ทลายผับจีนเถื่อน มท.ลุยถิ่นห้วยขวาง อึ้งพบตร.ถือหุ้นลม

“พลพีร์”-“วรศิษฎ์”นำกำลัง DOPA S.W.A.T.เปิดปฏิบัติการ“สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ” บุกจับ 577CLUB ผับจีนย่านห้วยขวาง พบ“เคยถูกจับ-ยังเปิดซ้ำ”แฉ มีหุ้นลม ชื่อ “โจ้ ดส.” เป็นตำรวจคอยเคลียร์ตั้งข้อหาหนักสั่งปิดซ้ำ รวมทั้งนักท่องราตรีฉี่สีม่วงโดนดำเนินคดีทั้วหน้า
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 01.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี พร้อม พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 2 รมช.มหาดไทย นำกำลังชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม โดยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T.) เข้าตรวจค้น 577CLUB ซ.ประชาอุทิศ 11 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังสืบพบเปิดให้บริการจนถึงเช้ามืด และตรวจฐานข้อมูลไม่พบใบอนุญาตสถานบริการ โดยมี นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน และนายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง พร้อมพนักงานฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติการ
และต่อมาเวลาประมาณ 02.20 น. พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เดินทางมายังสถานที่ดังกล่าว
นายพลพีร์ เผยว่า วันนี้ ตนพร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร นำชุดปฏิบัติการจัดระเบียบสังคมมาเพื่อที่จะเห็นกับตาว่า สิ่งที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาเป็นอย่างไร และปัญหาในตัวกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ “สถานบันเทิงที่ไม่มีใบอนุญาต” และเราก็ไม่อยากให้เกิดเหตุ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุ เรื่องอัคคีภัยต่าง ๆ ก็จะเสียชื่อเสียงของกรุงเทพมหานคร
“กระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนว่าสถานบันเทิงแห่งนี้เคยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 และยังเปิดอยู่ จึงได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ส่งสายลับ DOPA S.W.A.T มาทำการสืบระยะหนึ่ง และสืบเพิ่มเติมเรื่องการประกอบธุรกิจของต่างด้าว และเชื่อว่าเจ้าของที่นี่น่าจะเป็นคนจีนจริง ๆ เพราะนักท่องเที่ยวที่นี่ 70% เป็นคนจีน รวมถึงระบบชำระเงินต่าง ๆ ที่แคชเชียร์นำมาให้ลองสแกน พบว่าใช้ Wechat, Alipay เป็นแอปพลิเคชันคนจีนจริง มีพนักงานที่ที่นี่เรียกว่า MC ก็เป็นคนจีน มีหน้าที่เอนเตอร์เทน และเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกค้า เช่น ปัญหาเรื่องภาษา ทำแก้วแตก หรือมีปัญหาในร้าน MC นี้ก็จะมาเคลียร์ และเรายังเจอต่างด้าวทำงานที่นี่พอสมควร ทุกคนไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งตนได้มอบหมายให้รองอธิบดีกรมการปกครองไปดูในข้อกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะถ้าไปเข้าข่ายตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ก็จะทำเรื่องส่งต่างด้าวเหล่านั้นกลับประเทศทันที”
“ตอนนี้เรามั่นใจว่ามีนอมินี เพราะ 1. คนที่ดูแลร้านโดยเฉพาะดูแลลูกค้าคนจีนเป็นคนจีนเลย และ 2. แอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ใช้ในการจ่ายเงินเป็นของคนจีนทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่มีคนไทยคนไหนประกอบธุรกิจผิดกฎหมายแล้วถ้ามีการจ่ายเงินแล้วเงินออกไปนอกประเทศคนไทยคงไม่ทำ เพราะในการประกอบธุรกิจของคนไทย ต้องการทรัพย์คืนเลยมากกว่า ดังนั้นจึงบ่งชี้แล้วว่า “ไม่ใช่ธุรกิจของคนไทย” หรือแม้ว่ามีชื่อคนไทยบริหารก็ตาม แต่เราเชื่อได้ว่าเป็นร้านของคนจีน”
นายพลพีร์ ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยก็คือผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านชื่อ “ชาติ” กล่าวว่า มีหุ้นลมคนหนึ่งชื่อ “โจ้ ดส.” เป็นตำรวจ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อสักครู่ก่อนเสร็จสิ้นภารกิจ ท่านผู้กํากับการสถานีตํารวจนครบาลห้วยขวางก็มา ท่านก็ได้ยินที่ผมพูดแล้ว ก็ขอให้ไปดูว่า “โจโจ้ ดส.” คือใคร เพราะผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านบอกว่า จะเป็นคนเคลียร์ให้ แล้วก็น่าจะเป็นคนที่ทำให้ร้านนี้ได้เปิดอยู่หลังจากปิดไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว อันนี้ก็ขัดกับมาตรการในการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 อยู่แล้ว และสถานที่แห่งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าได้ขออนุญาตก่อสร้างหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ “ไม่มีใบอนุญาตแน่นอน”
. นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า เราเจอยาเสพติดในห้องน้ำและบนโต๊ะ เราเจอผู้ที่มาเที่ยวและตรวจปัสสาวะพบยาเสพติด เจอบุหรี่ไฟฟ้า “ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง” เพราะตนคิดว่า 1. สถานที่แห่งนี้ไม่ควรให้ประกอบการได้ตั้งแต่ต้น 2. มีแรงงานต่างด้าว 3. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่นี่ก็เป็นแอปพลิเคชันของคนจีน รวมถึงการไม่มีใบอนุญาต เรื่องแรงงานต่างด้าว เรื่องบัญชีต่าง ๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ถูกปิดไปแล้วแล้วยังมาเปิดอยู่อันนี้รับไม่ได้” ก็ต้องไปดูว่าเพราะเหตุใด แต่ทั้งนี้ เป็นอำนาจกรมการปกครองที่สั่งปิด 5 ปีได้เลย โดยไม่ต้องรอกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนอยากรู้ว่า เจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมครั้งที่แล้ว เห็นว่าก็ทำเรื่องไปที่กรุงเทพมหานครให้สั่งปิด แต่ยังไม่ได้สั่งปิด หรือว่ากำลังดำเนินการอยู่ ตนไม่ทราบ เพราะถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นี่ 1 ปีเต็ม ๆ เขาก็ยังเปิดดำเนินการอยู่ ตนว่า “อย่างนี้ใช้ไม่ได้”
. “ตนคิดว่าวันนี้ “ท้องที่และท้องถิ่นต้องตื่นตัวแล้ว” นี่เป็นภารกิจที่ 2 ที่กระทรวงมหาดไทยต้องลงมาเองแล้ว และจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ชัดเจน ใครมาเบียดเบียนหรือมาทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจสีเทา มาเอาเปรียบคนไทย รายได้ไม่ได้เข้าประเทศไทย มันต้องหยุดได้แล้ว” ถ้าท่านไม่ทำ ผมก็จะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ และขอเตือนเจ้าหน้าที่เลยว่า อะไรที่ผิดก็คือผิด อะไรที่มันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ มันต้องขจัดออกไปให้หมด เราปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้ จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ใช่ที่เดียว มีอีกหลายที่ที่ตอนนี้เราสืบอยู่ และเรามีเป้าหมายแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้ตนต้องไปทุกที่เลย ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อชาติ ขอให้ทำไปเถอะ” นายพลพีร์ กล่าวเน้นย้ำ
. นายพลพีร์ ยังกล่าวต่ออีกว่า จริง ๆ แล้ว ตอนนี้ถ้าเป็นโทษอาญาและโทษทางแพ่งยังเบาอยู่ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการโดยเฉพาะเป็นคนต่างชาติแล้วเป็นนอมินี ถ้าเข้ามาในประเทศไทยก็สามารถเนรเทศได้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องสืบสวน สอบสวนไปเรื่อย ๆ เพราะในเมื่อกฎหมายที่เราใช้วันนี้โทษมีเพียงเท่านี้ ซึ่งตนก็ได้ปรึกษากับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์) ว่า โทษต่าง ๆ ที่เราจะต้องยกร่างพระราชบัญญัติหรือว่าข้อบังคับ กฎหมายใหม่ ๆ โทษจะต้องมากกว่านี้ อย่างเช่น โรงแรมที่ตนไปจับทั่วประเทศ ถ้าจับแล้วยังเปิดอยู่ก็ปรับเพียงแค่ 20,000 บาทต่อวัน เราก็ต้องมีโทษที่มากกว่านั้น ตนก็ตั้งเป้าว่าต้องปรับวันละ 500,000 บาท ก็ลองดูว่าจะสู้กับโทษที่เราปรับเขาได้ไหม แต่ว่ามันก็มีบทลงโทษของกฎหมายแต่ละฉบับด้วย อย่างเช่น อาคารก็บทหนึ่ง สถานประกอบการก็บทหนึ่ง แรงงานต่างด้าวก็อีกอย่างหนึ่ง มียาเสพติดในร้านก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็หลายกระทงอยู่
. “พี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านไม่ต้องกังวล “ไม่มีเรื่องเคลียร์” และท่านนายกรัฐมนตรีชัดเจนอยู่แล้วว่าเรา “ปิดชื่อดูพฤติกรรม” ผมไม่สนใจเลยว่าคุณคือใคร ผมไม่สนใจว่าคุณรู้จักใคร แต่วันนี้ “หน้าที่ของผมคือการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ปกป้องคนไทย และธุรกิจที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย” ผมก็จะดำเนินการตามนั้น” นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้าย
. เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามพฤติการณ์แห่งคดีในข้อกล่าวหาและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเปิดสถาบริการผิดกฎหมาย รวมไปทั้งการ การผู้รับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายและยาเสพติดที่ตรวจพบภายในสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ได้แยกดำเนินการตามประมวลกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายผลหาที่มาของยาเสพติด ผู้จำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องต่อไป

