กมธ.ต่างประเทศลุยเชียงราย! เก็บข้อมูลทำ ‘สมุดปกขาว’ ชงรัฐปรับยุทธศาสตร์การค้าไทย-จีน

กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ลุยเชียงรายเก็บข้อมูลทำ ‘สมุดปกขาว’ ชงรัฐปรับยุทธศาสตร์การค้าไทย-จีน แก้ไขโจทย์โลจิสติกส์-ปลดล็อกด่านเชียงของ
ระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดเชียงราย โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลงพื้นที่จริง ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ด่านศุลกากรเชียงของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกนำไปยกรร่าง สมุดปกขาว (White Paper) ในหัวข้อ ‘ไทย–จีนในระเบียบโลกใหม่: ความร่วมมือเพื่อความสมดุลทางการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน’ เสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาลเพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การค้าและการต่างประเทศของไทย
นายชวภณ เปิดเผยว่า แม้ตัวเลขการค้าผ่าน 3 ด่านหลักของเชียงรายช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 จะสูงถึง 65,000 ล้านบาท โดยไทยเกินดุลกว่า 45,000 ล้านบาท แต่กว่า 70% เป็นเพียงสินค้าผ่านแดนจากส่วนกลางที่ไม่ได้สร้างรายได้ตกถึงท้องถิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนกว่า 95% ได้รับยกเว้นภาษีตามกรอบ FTA ส่งผลให้ผู้ประกอบการ Local SMEs ไทยต้องแบกรับแรงกดดันอย่างหนัก
โดย กมธ. ชง 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ แก้โจทย์โลจิสติกส์และดันดอยตุงโมเดล อาทิ
1.หนุนการขนส่งทางน้ำ ‘เชียงแสน–กวนเหล่ย’ ลดต้นทุน : เส้นทางบก R3A ผ่าน สปป.ลาว ประสบปัญหาถนนชำรุดและมีค่าเปลี่ยนหัวลากแฝง ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งสูงถึง 260,000–300,000 บาท/ตู้ กมธ. จึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการขนส่งทางน้ำผ่านแม่น้ำโขงไปยัง ‘ด่านกวนเหล่ย’ ของจีน ซึ่งมีระยะทางเพียง 265 กม. และมีต้นทุนถูกกว่าอยู่ที่ 240,000–275,000 บาท/ตู้
ต่อมา 2.ปลดล็อกศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ : โครงการมูลค่า 1,996 ล้านบาท การก่อสร้างระยะที่ 2 ก้าวหน้าไปแล้วกว่า 92.80% แต่ยังติดปัญหาขั้นตอนคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน (PPP) ที่ต้องเร่งทบทวนเพื่อเปิดใช้งาน 3.จัดตั้ง Early Warning Center ร่วมกับ มฟล. : เสนอยกระดับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์เตือนภัยทางการค้าและกฎระเบียบจีน เพื่อจัดทำ Policy Brief สั้นเสนอเชิงนโยบายและทดลองทำ Sandbox การค้าชายแดน แล 3.นำ ‘ดอยตุงโมเดล’ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก : นำหลัก 3S (Survival, Sufficiency, Sustainability) มาใช้อุดหนุนและยกระดับ SME ไทยด้วยนวัตกรรมระบบความเย็น (Cold Chain) และการสร้างมาตรฐานแบรนด์
ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดจะถูกรวบรวมในสมุดปกขาวเพื่อเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาล ใช้เป็นกรอบเจรจาทางการทูต การจัดสรรงบประมาณ และการปฏิรูปกฎระเบียบการค้าชายแดนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




