สุคิริน โมเดล เมล็ดพันธุ์ สันติสุขท่ามกลางเปลวไฟ เติบโตสู่'แสงสันติภาพ' แห่งจังหวัดชายแดนใต้

"สุคิริน" โมเดล "เมล็ดพันธุ์"สันติสุขท่ามกลางเปลวไฟ เติบโตสู่"แสงสันติภาพ" แห่งจังหวัดชายแดนใต้
จังหวัดนราธิวาส หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้พื้นที่สีแดง ที่เปลวไฟความไม่สงบ ยังถูกก่อเหตุซ้ำไปซ้ำมาตลอดกว่ายี่สิบปี
แต่ในจังหวัดพื้นที่สีแดงแห่งนี้ ยังมี อำเภอ"สุคิริน"หนึ่งในพื้นที่น่าสนใจ ที่ตัวเลขสถิติการก่อเหตุความไม่สงบแม้จะไม่เป็นศูนย์ แต่ก็ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับอำเภออื่นๆโดยรอบในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาในรอบปี"สุคิริน"มีเหตุความไม่สงบ 1-2 ครั้งต่อปี ขณะที่พื้นที่อื่นๆมีเหตการณ์ประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน
ตัวเลขส่วนนี้จึงเป็นกรณีศึกษา และอาจนำไปสู่โมเดล"สันติสุข" เพื่อต่อยอดขยายไปยังพื้นที่อื่นๆทั้งในจังหวัดนราธิวาสเอง และรวมไปถึงจังหวัดสีแดงอีกสองจังหวัดคือ ปัตตานี และยะลา
ลักษณะภูมิประเทศของอำเภอสุคิริน มีเนื้อที่ 323,125 ไร่ หรือประมาณ 577 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางตอนล่างสุดของนราธิวาส ห่างจากตัวเมือง 120 กิโลเมตร โอบล้อมด้วยเทือกตูแว เทือกเขาบาตูกาเตาะ และเทือกเขาบาลา และเป็นต้นทางของแม่น้ำสายบุรี กับ แม่น้ำสุไหงโกลก อยู่ในทางตอนล่างสุด ประกอบด้วย 4 ตำบล คือร่มไทร เกียร์ สุคิริน และภูเขาทอง

วิถีชีวิตติดแห่งพื้นที่ติดชายแดนมาเลเซีย ลักษณะวัฒนธรรม เป็นแบบพหุวัฒนธรรม มีทั้งชาวไทยมุสลิม ไทยพุทธ และไทยอีสาน ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวเป็นหนึ่เดียว ในความแตกต่าง ขนบวีถีชีวิตจึงหลากหลาย แต่ละชุมชนยังคงรักษาขนบทำเนียม อัตลักษณ์ของตนเองไว้ เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสาน ที่ยังคงสืบสานจากภาคอีสานสู่พื้นที่แห่งนี้มาตลอด กลายเป็นสเน่ห์ที่โดดเด่น แลเชิดชูการท่องเที่ยวท้องถื่นแห่งนี้
"พิชิต รุ่งประเสริฐ" นายอำเภอสุคิริน เล่าว่า ที่สุคิรินมีเหตุการณ์ความไม่สงบน้อยมาก หากเทียบกับอำเภออื่นๆในนาราธิวาส โดยปีนี้มีเหตุเพียงหนึ่งครั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นของที่นี่ ทั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดูแลลูกบ้านเป็นอย่างดี ลูกบ้านจึงให้ความร่วมมือเป็นหูเป็นตา พบเห็นความปกติในพื้นที่ เห็นบุคคลแปลกปลอม ก็มีการแจ้งผู้นำท้องถิ่น และให้ดำเนินการสกัดกั้นเพื่อป้องปรามไม่ให้เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ขณะที่ทีมทหารฝ่ายยุทธการก็มีการลงพื้นที่ติดตามข่าว เมือ่ได้เบาะแสความเคลื่อนไหว ก็ประสานกัน
ถือเป็นการผนึกกำลังสามฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน
โดยการสร้าง"ความเชื่อใจ"ที่นำไปสู่"ความไว้ใจ"

นายอำเภสุคิริน บอกอีกว่า "ที่สำคัญคือชาวสุคิรินไม่สร้างปัญหาให้พื้นที่ และรากฐานเศรษฐกิจ ที่นี่ชาวสุคิรินมีสวนเกือบทุกบ้าน จึงมีการสร้างเกษตรกรรม และพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างมูลค่า ทั้ง ทุเรียน มังคุด และลองกอง ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจดี ก็จะทำให้อย่างอื่นดีไปหมด แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหาอื่นๆก็จะตามมา และก็จะลุกลามไปถึงเรื่องความมั่นคง"
เมื่อเรื่อง"ปากท้อง" คือเรื่องสำคัญ มนุษย์ที่กินอิ่มนอนหลับ โดยไม่ต้องกังวลหรือพะวงภัยใดๆที่ทำให้ความมั่นคงชีวิตถูกกัดกร่อน ก็จะมีสมองที่ปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส คิดทำแต่"เรื่องดีๆ สิ่งดี"
แต่มุมสีแดง คำกล่าวอ้างเรื่อง"อุดมการณ์" ที่หลากหลาย ไร้ที่มา ที่ไป จากเหตุผลสีดำที่"ผู้ก่อความไม่สงบ" มักใช้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยห่มคลุมคำอ้างไว้ด้วยหลักศาสนา
"มูฮำหมัด สันหมาน" อิหม่ามแห่งมัสยิดอัลฮูดา จังหวัดปัตตานี มองผ่านสายตาของผู้นำศาสนาท้องถิ่น ว่า "ไม่มีใครต้องการ ความรุนแรง ทั้งในพื้นที่และในภาพรวม ในนามอิหม่าม เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ในทางหลักการผู้นำในด้านศาสนา มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแนวความคิดของผู้คนโดยใช้หลักการศาสนา แต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีความหลากหลายทางความคิด แต่ศาสนาอิสลาม ไม่มีการทำลายข้าวของ ทำลายชีวิต "
"อิหม่ามแห่งมัสยิดอัลฮูดา บอกอีกว่า สิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนคือเรื่องการศึกษา หากมองเจาะลึกคนที่เป็นผู้กระทำ คือคนไม่มีการศึกษา หรือการเข้าใจการศึกษาที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ เนื้อแท้การแก้ปัญหาทุกอย่างได้คือเรื่องการศึกษา และนำหลักศาสนาที่ถูกต้องสอนให้ได้เข้าใจ เพื่อที่จะทำให้อยู่ในกรอบของหลักธรรมที่แท้จริง

นอกจากเรื่อง"ปากท้อง" แล้ว "การศึกษา" คืออีกปัจจัยสำคัญ ที่จะพาชีวิตใครก็ตามไปในทิศทางที่ดีกว่า
แต่"การศึกษา" ต้องเป็นความรู้ที่เป็น"ข้อเท็จจริง" ที่เปรียบดั่งแสงแห่งปัญญา ที่ได้รับการยอมรับจากทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่คมหอกแห่งความมืดบอด ที่พาไปสู่ความรุนแรงและหายนะ
"สุคิริน" เป็นชื่อพระตำหนักที่สมเด็จย่า "พระศรีนครินทราบรมราชชนนี" ทรงพระราชทาน มีความหมายแปลว่า"พันธุ์ไม้ที่เขียวชอุ่ม"
พันธุ์ไม้สีเขียว ในนาม"สุคิริน" จึงเป็นดั่ง"เมล็ดพันธุ์ " ที่เติบโตท่ามกลาง"เปลวไฟ" ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ก่อตัวมานาน
ความเติบโตนี้จะยังคงอยู่ และดำเนินความงดงามแผ่สะพรั่งไปยังพื้นที่อื่นๆในจังหวัดชายแดนใต้ ตราบความ"แน่นแฟ้น" ของความ"เชื่อใจ"และ"ไว้ใจ"ซึ่งกันระหว่าง"เจ้าหน้า" กับ"ชาวบ้าน" ที่มี"ผู้นำ" ทั้งภาคศาสนา และภาคท้องถิ่น เป็นตัวเชื่อมโยง
ตราบนั้น"สันติสุข" และ"สันติภาพ" แห่งจังหวัดชายแดนใต้ น่าจะมีอยู่จริง และค่อยๆใกล้เช้ามา

พล.ท. ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผอ.ศปป. 5 กล่าวว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในพื้นที่ สำหรับเจ้าหน้าที่นั้นมาเป็นผู้ช่วย หรือผู้สนับสนุน แต่สิ่งสำคัญท้องถิ่นต้องมีความร่วมมือซึ่งกันและกัน ตรงนี้คือหัวใจสำคัญที่สุด เมื่อเศรษฐกิจของท้องที่ดีขึ้น ความไม่สงบและการถูกแทรกแซง ก็คงจะลดน้อยลงไป และคิดว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นได้ หากทุกคนร่วมมือร่วมร่วมใจกัน
“ผมเชื่อมั่น สันติสุขนั้น หากประชาชนให้ความร่วมมือ เป็นหูเป็นตา สันติสุขเกิดขึ้นแน่นอน“
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

