พม่าสู้เดือดทิ้งบอมบ์ ไทยหนีตาย สั่งอพยพแม่สามแลบ ที่ทำการอบต.พังเสียหาย ยันเมียนมาแจ้งคำเตือน ห้ามส่งเสบียงกะเหรี่ยง

กองทัพเมียนมา ส่งเครื่องบินทิ้งบอมบ์ค่ายซอแลท่า กองกำลังกะเหรี่ยง KNU ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สมเมย จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเร่งอพยพ พื้นที่ได้รับความเสียหาย ด้านนายอำเภอสบเมย รุดสำรวจความเสียหาย ขณะที่กองทัพเมียนมา ร่อน จม.เตือนไทย ห้ามสนับสนุนส่งสินค้าให้ KNU
เมื่อวันที่ 1พฤศจิกายนนายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกอบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่ตน พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ อบต.แม่สามแลบ กำลังร่วมกันดูแลการก่อสร้างจุดชมวิว บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย อยู่นั้น ปรากฏว่ามีเครื่องบินของกองทัพเมียนมา บินมาทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่นซอแลท่า กองกำลังทหารกะเหรี่ยง KNU ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามท่าเรือแม่สามแลบ 2 ลูก
นายพงษ์พิพัฒน์ เปิดเผยอีกว่า แรงระเบิดจากเครื่องบินที่ทิ้งลูกระเบิดลงมา ส่งผลให้บ้านเรือน อนามัย และห้องประชุม อบต.ได้รับความเสียหาย และชาวบ้านในพื้นที่ต้องพากันอพยพหนีออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกันได้เกิดฝนตกอย่างหนักในระหว่างนั้นด้วย
ด้านนายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมยกล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุเครื่องบินของกองทัพเมียนมา ทิ้งระเบิดในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย ได้สั่งการให้สมาชิก อส.สบเมย ที่ 7 (ชป.ห้วยกองก้าด) ร่วมกับทหารกองร้อยทหารพราน ที่ 3608 (ฐานแม่สามแลบ) รวมถึง อบต.แม่สามแลบ ออกสำรวจความเสียหาย หรือผลกระทบจากการทิ้งระเบิดดังกล่าว ซึ่งจากแรงระเบิดในการโจมตีของเครื่องบินกองทัพเมียนมา ใส่ฐานซอแลท่า ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ ครั้งนี้ ทำให้สิ่งปลูกสร้างและสถานที่ราชการ ได้รับความเสียหาย ประกอบด้วย รพ.สต.บ้านแม่สามแลบ โดยกระจกบานหน้าต่าง 4 บาน และกระจกบานประตู 4 บาน พังเสียหาย ฝ้าเพดานร่วงตกลงมา , อาคารประชุมสาละวิน ของ อบต.แม่สามแลบ พบว่ากระจกบานประตู 2บาน เสียหายและโบสถ์บ้านแม่สามแลบ กระจกบานหน้าต่าง 1 บาน เสียหาย ฝ้าเพดานร่วงตกลงมา
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสำรวจเพิ่มเติมในส่วนของโรงเรียน และบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่ จะมีการรวบรวมตัวเลขความเสียหาย เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือต่อไป
สำหรับฐานที่มั่นค่ายซอแลท่า เดิมเป็นค่ายของทหารเมียนมา แต่ถูกทหารกะเหรี่ยง KNU สังกัดกองพลน้อยที่ 5 เข้าโจมตีและยึดจากทหารเมียนมา ไว้ได้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ทหารเมียนมา ได้กลับมาโจมตี โดยนำเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบความเสียหายของทหารกะเหรี่ยงในค่ายดังกล่าว
วันเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองทัพกะเหรี่ยง KNU เปิดเผยว่า ทางกองทัพบกเมียนมา โดยคณะกรรมการชายแดนเมียนมา-ไทย เมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้ส่งจดหมายประท้วงฝ่ายไทย โดยเตือนอย่างเป็นทางการไปยังเจ้าหน้าที่ชายแดนไทย รวมทั้งพ่อค้าและนักธุรกิจไทย ไม่ให้ติดต่อกับฝ่าย KNU ไม่ให้ขนส่งสินค้าผ่านด่านซอแลท่า ซึ่งทาง KNU ควบคุมอยู่ กระทั่งมีการโจมตีทางอากาศจากกองทัพเมียนมา ต่อพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพเมียนมา ต้องการตัดเส้นทางขนส่งเสบียง และการค้าชายแดนของ KNU กองพลน้อยที่ 5
ทั้งนี้ ชาวบ้านและผู้สังเกตการณ์ทางทหารเชื่อว่าการโจมตีทางอากาศเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดนระหว่างสองประเทศและความปลอดภัยของพลเรือนไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน เนื่องจากอาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่ซึ่งมีการโจมตีอย่างมาก
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการชายแดนระดับเมืองเมียนมา-ไทย (TBC - Myawaddy) ได้ยื่นหนังสือประท้วงฝ่ายไทย ว่าทางการเมียนมาจะดำเนินการโจมตีคลังสินค้าของฝ่าย KNU ที่อยู่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน หากไทยยังไม่ยุติการอำนวยความสะดวกในการส่งสินค้า เครื่องอุปโภคและบริโภค ให้แก่ฝ่าย KNU ที่ตั้งคลังสินค้าจะถูกโจมตีจากฝ่ายทหารของเมียนมา
สำหรับเอกสารประท้วงของเมียนมา (นป.ทพ.2) ระบุว่า เมืองผาปูน (Hpapun) พื้นที่กันดารและห่างไกล เป็นสถานที่ซึ่งผิดกฎหมายของเมียนมา มีการประกาศให้กลุ่มติดอาวุธ KNU เป็นองค์กรผิดกฎหมาย ในส่วนของผู้ประกอบการจากประเทศไทยที่เข้าไปติดต่อทำธุรกิจการค้าในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของเมียนมา จึงขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการจากประเทศไทยมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนกิจกรรมการค้าใดๆ ที่จะเป็นหลักฐานสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ KNU และในส่วนของรัฐบาลของเรา ได้ติดตามและตรวจสอบเส้นทางลำเลียงเสบียงและสิ่งสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ KNU ทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยจะดำเนินการควบคุมและกวาดล้างอย่างเข้มงวดต่อไป
ส่วนของพรรคการเมืองและผู้ประกอบการทางธุรกิจในประเทศไทย หากตรวจสอบพบว่ามีการติดต่อสัมพันธ์หรือร่วมมือกันไม่ว่าในรูปแบบใด ทั้งกับองค์กรติดอาวุธ KNU ที่รัฐบาลเมียนมา ประกาศเป็นองค์กรผิดกฎหมาย หรือในด้านธุรกิจด้านสังคมและด้านการเมือง ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดตรวจสอบอย่างละเอียด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

