ภาคกลางรับมือ11-14ตุลาฯ ฝนจ่อถล่มหนัก เจ้าพระยาปล่อยน้ำเพิ่ม สั่งเฝ้าระวัง5เขตกทม. นายกฯเตือนคิวภาคใต้

ภาคกลางรับมือ11-14ตุลาฯ
ฝนจ่อถล่มหนัก
เจ้าพระยาปล่อยน้ำเพิ่ม
สั่งเฝ้าระวัง5เขตกทม.
นายกฯเตือนคิวภาคใต้
ปภ.สรุป กทม.-31 จังหวัด ยังจมบาดาล เดือดร้อนพุ่ง 3.5 ล้านคน ส่งเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องจักรกลเร่งระบายน้ำ–ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมฟื้นฟูคลี่คลายสถานการณ์ อุตุฯ แจ้งอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก 4-7 ตุลาคม รัฐบาลเตือนภาคกลางรับฝนหนัก 11–14 ตุลาคม เฝ้าระวัง 5 เขต กทม.–พื้นที่ริมเจ้าพระยา ด้าน นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. ต่อเนื่องวันที่ 3 เน้นย้ำทุกหน่วยงาน บูรณาการใช้ข้อมูลชุดเดียวเป็นเอกภาพ สั่งจับตา 4-5 ต.ค.เสี่ยงพายุฝน พร้อมเตรียมมาตรการรอบด้าน “กลาโหม” ผนึก 5 กระทรวง–กทม. เปิด Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม ขณะที ม.รามคำแหง เร่งสำรวจและฟื้นฟูพื้นที่หลังเผชิญน้ำท่วมหนัก คาดมูลค่าความเสียหายสูงกว่า 200 ล้านบาท หนักสุดในรอบ40ปี
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบัน มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 31 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ ยโสธร รวม 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน 3,535,206 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. 2 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นการเร่งระบายน้ำ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ขนย้ายสิ่งของ และสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เร่งสำรวจความเสียหายและจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ.
อุตุฯเตือนฝนตกหนัก4-7ต.ค.
นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 4-7 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 2 (236/2569) โดยมีใจความว่า ในช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. 69 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ตามช่วงเวลาดังนี้
ในวันที่ 4 ต.ค. 69 : บริเวณภาคเหนือตอนบนและด้านตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในช่วงวันที่ 5-6 ต.ค. 69 : บริเวณภาคเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง
ในวันที่ 7 ต.ค. 69 : ด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมทั้งภาคใต้ สำหรับภาคอื่นๆ มีฝนลดลง
ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะทำให้มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
ขอให้ประชาชนระวังอันตราย
ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น บริเวณฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
อนึ่ง ในช่วงวันที่ 8-12 ต.ค. 69 บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
รัฐบาลเตือนฝนหนัก11–14ต.ค.
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมโดยให้จังหวัดที่ยังคงประสบอุทกภัยตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็นให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการและระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับจังหวัดหรือพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลายให้เร่งประเมินความเสียหายอย่างครอบคลุมในทุกด้าน และเร่งดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
นางสาวลลิดา กล่าวว่ากรมอุตุนิยมวิทยาได้ชี้แจงว่า ในวันที่ 5-7 ต.ค. สภาพอากาศจะมีฝนมากขึ้น เริ่มจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือไล่มาทางตะวันตกของประเทศ และอีกช่วงที่สำคัญ คือวันที่ 11-14 ต.ค. จะมีฝนตกหนักหรือตกแช่ในภาคกลางไล่ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมาโดยปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร จากนั้นจะเลื่อนไปทางตอนใต้
ในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยามีน้ำเข้า แม่น้ำปิงลดลงน้ำลดลง แม่น้ำน่านน้ำอยู่ในการควบคุม โดยภาพรวมน้ำขาเข้ามีจำนวนลด ส่วนตรงท้ายเขื่อนมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขอให้ระมัดระวังในส่วนของจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรีและอ่างทองโดยสถานการณ์ใน 3 จังหวัดนี้อยู่ในช่วงทรงตัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันได้รับผลกระทบที่อำเภอเสนา อําเภอผักไห่ และอำเภอบางบาล ในส่วนของจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี สถานการณ์ยังคงที่และยังคงมีผลกระทบในพื้นที่ริมตลิ่ง
กทม.แนวกั้นคันน้ำยังไม่กระทบ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในส่วนของ กทม. ขณะนี้ในแนวคันกันน้ำยังไม่มีผลกระทบ ปัจจุบันน้ำยังอยู่จุดต่ำสุดของคันกันนํ้า ประมาณ 90 เซนติเมตร ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำได้มีการเสริมกระสอบทรายในจุดที่เป็นแนวฟันหลอไว้ และได้ทำสะพานไม้ให้ประชาชนได้สัญจรสะดวกยิ่งขึ้น โดยในส่วนที่เป็นจุดวิกฤติเดิม เช่น พื้นที่คลองจั่น ตอนนี้แห้งแล้ว ในส่วนพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. น้ำลดลงไป 30 เซนติเมตร แต่บางจุดยังลึก บางจุดเริ่มลดระดับลงและสัญจรได้บ้างแล้ว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในส่วนเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูง และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ 1. ถนนพหลโยธิน รอยต่อกทม-พหลโยธิน 54/1 2. ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-ตลองโตนด 3. ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอย 9-25,41-55 4. ถนนหลวงแพ่งตลอดทั้งสาย 5. ถนนฉลองกรุงตลอดทั้งสาย 6. ถนนเจ้าคุณทหาร ตั้งแต่ตัดร่มเกล้า -แยกเจ้าคุณทหาร ส่วนชุมชนที่ยังวิกฤติได้แก่ชุมชนลาดกระบัง ระดับน้ำลดลงแต่ยังพบปัญหาเรื่องของการสัญจร โดยกทม. ได้เร่งสูบน้ำระบายเต็มที่ ส่วนพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง และสายไหม ยังต้องเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพราะน้ำมีแนวโน้มจะสูงขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังมีน้ำท่วมขังในชุมชน แม้ระดับน้ำลดลงจึงต้องเร่งสูบน้ำหรือผลักดันน้ำเพิ่มเติม คาดว่าจะใช้เวลาระบายได้ประมาณ 2 วัน
ประชุม บกปภ.ช.ต่อเนื่องวันที่3
เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เสียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วม
นายกฯ กล่าวช่วงต้นการประชุมว่า วันนี้เราประชุมกันเป็นวันที่ 3 แล้ว ทุกเวลา 08.00 น. เช่นเคย ขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญและมาร่วมประชุม วันนี้เรามีนายเอกนิติ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบภาวะการน้ำท่วมในเขตภาคกลางมาร่วมประชุมด้วย และมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ การประชุมวันนี้เราติดตามความคืบหน้าของการปฏิบัติงานร่วมกันและกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังถือว่าสถานการณ์โดยรวมได้มีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ใช้ข้อมูลชุดเดียวป้องกันสับสน
นายกฯ กล่าวว่า จากการประชุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ตนได้ทราบว่าทุกหน่วยงานได้รับทราบภาพรวมสถานการณ์และได้เร่งดำเนินการตามภารกิจในที่วิกฤตด้วยความเร่งด่วน มีการบูรณาการสนับสนุนและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยในวงกว้างและทั่วถึง รวมทั้งมีการจัดตั้งทีมปฏิบัติการเข้าถึงในทุกพื้นที่เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือในทุกมิติ สิ่งที่ที่ยังอยากจะขอเน้นย้ำคือเราต้องใช้ชุดข้อมูลเพียงหนึ่งชุดเท่านั้น อย่าให้มีข้อมูลหลายชุด เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเกิดความสับสน และพวกเราทั้งหมดจะได้ประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นเอกภาพ ลดความสับสน ลดความกังวล ลดความคลาดเคลื่อน
ขณะเดียวกันขอให้ทุกหน่วยรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ร่วมประชุมทางออนไลน์ด้วยว่าจากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงวันที่ 4-5 ต.ค.จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดพายุฝนเป็นจำนวนมากครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ดังนั้นการจัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ อาหารของยังชีพชีพต่างๆ รวมไปถึงแผนการจัดตั้งศูนย์พักพิงการเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆสำหรับพี่น้องประชาชน การจัดตั้งแผนเผชิญเหตุขอให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เน้นครอบคลุม-เกิดผลสำเร็จสูงสุด
นายกฯ กล่าวอีกว่า วาระสำคัญของการประชุมในวันนี้คือเราจะติดตามผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการ รับทราบสถานการณ์ล่าสุดจากพื้นที่ร่วมกัน ประเมิน ปรับแผนงาน และบูรณาการในการดำเนินงาน ยกระดับประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุมและเกิดผลสำเร็จสูงสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการประชุม และรับฟังข้อสรุปของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ลงไปบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนขอรับฟังความเห็นการร้องขอการสนับสนุนปัญหาและอุปสรรค และสิ่งที่ควรจะเป็นข้อมูลที่พวกเราทุกคนจะสามารถนำมาประกอบในการตัดสินใจ
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าสถานการณ์ต่างๆที่คลี่คลายลงไปเพราะพวกเราทุกคนได้มีความร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการแก้ไขบริหารสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องมีการเตรียมพร้อมเพราะสภาพฝนฟ้าอากาศที่จะเกิดขึ้นในช่วงจากนี้เป็นต้นไปยังไม่อยู่ในสภาวะที่ไว้วางใจได้ ดังนั้นการทำงานในครั้งนี้ขอให้มีการจัดเตรียมความพร้อมด้วยความต่อเนื่องในกรณีที่หากมีเหตุการณ์ที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอื่นๆหรือพื้นที่ใดก็ตามในประเทศ เราจะได้บูรณาการกัน ร่วมแรงกันไปแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้โดยเร็ว
เตือนภาคใต้เริ่มรับฝน5ต.ค.
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุม บกปภ.ช.ว่า เนื่องจากไม่มีฝนมาเติมเป็นจำนวนมากทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. ฝนจะก่อตัวมากขึ้นและหนักในพื้นที่ภาคใต้ ฉะนั้นการประชุมวันนี้ที่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อะไรที่ขาดก็ให้เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาร ยารักษาโรค ศูนย์พักพิง ที่เน้นย้ำว่าศูนย์พักพิงต้องไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่เป็นที่ที่เราขอความร่วมมือให้ประชาชนย้ายออกมาอาศัยเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดใส่ใจเรื่องศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานที่ประชาชนนอนได้ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มเครื่องนอนพร้อม ที่สำคัญที่สุดเรื่องห้องน้ำต้องสะอาด
เมื่อถามว่าที่บอกว่าฝนจะไปภาคใต้หากเทียบกับปีที่ผ่านมาจะมากกว่าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จากการคาดการของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ดูหนักอยู่ ขึ้นสีแดง สีส้ม แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กำชับตั้งแต่ประจวบ-นราฯ
เมื่อถามว่ากรณีฝนในภาคใต้ได้กำชับพื้นที่หาดใหญ่โดยเฉพาะหรือไม่ เพราะปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ นายอนุทิน กล่าวว่า พอดูจากเรดาร์พยากรณ์อากาศก็กำชับตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึง จ.นราธิวาส เพราะความหนาแน่นของฝนจะไปอยู่ในบริเวณนั้นตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และจะหนักขึ้นเรื่อยๆในช่วงวันที่ 10-12 ต.ค. แต่ย้ำว่าอันนี้ คือ การพยากรณ์ในส่วนของภาคกลางและภาคเหนือ ยังไม่เห็นปริมาณฝนมากซึ่งช่วงดังกล่าวประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank2026 เราก็ต้องขอให้เป็นไปตามคาดการณ์เพื่อจะได้ทำกิจกรรมในทุกด้านเพื่อประโยชน์ของประเทศด้วยความราบรื่น
เมื่อถามว่าวันที่1 ต.ค.มีลูกเห็บตกในพื้นที่กทม.มีอะไรน่ากังวลและต้องกำชับหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เตรียมความพร้อม กังวลตลอดเวลา เราถึงได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา มาอัพเดตการคาดการณ์สภาพอากาศโดยเฉพาะเรื่องปริมาณฝน เราถึงต้องเชิญมาทุกวันให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม มันต้องเตรียมความพร้อมไม่ใช่เฉพาะช่วยเหลือประชาชนแต่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการผลักดันน้ำด้วย เราประชุมกันทุกวัน การบูรณาการความร่วมมือทั้งหลาย ผู้รับผิดชอบก็เป็นรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาตามหน่วยงานที่มีอุปกรณ์พร้อม อย่างรมว.กลาโหมก็มีอุปกรณ์ ดูแลเรื่องกองทัพก็มีอุปกรณ์จากกองทัพมาช่วยและเป็นพระเอกในช่วง 1-2 วันนี้ในการใช้เรือผลักดันน้ำซึ่งกองทัพเรือมีอยู่ประมาณ 100 ลำก็กระจายเรือผลักดันน้ำไปช่วยระบายน้ำในหลายจังหวัด
ร่วมมือ-สนับสนุนซึ่งกันและกัน
เมื่อถามถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าห่วงทุกที่ ตรงไหนระบายได้เราเร่งระบายทันที ตอนนี้อุปกรณ์ในการระบายน้ำมีความพร้อมอย่างเต็มที่และความร่วมมือระหว่างกทม.กับรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้เราก็เข้าใจว่ากทม.ทำทุกอย่างเองได้หมด เพราะมีนำนักระบายน้ำและมีกรมกองต่างๆเหมือนเป็นรัฐบาลท้องถิ่น แต่วันนี้เรามาสร้างความเข้าใจกันร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน กทม.ก็ต้องช่วยรัฐบาลช่วยกรมชลประทานด้วย เวลากรมชลประทานระบายน้ำมาหากกทม.บอกไม่ให้เข้าน้ำก็ลงทะเลไม่ได้ ฉนั้นการที่ตนมาประชุมทุกเช้าต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วมประชุมกัน คนที่ทำงานด้วยกันในสถานการณ์นี้มาพบกันทุกเช้าเกิดความร่วมมือและความเข้าใจในภาพเดียวกัน
ขอให้เชื่อแถลงข่าวจากรัฐเท่านั้น
เมื่อถามว่านายกฯได้กำชับอะไรกรมอุตุฯเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะประชาชนบางส่วนไปเชื่อเพจอิสระบางเพจ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าขอให้เชื่อการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเท่านั้น เราไม่สามารถรับผิดชอบข้อมูลของเพจอิสระอื่นๆได้จะให้ไปบอกประชาชนอย่าไปเชื่อก็ไม่ได้ เพราะมันปรากฏขึ้นเวลาเข้าฟีดยิ่งดูบ่อยก็ยิ่งเข้ามาอย่างไรประชาชนก็ต้องอ่านแต่รัฐบาลยึดถือข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น และการสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนขอให้เป็นของมูลจากโฆษกประจำสำนักนายกฯและหน่วยงานราชการซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นทางการ
เมื่อถามว่าพื้นที่กทม.ยังเหลือพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าขอให้ถามผู้ว่ากทม. เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่คลองจั่น ก็ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
ระดมเครื่องสูบเข้าเคหะร่มเกล้า
เวลา 10.10 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทยกล่าวถึงการเร่งระบายน้ำในพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้าว่าเมื่อคืนวันที่ 1ต.ค.ได้มีการระดมเครื่องสูบขนาดใหญ่ 4 ชุดไปติดตั้งในพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้าเรียบร้อยแล้ว โดยต้องดูสถานการณ์น้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ว่าระดับน้ำเป็นอย่างไรอยู่ในจุดที่สามารถพร่องน้ำได้หรือไม่ซึ่งต้องดูในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากแผนจะต้องดึงน้ำจากพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้าไปคลองหนึ่ง ก่อนผลักดันต่อไปยังคลองประเวศบุรีรมย์จากนั้นไปบึงหนองบอนและผ่านอุโมงค์ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ พื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้ามีขนาดใหญ่ หากเดินเครื่องสูบน้ำแล้ว คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2-3 วันเพราะต้องดูน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ว่าลดลงขนาดไหน ส่วนเรื่องความกังวลเรื่องน้ำทะเลหนุนนั้น ช่วงนี้เป็นช่วง 6 ค่ำ น้ำทะเลยังไม่สูงและค่อนข้างนิ่ง
เมื่อถามว่าในอนาคตส่วนกลางจะต้องมีการจัดเครื่องสูบขนาดใหญ่สนับสนุนหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าชาวบ้านใช้มาเป็นเรื่องปกติและนานมากแล้ว
เมื่อถามต่อว่า หากพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้าคลี่คลายแล้ว มีแผนจะระบายน้ำพื้นที่ไหนต่อหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จริงๆยังมีอีกหลายพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่ย่อยไม่ได้เป็นพื้นที่วงกว้างจะไปดูว่ารายละเอียดจะมีการจัดการแบบไหน ในพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้า ระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ประมาณเอวและอยู่บริเวณใต้อก สิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่เคหะชุมชนร่มเกล้าน้ำท่วมขังมาหลายวัน มีขยะ และน้ำจึงเริ่มที่จะเน่า จึงมีการคุยกันว่าให้กทม.เร่งกำจัดขยะ และเราจะเร่งสูบน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาวะ
‘วรศิษฎ์’ชี้ไม่ใช่เวลาเถียงผลงานใคร
เมื่อถามว่า มีกระแสดราม่าว่า การจัดการน้ำท่วมในพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่นเป็นผลงานของนายวรศิษฎ์ไม่ใช่ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม. นายวรศิษฎ์ กล่าวว่าวันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งถกเถียงกันว่าใครทำอะไร ไม่ได้ทำอะไร ผลงานใครแบบไหน ตนเชื่อว่าทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นการหารือร่วมกัน จากแผนเดิม เมื่อคลองสายหลักระดับน้ำเริ่มลดลง จนสามารถสูบน้ำลงได้ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีหารือกับผู้ว่ากทม.สั่งการว่าจะต้องเอาเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง ณ วันนั้นให้ได้ และให้เริ่มสูบ ตนก็แค่ลงไปไปดูหน้างาน เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ลงไปช่วยดำเนินการ ซึ่งทุกฝ่ายก็ช่วยกัน คณะรัฐมนตรีก็ช่วย กลาโหมก็ช่วย ปภ.ก็ช่วย ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องมาถกเถียงกัน
ผบ.ทบ.กำชับหน่วยเฝ้าระวัง
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก(ศบภ.ทบ.) ในการติดตามสถานการณ์อุทกภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชน ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม (ศบภ.กห.) ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
โดยปัจจุบัน กองทัพบก ได้จัดลำดับการให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นเร่งด่วนใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การช่วยเหลือขั้นพื้นฐานและบรรเทาทุกข์เร่งด่วน: การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่เสี่ยงด้วยยานพาหนะทางทหารดัดแปลง, การใช้เรือท้องแบนแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพโดยกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน, การดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น, การสนับสนุนส่วนราชการและภาคเอกชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ตลอดจนการกรอกและวางแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม 2.การเสริมกำลังทหารช่างเข้าช่วยส่วนรวม: การใช้ศักยภาพของหน่วยทหารช่างเข้าช่วยเหลือ ในงานที่เกินขีดความสามารถของหน่วยปกติ อาทิ การใช้รถสะพานหนุนมั่น MFB (Modular Fast Bridge) หรือสะพานชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนสัญจรได้ และการปฏิบัติงานช่างเพื่อเปิดทางระบายน้ำ 3.การสนับสนุนยุทโธปกรณ์พิเศษ: การเตรียมความพร้อมของอากาศยานสำหรับส่งกลับสายแพทย์ฉุกเฉิน และการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตรวจการณ์ประเมินสถานการณ์น้ำ รวมถึงลำเลียงสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ตัดขาด
ผนึกกำลังเปิด Traffy Fondue
กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรุงเทพมหานคร เปิดตัวระบบ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม” เป็นช่องทางกลางเชื่อมโยงความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนไปยังหน่วยงานที่มีศักยภาพให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับปัญหา พร้อมติดตามการดำเนินงานจนจบภารกิจ รองรับทั้งการช่วยเหลือระหว่างสถานการณ์น้ำท่วมและการซ่อมแซมฟื้นฟูภายหลังน้ำลด
การเปิดตัวจัดขึ้นที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนโยธี โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมแถลงข่าวและนำเสนอแนวทางบูรณาการความช่วยเหลือประชาชน ตั้งแต่การรับมือสถานการณ์ปัจจุบันไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของระบบ “Traffy Fondue ซ่อม สร้าง สู้ น้ำท่วม” คือแนวคิด “ประชาชนแจ้งปัญหาแล้ว ต้องมีหน่วยงานรับช่วงต่อและติดตามจนจบงาน” โดยประชาชนสามารถแจ้งความต้องการ ระบุรายละเอียด แนบภาพและตำแหน่งพื้นที่ผ่านระบบ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามประเภทปัญหา เพื่อรับเรื่อง ประสานการปฏิบัติ ดำเนินการ และติดตามสถานะจนเสร็จสิ้นภารกิจ ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นภาพรวมความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และจำแนกปัญหาให้ตรงกับศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน ทั้งการซ่อมแซมบ้านและอาคาร การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน การตรวจสอบและซ่อมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ รวมถึงความต้องการด้านสาธารณสุข อาหารและเครื่องดื่ม การทำความสะอาดพื้นที่ ศูนย์พักพิง และความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดกำลัง เครื่องมือ และทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เป้าหมายสำคัญคือ เมื่อน้ำลด ความช่วยเหลือต้องพร้อมเดินหน้าต่อทันที เพื่อให้ประชาชนซ่อมบ้าน ซ่อมอุปกรณ์ กลับไปประกอบอาชีพ และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด
กทม.เร่งระบายน้ำเตรียมรับฝน
ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าช่วงวันที่ 5 - 8 ต.ค.นี้ กรุงเทพมหานครยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ โดยลักษณะฝนจะเป็นฝนตกเป็นช่วง ไม่ใช่ฝนตกแช่ ช่วงนี้ต้องเร่งสูบน้ำออก หากถึงช่วงดังกล่าว การระบายน้ำในคลองสายหลักต่าง ๆ น่าจะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
สำหรับสถานการณ์น้ำในคลองสายหลัก ภาพรวมดีขึ้น โดยเฉพาะคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว และคลองแสนแสบ เหลือคลองประเวศบุรีรมย์ที่ยังต้องเร่งระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่คลองลาดพร้าว เมื่อวานที่ผ่านมาระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจาก กทม.ได้เพิ่มการระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีการระบายน้ำผ่านคลองสองหรือคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบคลองในพื้นที่ตอนบน ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ประสานและปรับการเปิดทางน้ำเพิ่มเติม เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำจากพื้นที่ปทุมธานี โดยได้เพิ่มระดับการเปิดทางน้ำจากเดิมประมาณ 10 เซนติเมตร เป็น 20 เซนติเมตร
นายชัชชาติ กล่าวถึงการบริหารจัดการในระยะนี้ยังคงเน้นการพร่องน้ำในระบบให้มากที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนที่จะตกลงมาในช่วงวันที่ 5 - 8 ต.ค.69 โดยเชื่อว่าหากสามารถลดปริมาณน้ำในคลองและพื้นที่ต่าง ๆ ได้เพียงพอ จะช่วยลดผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้ไม่มีทางอื่น นอกจากเร่งสูบและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
ม.รามหนัก-35อาคารจม
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายหลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหนักมาตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา โดยบางจุดมีระดับน้ำสูงเกือบ 2 เมตร และมีน้ำท่วมขังต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม รวมกว่า 6วัน ล่าสุด ระดับน้ำภายในมหาวิทยาลัยลดลงจนเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เจ้าหน้าที่และบุคลากรจึงเร่งเข้าทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมสำรวจความเสียหายของอาคาร อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้โดยเร็ว ตลอดช่วงที่เกิดน้ำท่วม มหาวิทยาลัยหลีกเลี่ยงการสูบน้ำออกไปยังถนนและชุมชนโดยรอบ เนื่องจากไม่ต้องการเพิ่มผลกระทบและความเดือดร้อนให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน สภาพพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมีลักษณะต่ำกว่าถนนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่เป็นไปได้ยากและต้องใช้เวลาหลายวันกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
จากการสำรวจเบื้องต้น มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีอาคารทั้งหมด 65 อาคาร พบว่ามากกว่าครึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งอาคารเรียน หน่วยงานสนับสนุนการศึกษา และพื้นที่ให้บริการนักศึกษา หลังระดับน้ำลด มหาวิทยาลัยคาดว่าการทำความสะอาดพื้นที่จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ขณะที่การฟื้นฟูและซ่อมแซมความเสียหายบางส่วนอาจใช้เวลานานกว่านั้น โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า ตู้ควบคุมระบบ รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างละเอียดก่อนกลับมาใช้งาน
ความเสียหายรวมสูงถึง200ล.
ผศ.วุฒิศักดิ์ ระบุว่า ความเสียหายอาจสูงถึง 200 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น เนื่องจากขณะประเมินครั้งแรกยังมีทรัพย์สินจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำและไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ทั้งหมดมูลค่าความเสียหายมีแนวโน้มสูงกว่าตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากยังมีทรัพย์สิน อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภคอีกหลายส่วนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จึงต้องรอให้แต่ละหน่วยงานสำรวจและรวบรวมรายละเอียดก่อนสรุปมูลค่าความเสียหายทั้งหมดอีกครั้ง
รุนแรงหนักสุดในรอบกว่า40ปี สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงนับเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องเผชิญในรอบกว่า 4 ทศวรรษ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากระดับน้ำ ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารและระบบสาธารณูปโภคภายในมหาวิทยาลัย ยืนยันมหาวิทยาลัยจะสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 โดยสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรต่างๆ ส่วนการสอบปลายภาค ซึ่งมีกำหนด วันที่ 14–28ตุลาคม2569 ยังคงดำเนินการได้ตามกำหนดเดิม โดยมหาวิทยาลัยได้เตรียมพื้นที่และแผนรองรับไว้แล้ว เพื่อให้การสอบของนักศึกษาสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องเลื่อนออกไป
ชัยนาทต้านไม่อยู่ กระสอบทรายพัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา ยังไหลหลากท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำในพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อย่างต่อเนื่อง หลังจากเขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ เป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยระดับน้ำท้ายเขื่อน สูงขึ้นกว่า 47 เซนติเมตร ทำให้กระสอบทรายที่หมู่ 5 ต.โพนางคำตก แถบวัดโคกจันทร์ และหมู่ 5 ต.โพนางคำออก บริเวณวัดมะปราง ไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำ จนพังทลายลงมา ส่งผลให้น้ำทะลักท่วมบ้านเรือน วัด โรงเรียน ขยายวงกว้าง บางจุดท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร และอพยพออกนอกพื้นที่ไปอยู่บนถนน
ส่วนบริเวณถนนคลองมหาราช หรือทางหลวงชนบท 3018 ชาวบ้านกว่า 100 ครอบครัว หนีน้ำมาอาศัยกางเต็นท์พักพิงชั่วคราว รวมทั้งนำสิ่งของจำเป็น สัตว์เลี้ยง ยานพาหนะ มาด้วย ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 8-23 จนเหลือช่องทางจราจรเพียงช่องทางเดียว การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งทางเทศบาลฯ ได้นำถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่ ไปตั้งตามจุดต่างๆ และคอยเติมน้ำสะอาด รวมทั้งเตรียมสร้างห้องสุขา และต่อกระแสไฟฟ้า ให้ประชาชนผู้ประสบภัยได้ใช้งาน
ทั้งนี้ อ.สรรพยา มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมแล้ว 5 ตำบล ประกอบด้วย ต.ตลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก ต.บางหลวง และ ต.โพนางดำตก มีประชาชนได้รับความเดือนร้อนกว่า 1,000 ครัวเรือน
อ่างทองระดับน้ำเจ้าพระยาปริ่ม
ที่ จ.อ่างทอง วันเดียวกัน ระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 20-30 เซนติเมตร ซึ่งบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำเจ้าพระยา อยู่ที่ 8.93 เมตร ขณะที่จุดวิกฤติอยู่ที่ระดับ 8 เมตร และระดับตลิ่งที่มีเขื่อนกั้นน้ำ อยู่ที่ประมาณ 10 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดดังกล่าวประมาณ 2,393 ลบ.ม.ต่อวินาที
สำหรับบริเวณวัดต้นสน ต.ตลาดหลวง อ.เมือง จ.อ่างทอง มวลน้ำได้ลอดใต้เขื่อน ผุดเข้าบริเวณข้างบ่อเต่าภายในวัด ส่งผลให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่โดยรอบสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร เกือบเต็มพื้นที่วัด จึงมีการเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง แต่ก็ไม่ทันกับปริมาณน้ำ พระสงฆ์ เณร และแม่ชี จึงต้องช่วยกันลุยน้ำ เก็บข้าวของเครื่องใช้ขึ้นที่สูง ป้องกันความเสียหาย เบื้องต้นเทศบาลเมืองอ่างทอง เตรียมเข้าช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขยายวงกว้าง พร้อมกับเร่งสูบน้ำออกจากวัดแล้ว
น้ำซัดแนวต้านคลองโผงเผงพัง
อีกด้าน ในพื้นที่หมู่ 5 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กระแสน้ำในคลองโผงเผง ได้พัดพากระสอบทรายที่วางเป็นคันกั้นน้ำบริเวณประตูน้ำติดคลองดังกล่าว ได้พังทลายเสียหาย ทำให้น้ำไหลท่วมพื้นที่หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างเร่งขนของขึ้นที่สูง ส่วนบ้านชั้นเดียว ก็ต้องเร่งของย้ายข้าวของไปไว้บนถนน ซึ่งทาง อบต.โผงเผง ได้ตั้งเต็นท์เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบแล้ว
นายสถาพร ฉัตรชัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 เปิดเผยว่า น้ำในคลองโผงเผง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระสอบทราย ที่เป็นคันล้อมบริเวณประตูน้ำริมคลองโผงเผง พังทลายลง ทำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ กระทบกับบ้านเรือน 98 หลัง นอกจากนี้ยังกระทบกับพื้นที่การเกษตร รวมถึงผู้เลี้ยงกบ ที่หลุดไปกับกระแสน้ำหลายพันตัว บางส่วนก็ตาย สำหรับเหตุกระสอบทรายแนวกั้นพัง เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการซ้ำรอยอีกหน ทำให้ระดับน้ำท่วมในพื้นที่สูงกว่า 2 เมตร
ส่วนบริเวณเชิงสะพานป่าโมก มีการวางกระสอบทรายบริเวณคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และวางคันดินบริเวณริมถนน เพื่อเป็นการป้องกัน น้ำไหลทะลักเข้าพื้นที่ตลาด และชุมชน สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำสูง 9.00 เมตร จุดวิกฤตอยู่ที่ 8 เมตร จากระดับตลิ่งที่มีเขื่อนกั้นน้ำ 10 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,425 ลบ.ม./วินาที
อยุธยาน้ำเอ่อล้นพื้นที่บางปะอิน
ส่วนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ภายหลังเขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ประกอบกับมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ที่ไหลมาสมทบบริเวณแยกหน้าวัดพนัญเชิงวรวิหาร ส่งผลให้พื้นที่ อ.บางปะอิน ระดับน้ำเพิ่มสูงและเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำ โดยที่ชุมชนเกาะลอย หมู่ 12 ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน ซึ่งเป็นชุมชนเกาะกลางแม่น้ำ มีบ้านเรือนกว่า 100 หลัง ถูกน้ำท่วมเฉลี่ย 1 เมตร ทั่วพื้นที่ ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออก นอกจากนี้เทศบาลตำบลปราสาททอง ทำท่าเทียบเรือ และนำเรือมาให้บริการ ส่วนรถยนต์และจักรยานยนต์ ต้องจอดไว้ริมถนนทางหลวงหมายเลข 3477 สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.บางปะอิน ขณะนี้ได้รับผลกระทบแล้ว 14 ตำบล 116 หมู่บ้าน รวม 7,778 ครัวเรือน
อุทัยธานีเร่งสูบน้ำป้องกันพื้นที่
ที่ จ.อุทัยธานี สถานการณ์น้ำท่วมใน ต.สะแกกรัง อ.เมือง ได้ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนประมาณ 500 หลังคาเรือน ครอบคลุม 7 หมู่บ้านริมแม่น้ำสะแกกรัง ทางเทศบาลเมืองอุทัยธานี ต้องเร่งสูบน้ำออกทางฝั่งวัดพิชัยปุรณาราม ป้องกันน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง
นายเพลินเพชร หมั่นมาก นายก อบต.สะแกกรัง กล่าวว่า น้ำมาเร็วมาก จึงรีบลงพื้นที่แจ้งประชาชนให้ขนย้ายทรัพย์สิน พร้อมนำรถของ อบต.และรถอีแต๋น คอยรับส่งประชาชน และขนย้ายสิ่งของต่างๆ หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งเข้ามาได้ทันที เพื่อเจ้าหน้าที่จะระดมกำลังเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว
สิงห์บุรีน้ำรอดแนวกั้นเข้าท่วม
ขณะที่ จ.สิงห์บุรี ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างแนวป้องกันน้ำบริเวณหมู่ 1 ต.ทับยา อ.อินทร์บุรี ได้รับผลกระทบ โดยแรงดันน้ำได้ทำให้น้ำลอดแนวตะเข็บป้องกันทะลักท่วมบ้านเรือน และพื้นที่การเกษตร ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากรอยเชื่อมผนังที่เป็นคอนกรีต ประสานกันไม่สนิท จนน้ำลอดผ่านมาได้
นายเชนทร์ คนชาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.ทับยา ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านกลุ่มไลน์ชุมชน เพื่อให้ลูกบ้านเร่งขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูง พร้อมระบุว่า น้ำที่ทะลักเข้ามากำลังท่วมหมู่บ้านบางพระนอน ที่มีบ้านเรือนกว่า 300 หลัง จึงประสานทาง อบจ.สิงห์บุรี และเทศบาลในพื้นที่ นำเครื่องสูบน้ำเข้าติดตั้งและเร่งสูบระบายน้ำออก เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ดังกล่าว ส่วนทางโยธาธิการฯ จังหวัด ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัด เตรียมดำเนินการซ่อมแซมรอยต่อแผ่นซีเมนต์กั้นน้ำ ที่เสียหาย เพื่อป้องกันน้ำ ไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้
อ.บางคนที-อัมพวาน้ำเพิ่มสูง
วันเดียวกัน ที่ จ.สมุทรสงคราม สถานการณ์น้ำยังต้องติดตามใกล้ชิด แม้จะไม่มีฝนตกมาเติมน้ำ แต่มวลน้ำจากแม่น้ำแม่กลอง ได้ไหลเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจากเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ระบายน้ำลงท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ อ.บางคนที และ อ.อัมพวา ซึ่งนอกจากบ้านเรือนแล้ว ยังท่วมเรือกสวน ไร่นา สวนส้มโอ ลิ้นจี่ และมะพร้าว จนได้รับความเสียหาย
ขณะที่บริเวณประตูน้ำบางนกแขวก จุดกั้นระหว่างคลองดำเนินสะดวกกับแม่น้ำแม่กลอง พบว่าระดับน้ำยังคงสูง โดยน้ำสูงเกือบถึงทางเดินด้านบนประตูระบายน้ำ เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ยังคงติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์ศูนย์พักพิงชั่วคราว ก่อนหน้านี้วัดหลายแห่งในพื้นที่ ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าพักอาศัย รวมทั้งเป็นจุดจอดรถ แต่ขณะนี้ลานวัดหลายแห่ง ถูกน้ำท่วมเกือบเต็มพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถรองรับประชาชนและรถที่จะนำมาจอดได้เหมือนเดิม
สำหรับพื้นที่ อ.เมือง และตลาดแม่กลอง ซึ่งอยู่ใกล้ปากอ่าวแม่กลอง ได้รับผลกระทบจากน้ำเล็กน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง
ปราจีนบุรีน้ำท่วมทางหลวง
ที่ จ.ปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.กบินทร์บุรี ว่าแม้ระดับน้ำหลายจุดเริ่มลดลง แต่ยังมีพื้นที่น้ำท่วมสูง โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 304 บริเวณบ้านนางเลง หลัก กม.ที่ 161 ซึ่งน้ำท่วมเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ส่งผลให้รถเล็ก ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ซึ่งทางตำรวจทางหลวง ตำรวจ สภ.กบินทร์บุรี และกู้ภัย ได้ประเมินสถานการณ์ ก่อนจะเปิดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ ผ่านจุดที่น้ำท่วมได้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้มีจุดเสี่ยง 2 แห่ง คือบริเวณคอสะพานบ้านนางเลง และบริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.ถึงหน้าโฮมเมด ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำลึก
ส่วนพื้นที่ อ.ประจันตคาม อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ อ.บ้านสร้าง และ อ.เมือง เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ยังคงรับมวลน้ำ ที่ไหลหลากลงมาจาก อ.กบินทร์บุรี ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

