ส่งเสบียงช่วย4พันคน ‘น่าน’วิกฤต 14หมู่บ้านถูกตัดขาด ปัวได้รับผลกระทบหนัก

ส่งเสบียงช่วย4พันคน
‘น่าน’วิกฤต
14หมู่บ้านถูกตัดขาด
ปัวได้รับผลกระทบหนัก
ปภ.สร้างสะพานเบลีย์
ดินทรุดวัดภูมินทร์ร้าว
หนูบินซับน้ำตา23ส.ค.
จังหวัดน่านยังไม่พ้นภัย ผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่อำเภอปัว 14 หมู่บ้าน4,000 ชีวิต ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เป็นวันที่ 4 เจ้าหน้าที่ใช้โดรนลำเลียงอาหารและน้ำดื่ม พร้อมเร่งสร้างสะพานเบลีย์ เปิดทางความช่วยเหลือ ขณะที่นายกฯบินไปซับน้ำตาอาทิตย์นี้ เผยเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ หวั่นซ้ำเติมสถานการณ์
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.น่าน เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2569 ทีมเฉพาะกิจมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับมูลนิธิประสาทบุญสถาน จ.พิษณุโลก ทีมโดรนตอบโต้ภัยพิบัติ บริษัทคูโบต้า และทีมสิงห์อาสา เร่งภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์จนเส้นทางถูกตัดขาด ส่งผลให้ชาวบ้านใน 3 ตำบล ได้แก่ ต.ภูคา ต.ศิลาแลง และ ต.วรนคร รวม 14 หมู่บ้าน 1,466 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 4,000 คน ต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นวันที่ 4
ส่งโดรนขนอาหารไปช่วย
เจ้าหน้าที่ใช้โดรนลำเลียงอาหารและน้ำดื่ม ข้ามพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรได้ เพื่อนำสิ่งของไปส่งให้ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่รอรับอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนกระจายต่อไปยังประชาชนในแต่ละหมู่บ้าน โดยภารกิจจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถเปิดเส้นทางได้อีกครั้ง
สาเหตุสำคัญมาจาก สะพานฝายจ้าว ต.วรนคร ถูกน้ำป่าซัดจนพังเสียหาย ขณะที่บริเวณโค้งห้วยเย็นต.ศิลาแลง เกิดดินสไลด์และถนนทรุดตัวจนเส้นทางขาด ไม่สามารถใช้สัญจรได้ ทำให้การนำความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ขณะเดียวกัน แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ร่วมกับศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) กรมทางหลวง เร่งลำเลียงชิ้นส่วนสะพานเบลีย์ ขึ้นสู่พื้นที่ดอยภูคา เพื่อเร่งก่อสร้างสะพานชั่วคราว หวังเปิดเส้นทางเชื่อมต่อพื้นที่และนำความช่วยเหลือเข้าสู่หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดโดยเร็วที่สุด
กองทัพไม่ทิ้งชาวบ้าน
ด้าน พันเอกปิยะพงษ์ พรดา ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 32 สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 กองกำลังผาเมือง นำกำลังพลเข้าร่วมวางแผนและสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน ทั้งการลำเลียงสิ่งของจำเป็นและการฟื้นฟูเส้นทางท่ามกลางสภาพพื้นที่ที่ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ขณะนี้ชาวบ้านทั้ง 14 หมู่บ้านยังคงรอคอยอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และความหวังจากการก่อสร้างสะพานชั่วคราวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดเส้นทางให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชน และนำผู้คนกว่า 4,000 ชีวิตกลับมาเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอีกครั้ง
ประชุมเครียดแก้วิกฤต
ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์และติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าการจัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนโดยมีการจัดส่งทหารช่าง พร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์หนักอำนวยความสะดวกจากจังหวัดพิษณุโลกจำนวน 40 นาย พร้อมด้วยกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38 จำนวน 550 นาย และมณฑลทหารบกที่ 34-35 อีก 80 นาย เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
รองนายกฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ประสานงานกับทางอำเภอปัว เพื่อกระจายกำลังพลลงพื้นที่และขยายผลการช่วยเหลือไปยังจุดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่อำเภอปัว เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเดินทางเข้าไปบรรเทาทุกข์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที
ในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่กรมชลประทานได้จัดส่งรถบรรทุกน้ำพร้อมกำลังพล เข้าไปสนับสนุนภารกิจทำความสะอาดและฉีดล้างดินโคลนตามบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ตำบลเจดีย์ชัยและบ้านร้องแง อำเภอปัว พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของอาคารบ้านเรือนเพิ่มเติมเพื่อให้การจัดสรรความช่วยเหลือและการฟื้นฟูครอบคลุมในทุกมิติ
ผนึกพม.-ทีมแพทย์ เร่งเยียวยาจิตใจ
นอกจากนี้ รองนายกฯยังได้แสดงความห่วงใยต่อสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย โดยเฉพาะครอบครัวที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนักซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจเมื่อวานนี้ได้พบเห็นสถานการณ์จริง จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เร่งดูแลเยียวยาจิตใจควบคู่ไปกับการซ่อมแซมบ้านเรือน โดยนายอำเภอจะประสานงานกับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว เพื่อจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปประเมินและดูแลสภาพจิตใจของประชาชนอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน กระทรวง พม.ได้รายงานเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ ในพื้นที่ตำบลศิลาแลง และตำบลวรนคร อำเภอปัว ว่าขณะนี้ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าไปดูแลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ รองนายกฯเน้นย้ำว่า หากสามารถเร่งฟื้นฟูบ้านเรือนและชุมชนให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สภาพจิตใจของประชาชนฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นตามไปด้วย
‘เจเศรษฐ์’นำทีมลุยฟื้นฟู‘ปัว’
ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ลงพื้นที่อำเภอปัว ตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อเร่งเดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหลังน้ำลดโดยผนึกกำลังร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมสรรพกำลังและเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน
สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ที่ตำบลศิลาแลง และตำบลวรนคร นายเจเศรษฐ์ ได้สั่งการให้นำรถบรรทุก เครื่องจักรกล และรถฉีดน้ำ เข้าเคลียร์พื้นที่ ขนย้ายขยะ สิ่งปฏิกูล ซากสิ่งของ และดินโคลนที่ถูกน้ำพัดมาทับถม พร้อมล้างทำความสะอาดถนน พื้นที่สาธารณะและบ้านเรือนประชาชน เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
นายเจเศรษฐ์ เน้นย้ำนโยบายการทำงานเชิงรุกภายใต้แนวคิด“ก่อนน้ำมา-เมื่อน้ำมา-น้ำลด”ว่าทุกหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ โดยก่อนน้ำมา ปภ.ต้องวิเคราะห์และแจ้งเตือนรวดเร็ว พร้อมเตรียมเครื่องจักรประจำพื้นที่ ส่วนโยธาฯต้องตรวจสอบคันกั้นน้ำและสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และดูแลไม่ให้โครงการก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ
เมื่อน้ำมา ทุกจังหวัดต้องระดมกำลังคนและเครื่องจักรช่วยเหลือทันที หากไม่เพียงพอให้ประสานส่วนกลางสนับสนุนได้ทันท่วงที และเมื่อน้ำลด ต้องนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ลุยทำความสะอาดทันที โดยย้ำว่า “น้ำลด ไม่ได้แปลว่างานจบ
วันนี้เราลุยกันต่อ งานฟื้นฟูต้องเริ่มทันที อะไรที่ทำได้ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ”
นายกฯติดตามสถานการณ์
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะได้เดินทางออกจากท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ กลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ
โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในเวลาประมาณ 19.45 น. วันที่ 22 ส.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ก่อนเตรียมลงพื้นที่จังหวัดน่านในช่วงเช้าวันที่ 23 ส.ค.เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหา และเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
รับมือฝนตถล่มซ้ำ23ส.ค.นี้
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มทรงตัวและทยอยลดลง พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับฝนที่คาดว่าจะกลับมาตกเพิ่มบริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านในวันที่ 23 ส.ค.นี้ โดยเน้นติดตามข้อมูลฝน มวลน้ำ และสภาพพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า จากการประเมินของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำน่านที่ต้องติดตามในวันที่ 23 ส.ค.ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้างซึ่งอาจมีปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมงประมาณ 50-70 มิลลิเมตร แม้ปริมาณฝนที่คาดการณ์จะไม่สูงเท่าช่วงฝนหนักที่ผ่านมา แต่เนื่องจากดินในบางพื้นที่ยังมีความชื้นสะสม ความสามารถในการรองรับ น้ำฝนใหม่จึงลดลงและอาจทำให้น้ำไหลลงสู่ลำน้ำได้เร็วขึ้น รัฐบาลจึงเน้นย้ำให้เตรียมพร้อมล่วงหน้าโดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ
หวั่น‘วัดภูมินทร์’ทรุดตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดน่านด้วยว่าวันนี้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าตรวจสอบสภาพพระอุโบสถวัดภูมินทร์ หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย โดยมุ่งเน้นประเมินความมั่นคงของโครงสร้าง รอยแตกร้าวและการทรุดตัวที่อาจเปลี่ยนแปลงหลังน้ำลดเพื่อรับมือกับผลกระทบจากความชื้นสะสมจากเหตุอุทกภัย ซึ่งเคยส่งผลให้ด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถมีลักษณะทรุดตัวเล็กน้อย รวมถึงพบรอยแตกร้าวบริเวณผนังและองค์พระพุทธรูปบางส่วน
นางประกายแก้ว บุญมี เจ้าหน้าที่วัดภูมินทร์ เปิดเผยว่าที่ผ่านมามีหน่วยงานทั้งกรมศิลปากร หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและเทศบาลเข้ามาดูแลและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ สำหรับรอยร้าวที่พบมีทั้งร่องรอยเดิมและจุดที่เคยได้รับการบูรณะแล้ว ส่วนองค์พระบางส่วนยังอยู่ระหว่างลงรัก แต่ยังไม่สามารถลงทองได้เนื่องจากใต้ฐานพระยังมีปัญหาความชื้นสะสมจากน้ำที่ซึมอยู่ใต้โครงสร้างซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีเพื่อให้ความชื้นลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม ป้องกันความเสียหายต่อการบูรณะ
แม้ระดับน้ำในเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมาจะไม่เคยไหลเข้าข้างในโดยตรง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความชื้นที่สะสมในพื้นดินและโครงสร้าง ซึ่งกระทบต่อฐานรากของโบราณสถานอายุหลายร้อยปี โดยหลังน้ำท่วมครั้งก่อน ทางวัดเคยมีมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิน 20 คนต่อครั้งเพื่อลดแรงกระแทกต่อโครงสร้างประกอบกับพื้นที่บางจุดที่เคยเปิดตรวจสอบใต้ถุนยังไม่ได้ถมคืน การตรวจสอบครั้งนี้จึงต้องประเมินทั้งร่องรอยเดิมและผลกระทบจากน้ำท่วมรอบล่าสุดควบคู่กัน
ทางวัดยอมรับว่ามีความกังวลเนื่องจากวัดภูมินทร์เป็นโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดน่านที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจำนวนมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยการตรวจสอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะประเมินอย่างละเอียดว่ารอยแตกร้าวและการทรุดตัวมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางป้องกัน ซ่อมแซม และอนุรักษ์อย่างเหมาะสมต่อไป
ปภ.สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนัก-มวลน้ำเหนือ
วันเดียวกันที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย โดยมีนางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดี ปภ.เป็นประธานเพื่อประเมินสถานการณ์หลังช่วงวันที่ 18-21 ส.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยตอนบนเผชิญฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่
แม้ในช่วงวันที่ 22-24 ส.ค.นี้ปริมาณฝนจะลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านเมียนมาและลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณเวียดนามตอนบน ซึ่งเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงจังหวัดในพื้นที่ท้ายน้ำที่ต้องเตรียมรับมือมวลน้ำเหนือ
สำหรับสถานการณ์ที่จังหวัดน่าน ล่าสุดเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเหลือพื้นที่ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน ภูเพียง และเวียงสา ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งและไหลผ่านเทศบาลเมืองน่านลดลงเหลือ 557 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ทำความสะอาดถนน บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานให้กลับสู่ปกติ
ขณะที่จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น จังหวัดกาญจนบุรี แม้ยังไม่มีอุทกภัย แต่ให้เร่งติดตามสถานการณ์ขุดลอกคูคลอง และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
รองอธิบดี ปภ. ได้เน้นย้ำข้อสั่งการให้จังหวัดที่ยังมีภัยเร่งให้ความช่วยเหลือทุกด้าน ทั้งการดำรงชีพ การแพทย์ และเปิดเส้นทางคมนาคม ส่วนพื้นที่ท้ายน้ำให้เตรียมพร้อมรับมวลน้ำเหนือ ติดตั้งเครื่องจักรกลในจุดเสี่ยง หากคาดว่าจะเกิดภัยให้ประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติส่งข้อความผ่านระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนโดยด่วน พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบโดยเร็วที่สุด
เกณฑ์ใหม่เพิ่มเงินเยียวยา
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามในประกาศหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยยกเลิกหลักเกณฑ์เดิม พ.ศ. 2564 และกำหนดให้หลักเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ตามวันที่เกิดภัย ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การช่วยเหลือมีความเหมาะสมและครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
สำหรับสาระสำคัญของการช่วยเหลือในแต่ละด้านคือด้านพืช กรณีเสียหายสิ้นเชิง (ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน) ปรับเพิ่มเงินชดเชย ได้แก่ ข้าว เพิ่มจาก 1,340 บาท เป็น 2,340 บาท/ไร่, พืชไร่และพืชผัก จาก 1,980 บาท เป็น 3,480 บาท/ไร่ และ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆจาก 4,048 บาท เป็น 6,800 บาท/ไร่ พร้อมเพิ่มเงินช่วยเหลือกรณีไม้ผลเสียหายแต่ไม่ตาย ชะงักการเจริญเติบโต ในอัตรา 3,600 บาท/ไร่ และปรับค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้ายดินโคลนออกจากพื้นที่ จากเดิมไม่เกิน 7,000 บาท เป็น 16,000 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 5 ไร่)
แม่สะเรียงดินถล่ม 35 จุด
ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มหลังฝนตกหนัก สั่งเร่งเปิดทางหลวงหมายเลข 108 ที่ถูกดินปิดทับกว่า 35 จุด พร้อมเร่งกู้ระบบไฟฟ้า พร้อมกันนี้ ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจและมอบสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเฝ้าระวังภัยตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

