ผงะเจอลอบทิ้งนับร้อยตัน กองขยะพิษ ข้างมอเตอร์เวย์พัทยา คพ.ลุยตรวจนาปราจีน

ผงะเจอลอบทิ้งนับร้อยตัน
กองขยะพิษ
ข้างมอเตอร์เวย์พัทยา
คพ.ลุยตรวจนาปราจีน
ผงะ! ขยะกองใหญ่กว่า 10 ไร่ ลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม-ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ฝังกลบนับร้อยตัน ใกล้มอเตอร์เวย์พัทยา–มาบตาพุด รองผู้ว่าฯชลบุรีนำทีมตรวจบ่อขยะหนองปรือ พบขยะอุตสาหกรรม-สายไฟ-ถุงบิ๊กแบ๊กสั่งแจ้งความดำเนินคดี ฝ่าฝืนคำสั่งระงับกิจการและไม่มีใบอนุญาต ลุยตรวจหาสารอันตราย “สุชาติ” ห่วงสุขภาพชาวปราจีนฯสั่งคพ.ลงตรวจคุณภาพน้ำถึงชุมชนเร่งสืบหาต้นตอสารปนเปื้อน หากพบเชื่อมโยงแหล่งมลพิษ พร้อมประสานเอาผิดตามก.ม. ขณะที่ภูเก็ตกระอัก! ฝนถล่มกลางดึกท่วมซ้ำในพื้นที่ ต.กะรน
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเดินทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายพัทยา-มาบตาพุด พบแนวแผ่นบังสายตาริมทางเป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร จึงหยุดตรวจสอบและพบกองขยะขนาดใหญ่บริเวณด้านล่าง มีนกกระยางจำนวนมากบินวนและลงหากินตามกองขยะขณะเดียวกันพบรถบรรทุกติดเครนคีบและรถบรรทุก 10 ล้อขนขยะเข้ามาเทในพื้นที่ โดยมีรถแบ๊กโฮตักขยะลงจากรถ เกลี่ยและปรับพื้นที่บางส่วน
กองขยะขนาดใหญ่กว่า10ไร่
จากการสำรวจเพิ่มเติมพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณซอยหนองไม้แก่น 17 ย่านทุ่งกลม-ตาลหมัน ต.หนองปลาไหลอ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ติดกับบ่อขยะของเทศบาลเมืองหนองปรือโดยผู้สื่อข่าวระบุว่าขยะที่พบมีลักษณะคล้ายกากขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างเพื่อยืนยันชนิดของขยะอย่างเป็นทางการ
นายกล้า ผู้เช่าที่ดิน เปิดเผยว่าได้เช่าพื้นที่จากนายทุนรายหนึ่ง เนื้อที่กว่า 10 ไร่ ในราคาเดือนละ 40,000 บาท โดยระบุว่ารถบรรทุกที่นำขยะเข้ามาทิ้งต้องจ่ายค่าทิ้ง เที่ยวละ 2,000 บาท ช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ในจังหวัดระยอง เข้มงวดตรวจสอบและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะจำนวนมากทำให้มีผู้ติดต่อขอนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการส่งไปกำจัดในโรงไฟฟ้า
ทิ้งขยะสะสมแล้วนับร้อยตัน
แหล่งข่าวยังอ้างว่า พื้นที่แห่งนี้มีการฝังกลบขยะสะสมแล้วนับร้อยตัน และรับขยะจากภาคอุตสาหกรรมรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดรวมถึงใช้เครื่องจักรขุดตรวจใต้ดิน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการฝังกลบขยะหลายชั้นตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่
ไม่ใช่บ่อขยะเทศบาลหนองปรือ
ด้าน นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ เปิดเผยว่าพื้นที่ที่มีกระแสข่าวว่ามีการนำกากขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งและฝังกลบนั้นไม่ได้อยู่ในเขตบ่อขยะของเทศบาลเมืองหนองปรืออย่างแน่นอน
เบื้องต้น ได้สั่งการให้กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหากพบว่ามีการนำขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรมหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งและฝังกลบ โดยไม่ถูกต้องจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งให้ยุติการดำเนินกิจการหากพบการกระทำผิด ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังจำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันแหล่งที่มาและประเภทของขยะ ตลอดจนตรวจสอบใบอนุญาตและความถูกต้องในการรับกำจัด ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
รองผู้ว่าฯชลบุรีนำทีมตรวจบ่อขยะ
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง นายสัญชัย ชนะสงคราม ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่13 (ชลบุรี) นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะเอกชนใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังมีการเผยแพร่ภาพและร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีการลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมเข้ามาทิ้งและฝังกลบ หวั่นส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นบ่อขยะเอกชนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ตั้งอยู่ติดมอเตอร์เวย์สายพัทยา-มาบตาพุด และอยู่ติดกับบ่อขยะของเทศบาลเมืองหนองปรือ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกไถกลบไปแล้ว แต่ยังพบวัสดุต้องสงสัยเป็นขยะอุตสาหกรรม ทั้งเศษสายไฟท่อยางและถุงบิ๊กแบ๊กจำนวนมากกระจายอยู่ภายในพื้นที่
พบขยะเข้าข่ายกากอุตสาหกรรม
นายสัญชัย ชนะสงคราม ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าขยะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นขยะอุตสาหกรรม แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นของเสียอันตรายหรือไม่ โดยในวันที่ 29 ตุลาคมเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จะเข้ามาเก็บตัวอย่างส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อพิสูจน์ชนิดและความเป็นอันตราย ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
สั่งแจ้งความ/ไร้ใบอนุญาต/เคยถูกระงับ
ด้าน นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าบ่อขยะเอกชนแห่งนี้ ไม่ได้รับอนุญาตจากเทศบาลเมืองหนองปรือ และเคยถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการแล้ว แต่ยังพบว่ามีการลักลอบเปิดดำเนินการจึงมอบหมายให้เทศบาลเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสภ.หนองปรือ กรณีฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
ตร.ตั้งจุดสกัดรถลักลอบขนขยะ
ขณะที่ พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุลผกก.สภ.หนองปรือ เปิดเผยว่าผู้ลักลอบขนขยะมักอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการนำขยะเข้าทิ้ง จึงเตรียมวางมาตรการ ตั้งจุดตรวจบริเวณทางเข้าพร้อมสั่งการให้ชุดสืบสวนติดตามหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
ส่วน นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ กล่าวว่าปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเทศบาลได้จัดเจ้าหน้าที่เทศกิจตรวจตรา และจับปรับผู้กระทำผิดมาโดยตลอด สำหรับบ่อขยะเอกชนแห่งนี้มีทางเข้า-ออก 2 ทาง จึงเตรียมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ปิดกั้นทางเข้าในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้รถบรรทุกลักลอบนำขยะเข้ามาทิ้งเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบชนิดของขยะและสารปนเปื้อนรวมถึงติดตามผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนย้ายขยะเข้ามาทิ้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
‘สุชาติ’ห่วงสุขภาพชาวปราจีนฯ
วันเดียวกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนใน จ.ปราจีนบุรี ภายหลังมีรายงานพบประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากสถานการณ์น้ำท่วม และกรณีน้ำซึมจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม โดยกรมควบคุมโรครายงานผลการคัดกรองสุขภาพประชาชนส่วนใหญ่มีอาการทางผิวหนัง จึงสั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)เร่งตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้ในการอุปโภค-บริโภค พร้อมสืบหาต้นตอและเส้นทางการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนที่อาจเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน
คพ.ลุยตรวจคุณภาพน้ำถึงชุมชน
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สคพ.7 สระบุรี)ลงพื้นที่ตรวจสอบในวันที่ 28 ตุลาคม 2569บริเวณคลองน้ำในพื้นที่ ต.โคกปีบ และ ต.คู้ลำพัน อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี โดยจะสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำตามแนวคลองและเส้นทางการไหลของน้ำสู่ชุมชน พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำดิบที่ใช้สำหรับผลิตน้ำประปาหมู่บ้านที่ตรวจพบว่าประชาชนมีระดับโลหะหนักในเลือดสูง เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนและตรวจสอบความเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่
หากเชื่อมโยงแหล่งมลพิษจ่อเอาผิด
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวอีกว่าจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบต่อประชาชน หากพบหลักฐานเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดมลพิษ จะประสานหน่วยงานผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษเชิงรุกแพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ.
ฝนถล่มกลางดึกท่วมภูเก็ตซ้ำต.กะรน
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ยังคงวิกฤตและเกิดน้ำท่วมซ้ำในหลายพื้นที่ หลังมีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่องยาวนานข้ามตั้งแต่คืนช่วงดึกวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา จนถึงช่วงสายของวันที่ 28 ต.ค. ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำรอการระบายและมวลน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมเส้นทางจราจรหลายเส้นทาง
โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมขังหลัก ในย่านกะตะ ต.กะรน มีมวลน้ำเอ่อล้นไหลเข้าท่วมผิวจราจรสูง บริเวณย่านโรงเรียนและแหล่งท่องเที่ยว รถขนาดเล็กสัญจรด้วยความยากลำบาก ส่วนแยกในหาน ต.ราไวย์ เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง รอการระบายบนพื้นผิวถนนหลังฝนตกยาวนาน
ภูเก็ตเร่งย้ายหิน-ดินโคลนป่าตอง
วันเดียวกัน เวลา 09.30 น.นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มอบหมายให้ นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต รักษาราชการแทนปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นผู้แทนมอบหมายภารกิจให้แก่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน(อส.) ที่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีกำลังสมาชิก อส.จากยะลาและหาดใหญ่ 25 นาย และจากกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต 25 นาย รวมทั้งสิ้น 50 นาย สำหรับภารกิจในวันนี้ สมาชิก อส. ร่วมกันเคลื่อนย้ายหินและดินที่ไหลลงมาจากภูเขาออกจากบ้านเรือนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเก็บกวาดทำความสะอาดถนนบริเวณซอยนาใน ตำบลป่าตอง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
สมุทรปราการอ่วม!น้ำทะเลหนุนสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงเข้าท่วมหลายพื้นที่ในจ.สมุทรปราการ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ ระดับน้ำท่วมสูงถึง 60-80 เซนติเมตร ส่งผลให้การจราจรติดขัดและเคลื่อนตัวได้อย่างทุลักทุเลโดยบริเวณถนนสุขสวัสดิ์-ป้อมพระจุล ซึ่งเป็นถนนขนาด 2 เลน ตั้งแต่ช่วงสามแยกพระสมุทรเจดีย์ไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านปิยะพัฒนา(ซอยหมอบาง) มีปริมาณน้ำเอ่อล้นทะลักท่วมมิดพื้นผิวจราจรเป็นระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร โดยเฉพาะบางจุดระดับน้ำท่วมสูงถึง 80-90 เซนติเมตร ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ขณะที่รถจักรยานยนต์หลายคันเครื่องดับกลางทางจนต้องลงเข็นลุยน้ำ หรือจอดทิ้งไว้ริมทาง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ฐานทัพเรือกรุงเทพได้จัดกำลังลงพื้นที่คอยอำนวยความสะดวกและให้สัญญาณจราจรแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน พร้อมทั้งนำรถตรวจการณ์และรถบรรทุกขนาด 6 ล้อใหญ่ ออกให้บริการรับ-ส่งประชาชนที่ติดค้างอยู่ริมถนนเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย
เตือนน้ำทะเลยังหนุนสูงต่อเนื่อง
จากการสอบถามแม่ค้าขายอาหารตาม สั่งริมถนนสายสุขสวัสดิ์-ป้อมพระจุล เล่าถึงความเดือดร้อนว่าตนเปิดร้านมานานกว่า 6 ปี ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลหนุนท่วมซ้ำซากทุกปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และต่อเนื่องไปจนถึงธันวาคมหรือมกราคม ซึ่งน้ำหนุนในวันนี้สูงมากและคาดว่าพรุ่งนี้จะสูงขึ้นอีก
ด้าน นายเฉลิมพล สิทธิพันธ์ นายกเทศมนตรีตำบลแหลมฟ้าผ่า เผยว่าวันนี้น้ำทะเลหนุนสูงกว่าเมื่อวานขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.9 เมตร และมีแนวโน้มจะหนุนสูงขึ้นอีกในวันพรุ่งนี้เนื่องจากถนนสายสุขสวัสดิ์-ป้อมพระจุล เป็นเส้นทางหลักที่ประชาชน นักเรียนและนักศึกษาใช้เดินทาง จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทางเทศบาลได้ออกประกาศประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนล่วงหน้าแล้วพร้อมทั้งติดตั้งป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงและจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครคอยอำนวยการจราจรขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางสำรองจนกว่าสถานการณ์น้ำทะเลหนุนจะเข้าสู่ภาวะปกติ
ยาย76ปีนอนแช่น้ำบนเตียงนับเดือน
เมื่อช่วงเช้าผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา บริเวณคลองเดโชเชื่อมต่อกับคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต พบบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลองยังคงถูกน้ำท่วมขังสูงแม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลงบ้างแล้ว หลายครอบครัวยังคงไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ระหว่างสำรวจผู้สื่อข่าวได้พบกับนางสมถวิล กันทอง อายุ 76 ปี เดินเข้ามาพูดคุยระบายความอัดอั้นถึงความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญ หลังบ้านถูกน้ำท่วมขังมานานนับเดือนจนต้องใช้ชีวิตและนอนอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมแม้จะนำแผ่นยางมารองหนุนเตียงนอนให้สูงขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยให้พ้นจากน้ำท่วมได้ เพราะระดับน้ำยังคงสูงจนท่วมบริเวณเตียงและทำให้ที่นอนเปียกชื้น แต่ตอนนี้น้ำเริ่มลดลงไป แต่ยังเห็นคราบน้ำที่เคยท่วมขัง
คุณยายสมถวิลเล่าว่า “นอนแช่น้ำจ๊ะที่นอนก็แช่น้ำ” และว่าทุกวันนี้ต้องพยายามออกจากบ้านมานั่งพูดคุยกับคนอื่น เพราะหากอยู่ภายในบ้านเพียงลำพังจะรู้สึกเครียดและกดดันอย่างมาก
ได้เยียวยาแค่5พันทั้งที่ท่วมเต็มพื้นที่
คุณยายสมถวิลกล่าวด้วยน้ำเสียงอัดอั้นว่าตนได้ลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว ได้รับเงินเพียง 5,000 บาท ในหลักเกณฑ์ ผู้ประสบภัยจากน้ำล้อมทั้งที่ข้อเท็จจริงน้ำได้ไหลเข้าท่วมภายในบ้านจนเต็มพื้นที่และสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินอย่างมาก
“แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือมาแล้วแต่เงินจำนวนดังกล่าว ไม่เพียงพอกับความเสียหายและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เพราะไม่สามารถประกอบอาชีพหรือทำมาหากินได้ตามปกติ ข้าวของภายในบ้านเสียหายหลายรายการ และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด” คุณยายสมถวิลย้ำ
ชาวแปดริ้วน้ำท่วมเน่าขังข้ามเดือน
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของประชาชนบริเวณหมู่ 5 ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา หลังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่แม้ระดับน้ำโดยรวมจะเริ่มลดลงกว่า 30 เซนติเมตร แต่กลับทิ้งร่องรอยความเสียหายและสร้างวิกฤตความเดือดร้อนระลอกใหม่ให้แก่ผู้พักอาศัย โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมขังข้ามเดือนจนเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง
จากการลงพื้นที่พบบ้านพักและร้านค้าของนายบุญมาก อายุ 48 ปี ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่องนานกว่า 1 เดือน พบบริเวณด้านข้างและหลังบ้าน น้ำได้เปลี่ยนสภาพเป็นสีดำเข้มมีคราบฟองลอยบนผิวน้ำ เริ่มมีปลาลอยตายเนื่องจากขาดออกซิเจน ภายในตัวบ้านซึ่งถูกทิ้งร้าง เพราะไม่สามารถพักอาศัยได้ยังคงมีน้ำเน่าสีดำท่วมขัง ข้าวของเครื่องใช้ได้รับความเสียหายหนักโดยเฉพาะตู้ไม้และตู้เสื้อผ้าที่แช่น้ำจนเปื่อยและล้มทับกันเสียหายถึง 3 ตู้ ยังพบปัญหาซ้ำเติมหลังน้ำลด เมื่อฝูงปลวกหนีน้ำขึ้นมาทำรังบริเวณกรอบวงกบประตูห้องนอนและกัดแทะเนื้อไม้จนเสียหาย
ส่วนห้องน้ำภายในบ้านใช้งานไม่ได้ ทำให้นายบุญมากต้องย้ายไปนอนบริเวณร้านค้าหน้าบ้าน และไปขออาศัยใช้ห้องน้ำของวัด หรือโรงงานใกล้เคียง ทั้งการอาบน้ำและขับถ่ายตลอด 1 เดือน
โอดได้เงินเยียวยา 9 พันไม่คุ้มเสีย
นายบุญมาก เผยว่าได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย 9,000 บาทเมื่อประเมินเปรียบเทียบกับความเสียหายของเฟอร์นิเจอร์ โครงสร้างบ้านและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังน้ำลด ถือว่าไม่คุ้มค่าและไม่ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง อยากวอนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งเข้ามาดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านโดยเร็ว
ประกันภัยพิบัติอนุมัติแล้ว20ล้าน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนว่ารัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ผ่านระบบประกันภัย โดยล่าสุด มีวงเงินสินไหมทดแทนอนุมัติแล้ว20,035,000 บาท และอยู่ระหว่างพิจารณาอีก 354,245,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สำหรับผลการดำเนินงาน แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มมีการโอนสินไหมแล้ว 1 รายการ จำนวน 2 ล้านบาท อนุมัติแล้วอีก 8 รายการ จำนวน 16 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพิจารณา 29 รายการ ขณะที่กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม อนุมัติสินไหมแล้ว 209 รายการ วงเงิน 2,025,000 บาท
ทั้งนี้ มีการรับแจ้งความเสียหายจากอุทกภัย 28,970 รายการ อนุมัติแล้ว 198 รายการ วาตภัย 1,309 รายการ อนุมัติแล้ว 11 รายการ และแผ่นดินไหว 43 รายการ โดยมีพื้นที่รับแจ้งเหตุรวม 73 จังหวัด จังหวัดที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด ได้แก่ เพชรบุรี 5,324 รายการ ลพบุรี 3,725 รายการ ชัยนาท 2,877 รายการ กรุงเทพมหานคร 2,403 รายการ และนครสวรรค์ 2,125 รายการ
ยันครอบคลุมเหตุฝนถล่มภูเก็ต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่เกิดขึ้นล่าสุด รัฐบาลยืนยันว่า ความเสียหายจากเหตุดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองของโครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐโดยผู้ประสบภัยสามารถแจ้งความเสียหายเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามการรับแจ้งเหตุและการพิจารณาสินไหมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับสิทธิตามความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและลดความเสี่ยงที่ผู้ประสบภัยจะตกหล่นจากการรับความช่วยเหลือ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

