ลุกฮือต้านโรงงานขยะ ปราจีนเดือด ผวาพิษ-จี้สั่งปิดถาวร ชี้น้ำเน่าสีดำ/ปลาตาย กรมอุตุฯเตือนทั่วไทย ฝนหนัก19-25ตุลาคม

กรมอุตุฯเตือนทั่วไทย มีฝนหนัก 19-25 ตุลาคมนี้ ระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก ด้าน ปภ.สรุปยังมีน้ำท่วม 21 จังหวัด “ศุภณัฐ” ซัดรัฐบาลปมงบเยียวยาไม่พอต้องขอเพิ่มหมื่นล้าน ส่วนรัฐบาล แจง 3 แนวทางเยียวยา ยันทั่วถึงทุกราย ด้านชาวบ้านระยอง ค้านโรงงานทิ้งกากสารพิษ กระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนชาวปราจีนบุรี ต้านโรงงานรีไซเคิลขยะ หวั่นปัญหามลพิษ กระทบสัตว์น้ำ-พื้นที่ทำการเกษตร
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่า ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทย และอ่าวไทยตอนบน ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง
ทะเลอันดามันคลื่นลมแรง
สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทย บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
ทั่วไทยฝนหนัก19-25ต.ค.
อนึ่ง ช่วงวันที่ 19-20 ตุลาคม 2569 ภาคใต้และภาคตะวันออก จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนช่วงวันที่ 21-25 ตุลาคม 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
ปภ.เผยยังมีน้ำท่วม21จังหวัด
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลจากภาคเหนือ สมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยใน 21 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี และกระบี่ รวมถึง กทม.รวม 88 อำเภอ 713 ตำบล 5,424 หมู่บ้าน 715,756 ครัวเรือน 2,181,829 คน
กทม.กระทบ3เขตดับแล้ว4
สำหรับกทม.3 เขต ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก และเขตมีนบุรี รวม 16 แขวง ประชาชนได้รับผลกระทบ 210,648 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย ระดับน้ำลดลง โดย ปภ.ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอธิบดี ปภ.ได้กำชับสำนักงาน ปภ.จังหวัด ศูนย์ ปภ.เขตพื้นที่ประสบภัยให้ความช่วยเหลือประชาชน ส่วนพื้นที่ซึ่งสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ และดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
ศุภณัฐซัดรบ.ปมงบฯไม่พอ
ขณะที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมีใจความว่าปภ.ออกมายอมรับว่า เงินหมดแล้วจริง และต้องรีบนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติวงเงินเพิ่มอีก 1หมื่นล้านบาท นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ควรต้องรู้ว่า 1.วงเงินเยียวยา ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และรมว.มหาดไทย บอกว่าเพียงพอ จริงๆแล้ว ไม่เพียงพอจากจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ กับงบฯ ที่อนุมัติมา ถือว่ารัฐบาลพลาดเป้าไปหลายเท่า 2.ที่ง่ายกว่าการประเมินความเสียหาย แต่รัฐบาลไม่ทำ คือการคาดการณ์ว่าเงินที่อนุมัติไว้จะจ่ายหมดเมื่อไร และทำการอนุมัติเงินล่วงหน้าเพื่อให้การอนุมัติไม่สะดุด แต่กลายว่าการประชุมครม.วันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่นามาและ 14 ตุลาคม ตัวนายภราดร และรมต.ทั้งหลาย ไม่รู้นั่งประชุมทำอะไรกันทำไมไม่เร่งเอาวาระ อนุมัติขยายกรอบวงเงินน้ำท่วมล่วงหน้าเข้าที่ประชุม เพื่อให้พอจ่ายแบบไม่สะดุดทำให้ประชาชนเป็นแสนๆคน ต้องรอการโอนเงิน
เผยประสานตั้งศูนย์พักพิง
“อยากบอกนายภราดรว่าพวกผมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ตอนนั้นภาครัฐของนายภราดร อยู่ไหนหรือครับผมประสานจนตั้งศูนย์พักพิงที่แรกในกทม.สำเร็จ และสส.สก.เราสานต่ออีกเป็น 10 แห่งทั่วกทม.ผมและทีมส่งข้าว ส่งน้ำ เป็นหมื่นชุดประสานรับส่งคนเป็นร้อยชีวิต”
นายภราดร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีหน้าที่กำกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ดูเรื่องแอปฯ ทางรัฐ โดยตรง แต่จนถึงตอนนี้นายภราดรยังไม่รู้เรื่องว่าระบบหลังบ้านของแอปทางรัฐ มีปัญหา เพราะระบบแนบบ้านน้ำท่วมไม่ได้ จึงทำให้การอนุมัติเงินน้ำท่วมล่าช้าเจ้าหน้าที่ กทม.ต้องแจ้งให้ส่งรูปเพิ่มเติมมาทางไลน์หรือไม่ก็ให้ไปยื่นเพิ่มเติมที่เขต วุ่นวายประชาชน 2 รอบ
ชี้ยื่นฯเขตได้เยียวยาเร็วกว่า
“ถ้าวันนี้ประชาชนเดินไปยื่นเอกสารใหม่ที่สำนักงานเขต เผลอๆจะได้เงินไวกว่ายื่นผ่านแอปฯ ทางรัฐ ของ DGA ที่นายภราดรกำกับเสียอีก ตัวรมต.ยังไม่รู้เรื่อง ก่อนหน้านี้เรื่องตัวเลขการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เป็นถึงรมต.ยังสื่อสารมั่วไปหมดทั้งพรรค ตัวเลขมั่วทั้ง 2,200, 2,500 และ 2,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ไม่แปลกใจที่คนภาคกลาง เจอน้ำท่วมทุกปี สุดท้ายจบคอนเซ็ปต์เดิม คือปล่อยให้วิบัติและเอาถุงยังชีพของหลวงไปแจก สร้างบุญคุณเรื่อยๆ วนไป”
รบ.แจงแนวทางช่วยผู้ประสบภัย
ส่วน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 ที่ภาครัฐจะดูแลประชาชนตามข้อสั่งการของนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกอบด้วย 3 ประเภท ดังนี้ 1.เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ.2568 เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเร่งด่วน ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด อาทิ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สูงสุด 88,600 บาท/หลัง ซ่อมโรงเรือนเกษตร สูงสุด 6,800 บาท/ครอบครัว ค่าเช่าบ้าน/ที่พักชั่วคราว 2,500 บาท/เดือน สูงสุด 2 เดือน เครื่องมือประกอบอาชีพหลัก สูงสุด 13,500 บาท/ครอบครัว บาดเจ็บสาหัส นอน รพ.ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป 5,000 บาท และกรณีพิการ 16,600 บาทค่าจัดการศพ สูงสุด 35,700 บาท/ราย และหากเป็นหัวหน้าครอบครัว เพิ่มอีกไม่เกิน 35,700 บาท ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นเอกสารด้วยตนเองที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ / สำนักงานเขต กทม.
2.เงินช่วยเหลือตามมติ ครม. สำหรับอุทกภัย ช่วงวันที่ 15 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 รวม 66 จังหวัด และกทม.ครอบคลุม 4กรณี 2.1 น้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วันและทรัพย์สินเสียหาย 9,000 บาท/ครัวเรือน
2.2 น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน 9,000 บาท/ครัวเรือน 2.3 น้ำล้อมบ้านเกิน 7 วัน จนดำรงชีวิตไม่ได้ตามปกติ 5,000 บาท/ครัวเรือน และ 2.4 อาคารสูง น้ำไม่ถึงชั้นพักอาศัย แต่ได้รับผลกระทบเกิน 7 วัน 5,000 บาท/ครัวเรือน ทั้งนี้ กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มหรืออุทกภัย เช่น จมน้ำ ถูกกระแสน้ำพัด หรือไฟฟ้าดูดขณะน้ำท่วม ค่าปลงศพ 2,000,000 บาท/ราย
ยื่นคำร้องฯผ่านแอปทางรัฐได้
ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องผ่าน แอปฯ ทางรัฐหรือยื่นเอกสารด้วยตนเองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่/ สำนักงานเขต กทม.กรณีเสียชีวิต ญาติต้องยื่นเอกสารด้วยตนเองเท่านั้น
3.โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569-1ตุลาคม 2570 แบ่งเป็น 3.1 ด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาท/หลัง/ภัย อุทกภัย/น้ำล้อม: เบื้องต้น 10,000 บาท/ครั้ง + เพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทวาตภัย/แผ่นดินไหว: เบื้องต้น 5,000 บาท/ครั้ง + เพิ่มเติมสูงสุด 95,000บาท และ 3.2 ด้านชีวิตและร่างกายเสียชีวิต 2,000,000 บาท/คน ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร 200,000 บาท/คน
เผยติดต่อเคลมได้4ช่องทาง
ผู้ประสบอุทกภัย สามารถแจ้งเคลมได้ 4ช่องทาง เว็บไซต์ www.ThaiNatCat.Org LINE OA @Thainatcat , Call Center 0 2012 5555 จุดแจ้งเคลมในพื้นที่ ขอย้ำว่าผู้แจ้งเคลมต้องยืนยันตัวตนผ่าน ThaiDเมื่อเอกสารครบถ้วน จะได้รับการพิจารณาและโอนเงินผ่าน PromptPayที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน หรือบัญชีธนาคาร ภายใน 15 วัน
ยันรัฐบาลช่วยเหลือทั่วถึง
“รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มหลักประกันให้ประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาล วางแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยาอย่างรอบคอบ ประชาชนที่เข้าตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์จะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึงแน่นอน ขออย่ากังวลและสับสน รับฟังข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานราชการเท่านั้น”น.ส.พลอยทะเล กล่าว
ทสม.ระยองหวั่นกากสารพิษ
อีกด้านหนึ่ง นายสุรินทร์ สินรัตน์ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จ.ระยอง กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตรายและฝังกลบสารเคมีในบ่อลูกรังหรือบ่อทรายเก่า แม้การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ แต่หากมีผู้ประกอบการบางรายกระทำผิดกฎหมาย ทั้งการนำเข้าเครื่องจักรเก่า การสำแดงข้อมูลเท็จเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม หรือการลักลอบกำจัดของเสีย ย่อมสร้างความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีการคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าออกไป แล้วนำเศษวัสดุที่เหลือไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง
อ้างไม่ดำเนินคดีผู้กระทำผิด
นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมตามบ่อลูกรังและพื้นที่ไร่สับปะรดใน จ.ระยอง แต่ตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่เห็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน พร้อมกับยกกรณีบริษัทระยองอินดัสเตรียล จำกัด ใน อ.นิคมพัฒนา ซึ่งมีพื้นที่กว่า 90 ไร่ และถูกตรวจสอบกรณีการจัดเก็บกากอุตสาหกรรมอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ปริมาณนับหมื่นตัน
รอทางการชี้แจงเป็นทางการ
นายสุรินทร์กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่รับทราบ มีชุดเฉพาะกิจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ที่ปรึกษา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เข้าตรวจค้นตามหมายศาลฯ ก่อนมีคำสั่งปิดโรงงานและส่งเรื่องดำเนินคดีทั้งนี้ ประเด็นเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร การใช้อาคาร และการติดตั้งหรือใช้เครื่องจักร เป็นข้อกล่าวอ้างที่ต้องให้หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงอย่างเป็นทางการ
เดินหน้าปกป้องทรัพยากรฯ
นายสุรินทร์ กล่าวยืนยันว่าเครือข่าย ทสม.จะเดินหน้าทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตและกำกับดูแลเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ก็พร้อมใช้กระบวนการทางศาลเป็นที่พึ่ง เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ จ.ระยองและประเทศชาติให้ยั่งยืนต่อไป
ชาวบ้านนับพันไม่เอารง.ขยะ
ที่ จ.ปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนกว่า 2,000 คน รวมทั้งในจังหวัดใกล้เคียง ได้รวมตัวกันที่โดมสวนสุขภาพ บ้านเกาะสมอ หมู่ 15 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ร่วมเวทีรู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ ซึ่งจัดโดยเครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง ในท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานรีไซเคิลขยะและปัญหาน้ำสีดำที่พบในพื้นที่ภายหลังเกิดน้ำท่วม โดยมีนายสุรชัย ทนสิงห์ นายกอบต.หัวหว้า และ น.ส.จุฑามาศ บัวเผื่อน นายอำเภอศรีมหาโพธิ ร่วมรับฟัง พร้อมเปิดเวทีให้ความรู้ด้านกฎหมายและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นางสมพร ชินสร้อย ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ต้องการให้ประชาชนรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากโรงงานขยะ หลังจากพบข้อมูลน้ำสีดำ น้ำเน่า และปลาตายในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านกังวลต่อความปลอดภัยในการใช้น้ำ การทำเกษตร และสุขภาพของคนในชุมชน โดยยืนยันว่าจะติดตามเรื่องไปจนกว่าโรงงานจะปิดกิจการอย่างถาวร และมีการจัดการกองขยะที่ชาวบ้านมองว่าเป็นปัญหาออกจากพื้นที่
ค้านนำขยะมาฝังกลบ-แปรรูป
นางสมพรกล่าวอีกว่า ก่อนเกิดน้ำท่วม ชาวบ้านได้รับหนังสือจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเกี่ยวกับคำขอเพิ่มปริมาณขยะที่จะนำมาฝังกลบ 500,000 ตัน และขยะที่จะนำมาแปรรูปอีก 500,000 ตัน จึงร่วมกันจัดทำหนังสือคัดค้านและรวบรวมรายชื่อประชาชนมากกว่า 1,000 รายชื่อ ก่อนยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อมามีข้อมูลว่าคำขอเพิ่มปริมาณขยะดังกล่าวถูกยกเลิก แต่ชาวบ้านยังต้องการเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการนำขยะเข้ามาเพิ่มตามคำขอเดิม
ชี้สั่งปิดแต่ยังมีความเคลื่อนไหว
นางสมพร กล่าวต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้ รมว.อุตสาหกรรมลงพื้นที่ติดป้ายสั่งปิดโรงงานชั่วคราว แต่ชาวบ้านยังพบความเคลื่อนไหวของรถและควันบริเวณโรงงาน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงสถานะในการดำเนินงานให้ชัดเจน พร้อมตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส โดยยืนยันว่าชุมชนจะเดินหน้าคัดค้านจนกว่าจะได้รับคำตอบและแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
กังวลน้ำเสียกระทบต่อสัตว์น้ำ
ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ แก่นวงศ์ กรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ได้นำแผนที่แสดงทิศทางการไหลของน้ำจากพื้นที่กบินทร์บุรี เพื่อให้เห็นพื้นที่ปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่า จ.ฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในพื้นที่ท้ายน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง และมีความกังวลว่าคุณภาพน้ำจะกระทบต่อการทำนาและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร จึงต้องการให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนและอาชีพในพื้นที่
พบมวลน้ำเสียช่วงน้ำท่วมพื้นที่
ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากโรงงานประมาณ 2 กิโลเมตร เปิดเผยว่า ระหว่างเกิดน้ำท่วมพบมวลน้ำสีดำไหลเข้าพื้นที่นาข้าวและสวนทุเรียน ส่งผลให้พืชผลได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะต้นทุเรียนกว่า 20 ต้น และนาข้าว พร้อมระบุว่าน้ำมีสีดำเข้มและกลิ่นผิดปกติ จึงกังวลถึงความปลอดภัยในการสัมผัสน้ำและผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

