‘เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ควรเติบโตบนความเปราะบางของผู้ใช้แรงงาน’ หากสามารถสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงานได้ ประเทศไทยจะมีตลาดแรงงานที่ทั้งยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจแห่งอนาคต..!!

