ศาลฯสั่งกรมประมง กำจัดปลาหมอคางดำ

ศาลฯสั่งกรมประมง
กำจัดปลาหมอคางดำ
ศาลปกครองกลางชี้ละเลยหน้าที่! สั่งกรมประมงเร่งควบคุม-ยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามหน้าที่ที่ก.ม.กำหนด อีกทั้ง ให้รมว.มหาดไทยสั่งผู้ว่าฯสมุทรสาครประกาศ 3 อำเภอสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เปิดทางจ่ายเงินเยียวยา
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 หมายเลขแดงที่ ส. 9/2569ระหว่างนายณัฐพร หลักแหลม ที่ 1 กับพวกรวม 54 คนผู้ฟ้องคดี ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยพิพากษาให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามใบอนุญาต ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยอธิบดีกรมประมง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เคยควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัย กรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวเลยว่าดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตาม ที่พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เวลานั้นกำหนด ต่อมาเกิดปัญหาแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำช่วงปี 2555-2559 แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดมาตรการแก้ปัญหาแพร่ระบาด ทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำพ.ศ.2567-2570 และดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาการระบาดมาตลอด ทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมของปลาหมอคางดำตามกลุ่มแหล่งน้ำมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มแหล่งน้ำ แต่ถือเป็นความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น
ตราบใดที่มาตรการตามแผนแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 ยังไม่ได้นำมาใช้ครบถ้วนและปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำยังไม่หมดไปหรืออยู่ในสถานการณ์ที่สมดุลของระบบนิเวศ ต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมีหน้าที่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามอำนาจหน้าที่ตามที่พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อไป
ส่วนกรณีการประกาศให้พื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 รายนั้นเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทราบหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามหนังสือตอบข้อหารือของอธิบดีกรมบัญชีกลาง และมีหนังสือขอความร่วมมือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วแต่ไม่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามออกประกาศให้จ.สมุทรสงครามพื้นที่อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 และประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด จึงเป็นการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
สำหรับกรณีผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 18 พิจารณาเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐอันเกิดจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้นเห็นว่า การพิจารณาดำเนินการดังกล่าว มิได้มีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 จึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงพิพากษา ดังนี้
1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กรมประมง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่แพร่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
2.ให้รมว.มหาดไทยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 สั่งการให้ผู้ว่าฯสมุทรสงครามออกประกาศให้จ.สมุทรสงครามพื้นที่อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้มีกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง
นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนคดีปกครอง ของสภาทนายความเผยว่า ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงส่วนหลักคือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมงปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ดำเนินการหลังมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ ศาลบอกให้รมว.มหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาดคือ จ.สมุทรสงครามประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อเร่งช่วยเหลือเยียวยา ต้องขอบคุณศาลที่มีคำพิพากษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120หน้า ส่วนที่คำพิพากษาระบุเฉพาะจ.สมุทรสงคราม คณะทำงานต้องไปหารือเพื่อเดินต่อ มองว่าคดีระดับนี้น่าจะอุทธรณ์ ประเด็นจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะศาลบอกเบื้องต้นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน เป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิ์ฟ้องปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้”
ด้านนายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนคำฟ้องคดีแพ่งฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายน ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่คู่ความยื่นอุทธรณ์ จึงนัดฟังคำสั่งวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรหลายพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน
นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชาชนระบุว่าพอใจคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง เดินหน้าแก้ปัญหาแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจ.สมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษา ไม่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ มองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

