ประเสริฐ เผย ครม.เห็นชอบโยกย้ายข้าราชการศธ. ตั้ง ประวิต นั่งปลัดศธ. โยก พิเชฐ เป็นเลขาฯสกศ.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแต่ตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ แทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ดังนี้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา มาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษาแทน, ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.), และ ครม.มีมติเห็นชอบต่ออายุราชการ 1 ปี ให้รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายประเสริฐ กล่าวว่า เหตุผลในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ว่า เรื่องความรู้ความสามารถบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการมีเยอะ ก่อนการแต่งตั้งตนได้พิจารณาถึงความสามารถของแต่ละคนแล้วเนื่องจากแต่ละคนเก่งคนละด้าน การแต่งตั้งครั้งนี้ตนจึงใช้หลักคิดหลายอย่างในการแต่งตั้งครั้งนี้ เช่น ตามความเหมาะสม และคิดว่าจะสามารถขับเคลื่อนงานกระทรวงศึกษาธิการให้ไปสู่เป้าหมายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะไม่มีความสามารถ เพียงแต่ตำแหน่งมีน้อย จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาและนำเสนอครม. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเหลืออีกหลายตำแหน่ง ที่จะแต่งตั้งตามมา ส่วนสาเหตุที่ยังไม่แต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แทนเลขาธิการ กอศ.คนปัจจุบันที่กำลังจะเกษียณอายุราชการนั้น ต้นขอรับข้อมูลในบางเรื่องเพิ่มเติมก่อน เร็วๆนี้จะนำเสนอรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 10,11 เข้า ครม.ในล็อตต่อไป
"การโยกนายพิเชฐ ไปนั่งเลขาฯ สกศ. ไม่ใช่เป็นการย้ายเข้ากรุ เพราะเป็นตำแหน่งระดับ 11 เท่าเดิม ซึ่งกระทรวงศึกษามีข้าราชการระดับ 11 จำนวน 4 ท่าน การโยกย้ายก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งท่านก็เหลืออายุราชการอีกตั้งหลายปีถ้าจำไม่ผิด 5 ปี ก็ไม่ได้ไปนั่งตรงนั้นตลอด ส่วนที่ตั้งนายธนู เป็นเลขาฯกพฐ. และตั้งนายประวิต เป็นปลัดศธ. เพื่อทำภารกิจ ในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ด้านการศึกษาร่วมกับยูเนสโกในปีหน้า และเรื่อง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่ต้องแล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา เรื่องการปรับโครงสร้างทางด้านหนี้ให้เสร็จตามเวลา และเรื่องการปรับโครงสร้างบุคลากร ซึ่งเป็นโจทก์ใหญ่ทั้งนั้นและเป็นภารกิจหลักที่จะขับเคลื่อนกระทรวงไปสู่เป้าหมาย ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ผมจะเรียกให้นโยบาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็เรียกข้าราชการระดับ 11 ทุกคนมาให้นโยบายแล้ว ส่วนระดับ 10 ก็เรียกมาบางคนที่เหลือก็ให้ส่งประวัติมา เพื่อใช้ในการพิจารณา และทราบถึงความต้องการ เนื่องจากกระทรวงศึกษาฯมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนในปี 2570 โดยภายในวันที่ 1 ต.ค.2569 นี้ หลังจากที่เราปรับภาระกิจต่างๆแล้ว จะนำระบบ Digital Transformation มาใช้ และผลของระบบนี้จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง และลดงานที่ซ้ำซ้อนลง ดังนั้น จะทำให้เงินงบประมาณเราเหลือในส่วนหนึ่ง ซึ่งผมตั้งใจว่าจะเอาเงินส่วนนี้มาปรับเป็นงบลงทุนในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตอนนี้งบลงทุนเรามีอยู่เพียง 4.5% เท่านั้น จะพยายามเพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ให้ได้ ซึ่งวันนี้ผมก็ได้หารือกับนายประกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ เรื่องการบูรณาการงานของกระทรวงศึกษาธิการ และบอกว่างบลงทุนเราน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับภารกิจในการเพิ่มขีดสมรรถนะผู้เรียน และการรองรับเทคโนโลยี AI ซึ่งไม่เพียงพอ รวมถึงเรื่องนมโรงเรียนที่เด็กยังได้ไม่ครบ และเรื่องโครงการอาหารกลางวันที่ยังได้ไม่ครบด้วย ซึ่งผมก็พยายามขอเพิ่มอยู่ และเรื่องของสื่อการเรียนการสอนที่ยังได้ไม่ครบเช่นกัน และเราก็พยายามจะปรับงบประมาณในปี 2571 ส่วนที่เหลือมาเป็นงบลงทุนด้วย“ รมว.ศธ.กล่าว
และว่า ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายจึงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครอยู่ที่เดิมได้ตลอดไป ก็หมุนไปหมุนมาเป็นเรื่องธรรมดา และการได้หมุนหลากหลายทำให้ความรู้ความสามารถเพิ่มพูนมากขึ้น เพราะกระทรวงศึกษาธิการเราทำงานแบบบูรณาการ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ กระทรวง ฯ จะต้องขับเคลื่อน ส่วนระดับ 10 และระดับ 11 ที่เหลือ จะมีการแต่งตั้งแทน ตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.แทนเกษียณ, รองปลัดศธ.แทนเกษียณ 1 คน , และเลขาธิการ สช.แทนเกษียณ และหลังจากนั้นก็จะมีการสับเปลี่ยนอีกรอบหนึ่ง ก็ต้องมีการเคลื่อนไหวตำแหน่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องแต่งตั้งแทนคนที่เกษียณจะต้องแต่งตั้งให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนการแต่งตั้งทั่วไปเสร็จภายในเดือนตุลาคมได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

