'วิรัลย์ยา' ยื่นหนังสือจุลพันธ์ ทบทวนเก็บเงินสมทบเพิ่มจากนายจ้าง

2 กันยายน 2569 – นางสาววิรัลย์ยา วงษ์จันทร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง คณะกรรมการประกันสังคม หมายเลข 5 ทีมพัฒนาประกันสังคม (SSD) นำทีมเข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนและชะลอการบังคับจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทั้งผู้ประกอบการและแรงงานกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น
ในการเข้ายื่นข้อเสนอครั้งนี้ วิรัลย์ยานำตัวแทน ทีมพัฒนาประกันสังคม ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย ได้แก่ หมายเลข 4 ดร.ทวีเกียรติ, หมายเลข 7 นางสาวชลิกา และหมายเลข 9 พลเรือเอกสุรศักดิ์ พร้อมผู้แทนจากสภาองค์การนายจ้างแห่งชาติ เพื่อสะท้อนเสียงของภาคนายจ้างต่อมาตรการที่อาจเพิ่มภาระทางการเงินให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
วิรัลย์ยากล่าวว่า ทีมพัฒนาประกันสังคมไม่ได้คัดค้านการสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ลูกจ้าง แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลควรพิจารณาว่า “ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดแล้วหรือยัง” เนื่องจากนายจ้าง โดยเฉพาะ SME จำนวนมาก กำลังเผชิญกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น ขณะที่ลูกจ้างเองก็มีภาระเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“วันนี้นายจ้างจำนวนมากกำลังประคองธุรกิจเพื่อรักษาการจ้างงาน เราไม่ได้ปฏิเสธหน้าที่ แต่ก่อนที่จะเพิ่มภาระใหม่ เราอยากให้รัฐบาลรับฟังเสียงของคนที่เป็นผู้จ่ายจริง เพราะนายจ้างควรมีสิทธิ ไม่ใช่มีแต่หน้าที่ค่ะ”
วิรัลย์ยาระบุว่า แม้เงินสมทบที่เพิ่มขึ้นเมื่อมองเป็นเปอร์เซ็นต์อาจดูไม่สูง แต่ในมุมของผู้ประกอบการ เงินที่เพิ่มขึ้นต่อลูกจ้างหนึ่งคน เมื่อนำมารวมกับลูกจ้างทั้งองค์กรและต้องจ่ายต่อเนื่องทุกเดือน ย่อมกลายเป็นต้นทุนของกิจการ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจต้องรับภาระทั้งค่าแรง วัตถุดิบ พลังงาน ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ที่สำคัญ ภาระดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับนายจ้างฝ่ายเดียว เพราะ ลูกจ้างเองก็ต้องสะสมเงินเพิ่มเช่นกัน ซึ่งหมายถึงรายได้สุทธิที่ลดลง โดยเฉพาะแรงงานรายได้น้อย
“เราต้องมองทั้งสองฝั่งค่ะ วันนี้ไม่ใช่แค่นายจ้างบอกว่าไม่มีเงิน แต่ลูกจ้างเองก็มีภาระเพิ่มขึ้น ทุกบาทที่ถูกหักออกจากรายได้มีความหมาย เราจึงอยากถามแทนทั้งสองฝ่ายว่า เวลานี้ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเพิ่มภาระแล้วหรือยัง”
ทีมพัฒนาประกันสังคมจึงเสนอให้กระทรวงแรงงาน ทบทวนช่วงเวลาการบังคับใช้ ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงสร้างความชัดเจนเรื่องการบริหารเงินและสิทธิประโยชน์ที่ผู้จ่ายจะได้รับกลับคืนมา
วิรัลย์ยากล่าวว่า แนวคิด “นายจ้างควรมีสิทธิ ไม่ใช่มีแต่หน้าที่” ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่หมายถึงการสร้างระบบที่นายจ้างมีสิทธิรับรู้ ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมกับนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและการจ้างงาน
การยื่นข้อเสนอครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อน การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ซึ่งวิรัลย์ยา หมายเลข 5 และทีมพัฒนาประกันสังคม ลงสมัครในฐานะผู้แทนฝ่ายนายจ้าง โดยมีเป้าหมายผลักดันเสียงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายประกันสังคมมากขึ้น
วิรัลย์ยากล่าวทิ้งท้ายว่า “นายจ้างพร้อมทำหน้าที่ค่ะ แต่ต้องมีสิทธิที่จะส่งเสียงด้วย เพราะถ้านายจ้างอยู่ไม่ได้ การจ้างงานก็อยู่ไม่ได้ เราอยากเห็นระบบที่นายจ้างอยู่ได้ ลูกจ้างได้รับการดูแล และกองทุนมีความมั่นคงไปพร้อมกัน นี่คือความยั่งยืนที่เราอยากเห็นค่ะ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

