เตือน7จังหวัด รับมือมวลน้ำเหนือ ชี้เพิ่มสูง1-1.5เมตร

“เจเศรษฐ์” จ่อชงนายกฯลงนามใช้งบกลาง 9 พันล้าน เยียวยาน้ำท่วมน่าน “เอกนิติ” สั่งติดตามมวลน้ำจากภาคเหนือสู่ภาคกลางสั่งเตรียมรับมือ ด้านสำนักงานชลประทานที่ 12 เตือน 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับมือน้ำเพิ่มสูงขึ้น 1-1.5 เมตร สะเทือนใจทีมงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ดับช่วงช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม จ.น่าน ว่าพยายามเร่งรัดการเยียวยาประชาชนให้เร็วที่สุด โดยเงินเยียวยาเบื้องต้นคือ 9,000 บาท เชื่อว่าขณะนี้นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำลังเร่งรัดกระบวนการ ซึ่งเข้าใจว่าถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน วันเดียวกันนี้จะเสนอนายกฯ ลงนาม ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่ออนุมัติงบกลางในการเยียวยาประชาชนส่วนนี้
นายภราดร กล่าวต่อว่า สำหรับการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต 3 ราย มี 2 ส่วน คือ 1.การขออนุมัติงบกลาง โดย ปภ.จะทำเรื่องขึ้นมา และ 2.กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกฯ โดยพูดคุยกับปลัดสำนักนายกฯ แล้ว ถึงหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ว่าผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย จะได้รับช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ ค่าจัดการศพ 50,000 บาท และเงินทุนเลี้ยงชีพ 30,000 บาท (หากบุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปี เพิ่มอีก 50,000 บาท) โดยผู้เสียชีวิตจะได้เงินเยียวยารวมแล้วประมาณกว่า 3 แสนบาท
เมื่อถามว่ามีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์การเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือน ก็จะเป็นเกณฑ์ของ ปภ.เดิม อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าการเยียวยาเบื้องต้น 9,000 บาท เพราะต้องสำรวจบ้านเรือน เพื่อดูความเสียหาย ว่าเสียหายแบบไหน ซึ่งในรายละเอียดไม่แน่ใจว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง แต่กระบวนการและขั้นตอน ท้องถิ่น และ ปภ.จะลงสำรวจพื้นที่จริง
ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา หลังจากปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน มีแนวโน้มไหลลงสู่ภาคกลางมากขึ้น พร้อมบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาทั้งระบบ ตั้งแต่การติดตามน้ำเหนือ การควบคุมและระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จนถึงการเตรียมพร้อมของจังหวัดปลายน้ำ
สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำพื้นที่ภาคกลาง จากการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ เป็นประธาน ที่ประชุมรับทราบว่า สถานการณ์น้ำยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดอยู่ในเดือนกันยายนนี้ คาดว่าการระบายน้ำจะไม่เกินประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เทียบกับปีที่ผ่านมา ที่สูงสุดประมาณ 2,700 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงอาจมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง แต่เบื้องต้นประเมินว่าจะไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา
มากไปกว่านั้น ยังจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย หรือ Risk Map โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำ และกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ เป็นการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ว่าจุดใดมีความเสี่ยง และต้องเตรียมการอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้สามารถจัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และความช่วยเหลือลงพื้นที่
วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ภาคเหนือมีแนวโน้มปริมาณฝนสะสมสูง ซึ่งอาจส่งผลให้มีมวลน้ำไหลลงมาสมทบพื้นที่ภาคกลาง เพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเตรียมความพร้อม และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) GISTDA และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตาม ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยบูรณาการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ปริมาณน้ำท่า และน้ำฝนแบบ Real time ประเมินปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำสายหลัก เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและมวลน้ำล่วงหน้าที่จะไหลลงสู่ภาคกลาง แจ้งเตือนจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง เตรียมพร้อมได้อย่างทันท่วงที
ด้าน นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 12 ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย จ.อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี เนื่องจากปริมาณน้ำฝน-น้ำท่า ทางตอนบนและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น มีฝนตกต่อเนื่อง มีน้ำหลากจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านวัดได้ 936 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ยกตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 15.94 เมตร/รทก.ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 450 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 12 จะรักษาระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ให้เกิน 16.50 เมตร/รทก.
นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 500–700 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ถึงบริเวณ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 1–1.50 เมตร อยู่ในตลิ่งลำน้ำ
อย่างไรก็ตาม สำนักงานชลประทานที่ 12 จะควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ด้วยการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มิให้มีผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร หากมีปริมาณน้ำหลากเพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มากกว่า 700 ลบ.ม.ต่อวินาที จะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่ริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
ที่ จ.น่าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 6 แล้ว แม้ว่าระดับน้ำส่วนใหญ่ลดลง แต่ภารกิจฟื้นฟูยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก บ้านเรือนหลายหลังอยู่ระหว่างการทำความสะอาด และมีข้าวของเสียหายถูกนำมากองไว้ตลอดเส้นทาง ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ระดมเจ้าหน้าที่เร่งกู้คืนระบบจ่ายไฟหลัก พร้อมติดตั้ง Power Kit ชั่วคราว ให้บ้านที่ระบบไฟฟ้าภายในเสียหาย หรือมีความชื้นสูง เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ชั่วคราวอย่างปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้เกิดเหตุสลดใจขึ้นในการกู้ภัยและผู้ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.น่าน หลังจากนายศุภมงคล รัตนจิตร อายุ 47 ปี ผู้จัดการแผนกปฏิบัติการภัยพิบัติ หรือหัวหน้าแผนกบรรเทาทุกข์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เสียชีวิตกะทันหัน ภายในห้องพักโรงแรม ในระหว่างปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเพื่อนร่วมภารกิจ ระบุว่านายศุภมงคล มีโรคประจำตัวและอาจพักผ่อนน้อยจากการปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง จนเสียชีวิตกะทันหัน อย่างไรก็ตาม แพทย์ รพ.น่าน อยู่ระหว่างตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด กอ่นเคลื่อนย้ายร่างไปประกอบพิธีทางศาสนา ยังพื้นที่ จ.นครราชสีมา พร้อมกับมีการช่วยเหลือเยียวยา ตามระเบียบราชการต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

