รวบขบวนการเย้ยก.ม. ทิ้งขยะพิษ ขนเทบ่อขยะสระแก้ว

รวบขบวนการเย้ยก.ม.
ทิ้งขยะพิษ
ขนเทบ่อขยะสระแก้ว
คนขับ18ล้อสารภาพ
รับจากโกดังต่างชาติ
อุตุเตือนมรสุมถล่มใต้
ขบวนการลักลอบขนขยะอุตสาหกรรมพิษท้าทายอำนาจรัฐเมินคำสั่งห้ามแอบนำกากสายไฟ-เศษพลาสติก เททิ้งบ่อดินลูกรังเก่า จ.สระแก้ว พบปริมาณเพิ่มอีกเกือบ 100 ตัน ฝ่ายปกครองจังหวัดสระแก้ว ร่วมมือตำรวจ-อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมตามจับรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกขยะพิษแอบทิ้งบ่อขยะ คนขับรับสารภาพ รับจ้างขนมาจากโกดังชาวต่างชาติ ในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ส่งปลายทางตามที่โทรศัพท์ปริศนาโทร.มาแจ้งพิกัด ด้านกรมชลประทาน เฝ้าระวังพื้นที่เขตเมืองและเศรษฐกิจสำคัญใน 10 จังหวัดภาคใต้ อย่างใกล้ชิด ปภ.สรุปสถานการณ์น้ำท่วมใน 16 จังหวัด-กทม. กระทบ 375,726 ครัวเรือน 1,131,401 คน ขณะที่กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือนมรสุมจ่อถล่ม 7 จังหวัดภาคใต้ฝั่งตะวันออก เตรียมรับมือน้ำท่วม ลมกระโชกแรง
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ท้าทายกฎหมายในพื้นที่ จ.สระแก้ว หลังพบการลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมอันตรายข้ามจังหวัด เข้ามาทิ้งเพิ่มเติมภายในบ่อขยะเก่า พื้นที่บ้านใหม่ไพรวัลย์ หมู่ 7 ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว อีกจำนวนเกือบ 100 ตัน ทั้งที่จุดดังกล่าวอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีและมีคำสั่งห้ามดำเนินการในพื้นที่
พบขยะพิษชุดใหม่หลายกอง
นายกฤษฎา สิงนิยม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านใหม่ไพรวัลย์ เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ลูกบ้านที่เข้าไปทำสวนใกล้ๆ บ่อขยะได้แจ้งว่า พบกองขยะพิษชุดใหม่ถูกนำมาแอบเททิ้งอีกหลายกอง เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า เป็นขยะอุตสาหกรรมลักษณะเดียวกับที่เคยลักลอบทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย เศษสายไฟ และแผ่นพลาสติกหลากหลายชนิด น้ำหนักรวมเกือบ 100 ตัน
โดยพบร่องรอยการใช้รถไถคอยเกลี่ยเศษสายไฟบดย่อยลงไปก้นบ่อ ซึ่งขณะนี้ก้นบ่อมีน้ำท่วมขังและมีเศษขยะลอยเกลื่อน ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความหวาดวิตกอย่างหนักว่า สารพิษจะซึมลงสู่น้ำใต้ดินและกระทบต่อแหล่งน้ำใช้อุปโภคบริโภค
วงจรปิดพบภาพรถบรรทุก2คัน
อย่างไรก็ตามได้พบหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ สามารถบันทึกภาพรถบรรทุกต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขณะวิ่งออกมาจากทาง ต.สระขวัญ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (22 ต.ค.) ในลักษณะรถเปล่า คาดว่าเพิ่งเทขยะพิษลงบ่อเสร็จสิ้นแล้วจึงวิ่งกลับออกไปตามเส้นทางเดิม
โดยแหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ขยะพิษเหล่านี้ถูกลำเลียงมาจากฝั่ง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 359 เมื่อถึงสี่แยกบ้านน้ำซับ ได้เลี้ยวขวาผ่านบ้านคลองคันฉอ ต.สระขวัญ แล้วทะลุไปยังบ้านน้อย หมู่ 14 ต.หนองหว้า อ.เขาฉกรรจ์ ก่อนเลี้ยวกลับเข้ามาเททิ้งที่บ้านใหม่ไพรวัลย์ หมู่ 7 ต.สระขวัญ เพื่อหลบเลี่ยงการดักตรวจของเจ้าหน้าที่
ขยะปนเปื้อนโลหะหนักอันตราย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บ่อขยะดังกล่าวเป็นบ่อดินลูกรังเก่าเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนบุคคล ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระแก้ว ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างขยะ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้าน ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์จากศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ยืนยันชัดเจนว่า ขยะพิษชุดนี้มีการปนเปื้อนโลหะหนักอันตราย ได้แก่ แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ซีลีเนียม จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 และยังมีปริมาณทองแดงเกินค่ามาตรฐาน กระทั่งต่อมา ทางอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดิน ในข้อหา “ครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ล่าสุด เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว (ทสจ.) ได้เร่งลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเศษสายไฟบดย่อยชุดใหม่ ส่งตรวจพิสูจน์ที่ จ.ชลบุรี เพื่อใช้เป็นหลักฐานเร่งติดตามตัวขบวนการขยะพิษรายนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ตามจับรถพ่วง18ล้อขนขยะพิษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุรินทร์ ล่วงเขต ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นายสมบัติ แซ่อึ้ง กำนันตำบลสระขวัญ ตลอดจนผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระแก้ว เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ร่วมกันวางแผนเข้าตรวจยึดรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ แอบลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งในพื้นที่ ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว
การตรวจยึดดังกล่าว สืบเนื่องจาก นายสมบัติ ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่า พบรถพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 84-3260 พระนครศรีอยุธยา ท้ายพ่วงทะเบียน 83-7425 พระนครศรีอยุธยา บรรทุกขยะสงสัยว่าจะเป็นขยะพิษ เข้ามาวนเวียนในพื้นที่หมู่ 7 ต.สระขวัญ คาดว่าจะนำมาแอบทิ้งในบ่อขยะ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังออกแกะรอยสะกดรอยตาม จนกระทั่งพบรถคันดังกล่าวจอดซุ่มรอเวลาอยู่ในปั๊มน้ำมันใกล้เคียง
กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. รถบรรทุกคันดังกล่าวได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากปั๊ม มุ่งหน้าไปยังบริเวณบ่อขยะเก่า หมู่ 21 ต.สระขวัญ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นทันที พบ นายสุรเจตน์ (สงวนนามสกุล) แสดงตัวเป็นคนขับ พร้อมชายอีก 2 คน ในบริเวณใกล้เคียง ตรวจสอบท้ายรถพบขยะประเภท “สายไฟบด” บรรทุกมาเต็มคัน รวมน้ำหนักรถและสิ่งของหนักกว่า 46 ตัน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดรถบรรทุกของกลาง
คนขับให้การรับสารภาพ
จากการสอบสวน นายสุรเจตน์ ให้การรับสารภาพว่า ตนมีอาชีพขับรถรับจ้าง ก่อนเกิดเหตุได้รับการติดต่อจากเพื่อนขับรถสิบล้อชื่อ “นายหนุ่ม” ได้ส่งพิกัดหมุดให้ไปรับสินค้าที่โกดังแห่งหนึ่งใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อไปถึงมีชายลักษณะคล้ายชาวต่างชาติ ชี้จุดให้รถตักขยะสายไฟบดขึ้นรถ จากนั้นนายหนุ่มได้ส่งหมุดจุดทิ้งขยะใน จ.สระแก้ว มาให้ ตนจึงขับรถมารอเวลา จนกระทั่งมีสายโทรศัพท์ปริศนาโทร.มาแจ้งพิกัดและสั่งให้ขับรถเข้าบ่อขยะดังกล่าว ก่อนจะมาถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจล้อมจับกุมได้เสียก่อน
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินและเอกสารทั้งหมด พร้อมนำตัวคนขับและผู้เกี่ยวข้อง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลหาตัวการใหญ่ต่อไป
กรมชลเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญจว.ใต้
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยหลังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 10 ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 24-26 ตุลาคมนี้ ว่า ในส่วนของกรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามพื้นที่เขตเมืองหลักและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด อาทิ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดยะลา เป็นต้น โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวัง โดยดำเนินการติดตั้งสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำในจุดเสี่ยงทุกจุดแล้ว พร้อมทั้งได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเก็บสิ่งกีดขวางทางน้ำออกจากระบบเพื่อป้องผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำแล้ว
มั่นใจหาดใหญ่เอาอยู่
สำหรับความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำและปรับปรุงโครงสร้างด้านชลประทานในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้รับงบประมาณจสกรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการฟื้นฟูนั้น อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ในขณะนี้งานปรับปรุงพื้นผิวลาดยางจะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ในด้านการปรับปรุงซ่อมแซมและขุดลอกได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยมีศักยภาพรองรับอัตราการระบายน้ำได้สูงสุดถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าเพียงพอรองรับปริมาณฝนที่จะตกเพิ่ม และมวลน้ำที่ไหลบ่ามาจากพื้นที่ตอนบนได้
ปภ.สรุปน้ำท่วม16 จว.-กทม.
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 16 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสงคราม รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 60 อำเภอ 432 ตำบล 2,988 หมู่บ้าน 375,726 ครัวเรือน 1,131,401 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. 23 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอธิบดี ปภ. ได้กำชับสำนักงาน ปภ. จังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต ในพื้นที่ประสบภัยให้ความช่วยเหลือประชาชน พื้นที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ และดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
อุตุฯเตือนมรสุมจ่อถล่ม7จว.ใต้
ประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกฉบับที่ 2 (22/2569)เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีผลกระทบช่วงวันที่ 24-28 ต.ค.2569 ในช่วงวันที่ 24-28 ต.ค.2569 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เนื่องจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้
ขอให้ประชาชนระวังอันตรายที่เกิดจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและปริมาณฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำ
คลื่นลมบริเวณอ่าวไทย บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

