นพดล ชวนคิดเหนือเกม ปมดาต้าเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาคณะดิจิทัล และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่บทความเรื่องคิดเหนือเกม EP.1 ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบุว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นเฉพาะวงการไอทีอีกแล้ว รัฐบาลเพิ่งตั้งกลไกระดับชาติและกำลังเร่งจัดระเบียบ วางกติกา และกำหนดเกณฑ์กำกับดาต้าเซ็นเตอร์ 4 เรื่องเร่งด่วน คือ บูรณาการข้อมูล วางกติกากำกับ ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประเทศต้องการ และกำหนดเกณฑ์ประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม หลังเกิดข้อกังวลเรื่องพื้นที่ตั้ง ความปลอดภัย การใช้น้ำ การใช้ไฟ และกรณีการเก็บน้ำมันจำนวนมาก ขณะที่การประชุมบอร์ด Data Center นัดแรกกำหนดให้เร่งจัดทำกรอบกำกับภายในหนึ่งเดือน มีรายงานด้วยว่าโครงการจำนวนมากถูกพักไว้ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์ใหม่
นี่จึงเป็นจังหวะที่ “คิดเหนือเกม” สามารถออกมาแบ่งปันก่อนที่สังคมจะถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายว่า Data Center ดีหรือเลว เรื่องนี้ต้องพิจารณาบนหลักฐานและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่บนความรู้สึกหรือวาทกรรม
โครงสร้างพื้นฐานระบบดิจิทัล คือ ร่มใหญ่ ดาต้าเซ็นเตอร์คือส่วนหนึ่งในนั้นและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ทั้งข้อมูล แบบจำลอง ชิป กำลังประมวลผล เครือข่าย พลังงาน บุคลากร และดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน
ตั้งแต่เราตื่นเช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความ เปิด LINE เปิดแอปธนาคาร โอนเงิน เรียกรถ สั่งอาหาร ซื้อของออนไลน์ ดู YouTube หรือ Netflix เก็บรูปบน Cloud เข้าโรงพยาบาล ใช้บริการของรัฐ หรือถาม AI เบื้องหลังแทบทุกกิจกรรมเหล่านี้มีเคื่องแม่ข่าย (Server) และ Data Center ทำงานอยู่ที่ไหนสักแห่ง กล่าวคือ “เราอาจไม่เคยเดินเข้า Data Center แต่เราเดินผ่าน Data Center ทางดิจิทัลวันละหลายสิบครั้ง”
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เวลาเราแตะโทรศัพท์แล้วเงินโอนไปอีกธนาคารหนึ่งภายในไม่กี่วินาที เราเห็นเพียงหน้าจอว่า “โอนสำเร็จ” แต่เบื้องหลังมีการตรวจสอบตัวตน ตรวจสอบบัญชี ประมวลผลธุรกรรม บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ (Log) เชื่อมต่อเครือข่าย สำรองข้อมูล และมีระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ทำงานพร้อมกันจำนวนมาก
เพราะฉะนั้น Data Center จึงเป็นสถานที่ปฏิบัติการกับข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์จำนวนมาก และเครือข่ายระบบดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องใช้ต้องการพลังงานและอาคารสถานที่ที่เพียงพอ
ประเทศไทยไม่ควรกลัวอนาคตครับ ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่ศัตรู ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่ศัตรู การลงทุนจากต่างประเทศก็ไม่ใช่ศัตรู สิ่งที่เราต้องกลัว คือ การเดินเข้าสู่อนาคต โดยที่เราไม่ได้ออกแบบอนาคตของตัวเอง โดยเฉพาะกฎหมายของประเทศไทยที่แยกส่วนกันอยู่ตอนนี้ การสำรองข้อมูลประเทศไทยถูกจัดเก็บในดาต้าเซ็นเตอร์ของต่างชาติ ที่ไม่รู้ว่าใครถือกุญแจเข้าถึงข้อมูลของประเทศไทยได้ ตรงนี้น่ากลัวที่สุดของเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลของชาติ
วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันด้วยข้อมูล ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ด้วยกำลังประมวลผล และด้วยความรู้ ประเทศไทยจึงไม่ควรถามเพียงว่า ‘เรามีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง’ แต่ต้องถามว่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้น จะทำให้ประเทศไทยเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างไร’
ผมอยากให้เรา “คิดเหนือเกม” เห็นวันที่ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถ เปลี่ยนข้อมูล → เป็นความรู้
เปลี่ยนความรู้ → เป็นนวัตกรรม เปลี่ยนนวัตกรรม → เป็นเศรษฐกิจ เปลี่ยนเศรษฐกิจ → เป็นความมั่นคง และเปลี่ยนความมั่นคง → เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
และนี่คือสิ่งที่ผมอยากฝากเป็นข้อเรียกร้องให้ลงมือทำ หรือ Call to Action ถึงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชนทุกคนครับ อย่าปฏิเสธเทคโนโลยี — แต่ต้องกำหนดกติกา อย่ากลัวการลงทุน — แต่ต้องกล้าต่อรอง อย่าเพียงต้องการให้มีข้อมูลอยู่ในประเทศไทย — แต่ต้องทำให้อำนาจและคุณค่าจากข้อมูลอยู่กับประเทศไทยด้วย เพราะการแข่งขันในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่ว่า ‘ใครสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้มากที่สุด’ แต่อยู่ที่ว่า ‘ใครสามารถเปลี่ยนพลังของข้อมูล ให้กลายเป็นพลังของประเทศได้มากที่สุด’
ถ้าเราทำได้ ธุรกิจเติบโตได้ ประเทศชาติแข็งแรงได้ ประชาชนได้ประโยชน์ ชุมชนได้รับการดูแล และประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคงมีอธิปไตยทางข้อมูล โดยไม่ต้องนำอนาคตของชาติไปแลกกับอนาคตของเทคโนโลยี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

