"บอร์ด APPA-ผจก.ลิขสิทธิ์ดนตรีฯ" ชงข้อมูลเด็ดคณะทำงานฯ "สว.พิสุทธิ์" จี้รื้อ กม.ลิขสิทธิ์เพลง สังคายนาสัญญาขายขาด คุ้มครองคนทำเพลง

คณะทำงานศึกษาแนวทางการพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์และระบบบริหารจัดการลิขสิทธิ์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ และผู้ประพันธ์เพลง ถกนัดที่ 6 ฟังเสียงคนวงการเพลง "สว.พิสุทธิ์" ดึง "ธนิต เชิญพิพัฒน์" บอร์ด APPA พร้อม "สิริญา บุญญาธิการ" ผจก.ลิขสิทธิ์ดนตรีฯ ร่วมให้ข้อมูลสำคัญ เดินหน้ายื่นข้อเสนอรื้อ “กฎหมายลิขสิทธิ์เพลง จัดระเบียบองค์กรจัดเก็บ ปลดล็อกสัญญาขายขาดที่ไม่เป็นธรรม พร้อมศึกษาโมเดลต่างประเทศคุ้มครองศิลปินไทย”
เมื่อวันที่ 2 พ.ย.69 ที่ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตศิลปินชื่อดัง ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์และระบบบริหารจัดการลิขสิทธิ์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ และผู้ประพันธ์เพลง เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 6/2569 โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับข้อมูลสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์โดยตรงจาก นายธนิต เชิญพิพัฒน์ กรรมการบริหารสมาพันธ์ผู้สร้างสรรเพลงภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APPA) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางสาวสิริญา บุญญาธิการ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำมาใช้สะท้อนปัญหา อุปสรรค และจัดทำข้อเสนอเชิงโครงสร้างในการพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์ด้านดนตรีของประเทศไทย
จากการรับฟังข้อมูลและการร่วมหารือดังกล่าว คณะทำงานฯ ได้สรุปสาระสำคัญของข้อเสนอเพื่อการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ด้านดนตรีที่เข้มข้นและครอบคลุมในหลายมิติ ใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.โครงการองค์กรจัดเก็บและการกระจายผลประโยชน์ ที่ประชุมสะท้อนตรงกันว่า การมีองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์หลายแห่งสร้างความสับสนแก่ผู้ใช้เพลงและผู้ประกอบการ ทั้งยังเพิ่มต้นทุนในการขออนุญาตและบริหารจัดการ
จึงมีข้อเสนอให้ศึกษาการลดจำนวนองค์กรหรือจัดระบบตามประเภทสิทธิ โดยนำประสบการณ์จากต่างประเทศมาปรับใช้ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรรายได้ให้ถึงมือศิลปินและผู้ประพันธ์เพลงอย่างเป็นธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสและลดความเหลื่อมล้ำ
2.ปัญหาข้อสัญญาและความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง ที่ประชุมหยิบยกประเด็นสัญญาโอนสิทธิแบบขายขาดและเงื่อนไขการใช้ประโยชน์จากผลงาน ซึ่งส่งผลให้ศิลปินและผู้ประพันธ์เพลงมีข้อจำกัดในการใช้ผลงานของตนเอง ทั้งด้านการแสดง การอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ผลงาน และการได้รับค่าตอบแทนอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านความรู้ทางกฎหมาย และการต้องพึ่งพาบริษัทเพลงเพื่อเข้าสู่ตลาด ทำให้ความสมัครใจในการทำสัญญาอยู่ภายใต้ความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ คณะทำงานจึงเสนอให้รวบรวมสัญญาจากช่วงเวลาต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นรายข้อ ทั้งในส่วนของขอบเขตการโอนสิทธิ ระยะเวลา การแบ่งรายได้ และสิทธิภายหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์กับบริษัท เพื่อแยกแยะปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอย่างตรงจุด
3.การพัฒนาสัญญามาตรฐานและองค์กรวิชาชีพ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่คณะทำงานให้การสนับสนุน โดยผลักดันการจัดทำสัญญามาตรฐานที่แยกรูปแบบการโอนสิทธิทั้งหมด การโอนสิทธิบางส่วน และการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้มีความชัดเจน ครอบคลุมถึงการใช้ผลงานผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ศิลปินรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมหรือองค์กรวิชาชีพ เพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจา ให้คำปรึกษา และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิแก่ศิลปินรุ่นใหม่ก่อนตัดสินใจทำสัญญา
และ 4. การศึกษากฎหมายและกลไกคุ้มครองสิทธิจากต่างประเทศ คณะทำงานได้เสนอให้ศึกษาประสบการณ์ของประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในยุโรป เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ภายหลังการโอนสิทธิ การกำกับดูแลธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรม การรับรององค์กรเจรจาของศิลปิน และการกำหนดเงื่อนไขสัญญา เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย รวมถึงการศึกษาความเหมาะสมในการปรับบทลงโทษจากทางอาญาเป็นทางแพ่งในบางกรณี โดยใช้ผลการวิจัยประกอบการพิจารณา เพื่อมุ่งพัฒนาหลักเกณฑ์ทางกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมดนตรีไทยต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

