อยุธยาวิกฤตน้ำท่วม 16อําเภอจม บางบาลระทมมิดหัว

อยุธยาวิกฤตน้ำท่วม
16อําเภอจม
บางบาลระทมมิดหัว
ศูนย์JICCเตือนรับมือ
ฝนระลอกใหม่อีก2ยก
เคหะร่มเกล้าคลี่คลาย
นายกฯระบุสถานการณ์น้ำท่วมภาพรวมหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้นเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย ยันบริหารน้ำแต่ละพื้นที่เป็นหนึ่งเดียวไม่ทำแตกแยก ศูนย์ JICC เตือน 3 อ.บางปะกง ฟังประกาศใกล้ชิด ย้ำสัปดาห์หน้าฝนลงใต้ ปภ.สรุปน้ำยังท่วม 26 จังหวัด กระทบนับล้านครัวเรือน กรมชลฯ ชาวกรุงเก่าอ่วม ท่วมมิดหลังคา ส่วน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ยังจมน้ำกว่า 6 ตำบล ขณะที่ กฟผ.ปรับแผนเพิ่มระบายน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ รับฝนระลอกใหม่ รัฐบาล แจง เมืองกรุงน้ำทยอยลดแล้ว รองผู้ว่าฯ กทม. อัปเดตน้ำฝั่งตะวันออก ลาดกระบัง-เคหะร่มเกล้า ค่อย ๆ ดีขึ้น เร่งกู้ถนน–หมู่บ้าน โยกเครื่องสูบเติมจุดหนัก กทม.เตรียมรับมือฝนตกหนัก 2 ช่วง ขนเครื่องสูบน้ำปักหลัก 4 เขตเสี่ยง ยอดลงทะเบียนรับเงินเยียวยากว่า 4 หมื่นราย “ศรีสุวรรณ” บุกสภากทม. ขอมติ ชง รมว.มหาดไทย- ครม. สั่ง “ชัชชาติ” พ้นเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
บางจังหวัดยังอ่วมน้ำท่วม
โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นการประชุมครั้งที่ 6 ภาพรวมหลายๆพื้นที่เริ่มดีขึ้น แต่ยังมีบางจังหวัด เช่น ปราจีนบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ยังมีสภาพน้ำท่วมขัง ที่เป็นปัญหาอยู่ และยังคงต้องอพยพประชาชนออกมาอยู่ในศูนย์พักพิง และอพยพผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ปิดทำการ ซึ่งต้องขอขอบคุณฝั่งกองทัพบกที่ได้ให้การ สนับสนุนทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ไปทำการรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ทำให้การดูแลรักษาคงความต่อเนื่องไปได้ พร้อมกับชื่นชมผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่าย ที่ได้ประสานงานร่วมมือกับทางผอ.โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจัดให้มีโรงพยาบาลสนาม ทำให้การรองรับผู้ป่วยในสภาวะอุทกภัยได้
อุปกรณ์การแพทย์-ยาสำคัญสุด
นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำว่า ในสภาพเช่นนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรค ซึ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเราไปขอให้โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่เป็นโรงพยาบาลของกองทัพ ช่วยรับผู้ป่วยมาดูแลแล้ว ฉะนั้นในเรื่องของเวชภัณฑ์ยา แพทย์ ที่กระทรวงสาธารณสุขกำกับดูหลายอยู่ ขอให้เร่งเพิ่มเติมไปยังโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์บุคลากรด้านสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ดำเนินการ ตนคิดว่าในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โรงพยาบาลไม่น่าจะมีปัญหา ในการสนับสนุนด้านยาและเวชภัณฑ์ ถ้ามีการร้องขอมาก็ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และขอให้ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขให้รับข้อสั่งการไปด้วย
นายกรัฐมนตรี ยังระบุอีกว่า จากที่เมื่อวานจังหวัดปทุมธานีที่ทางนายกอบจ.ได้แจ้งมาว่ายารักษาโรคและป้องกันโรคบางชนิดยังขาดแคลนอยู่ ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดนำเวชภัณฑ์เหล่านี้เข้าไปในพื้นที่ประสานกับทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดให้เรียบร้อย ซึ่งโรงงานขององค์กรเภสัชก็อยู่ที่ปทุมธานี ทั้งยาโรคฉี่หนูหรืออะไรต่างๆ ก็ควรที่จะต้องถึงมือชาวบ้าน เพราะสภาพน้ำท่วมขังมาหลายวันแล้ว
สั่งเร่งเดินหน้าระบายน้ำทันที
นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจะมีฝนตกชุกหนักมากในส่วนภาคใต้ ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา ก็จะทำการชี้แจงให้ได้รับทราบ ฉะนั้นเมื่อมีฝน มีน้ำหนุนเข้ามา ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยอาจจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการเพราะฉะนั้นช่วงนี้ หากพื้นที่ใดยังสามารถเร่งระบายน้ำได้ ก็ขอให้เร่งดำเนินการในทันที พร้อมกับย้ำว่าข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล พร้อมทำเป็นแผนที่ที่เข้าใจง่ายส่งต่อไปยังระดับอำเภอและชุมชน หากต้องมีการปรับแผน หรือ ขอเครื่องสูบน้ำ รถยกสูงหรือกำลังสนับสนุนจากจังหวัดอื่น ขอให้แจ้งเข้ามาอย่างส่วนกลาง ขณะที่ในพื้นที่เสี่ยงขอให้ดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขอให้ดูแลอย่างเต็มที่ เตรียมเส้นทางและยานพาหนะอพยพให้พร้อม และดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
ส่วนพื้นที่ที่น้ำเริ่มลดก็ขอให้เริ่มสูบน้ำ เก็บขยะทำความสะอาด ตรวจระบบไฟฟ้า ประปา และดำเนินการทันที ไม่ต้องรอให้ทั้งจังหวัดน้ำแห้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเก็บขยะ ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้มีการแจ้งประชาชนในเขตแล้วว่า ช่วงใดจะมีการเข้ามาเก็บขยะ แบบ Big cleaning ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการเตรียมตัวของประชาชน จึงขอให้พื้นที่อื่นๆได้ดำเนินความสะดวกเช่นเดียวกัน
บูรณาการตั้งศูนย์อพยพ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การจัดตั้งศูนย์อพยพขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการการทำงานร่วมกันกับทางนายกอบจ.ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ตนลงพื้นที่ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่มากพอสมควร ซึ่งถึงขั้นมีการอพยพผู้คนออกมา และทราบว่าที่อำเภอบ้านสร้าง อาจจะต้องมีการเอาผู้คนอพยพเพิ่มอีก เนื่องจากสภาพน้ำยังไม่ลด และเริ่มมีการเน่าเหม็น ตนเห็นว่าการร่วมมือกันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะทางนายก อบจ.จะมีเครือข่ายท้องถิ่น ที่จะให้การสนับสนุนทางด้านต่างๆได้ แต่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณที่ทุกจังหวัดที่อยู่ ในเขตประสบภัยได้ทำการประกาศสถานการณ์พื้นที่ประสบภัยจึงขอให้รีบดำเนินการเร่งใช้เงินทดลองราชการในพื้นที่ประสบภัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดดูแลประชาชน ที่มาพำนักอยู่ที่ศูนย์พักพิงต่างๆเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้และยังเน้นย้ำเรื่องของสุขอนามัยโดยเฉพาะ เรื่องการทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องสุขา ขอให้ทางจังหวัดจัดหาคนมาดูแลคนมาดูแลและมีค่าตอบแทนพิเศษให้
ยันบริหารน้ำเป็นหนึ่งเดียว
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เสร็จสิ้น นายอนุทิน ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าอำนาจในการบริหารจัดการน้ำแต่ละพื้นที่ขณะนี้เป็นหนึ่งเดียวใช่หรือไม่ นายอนุทินพยักหน้ารับพร้อมกล่าวว่า เป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาก็มีประชุมทุกวัน เมื่อถามต่อว่าแต่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง นายอนุทินได้แต่ยิ้มไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด
ศูนย์JICCย้ำสัปดาห์หน้าฝนลงใต้
ทีทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า การคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.นี้ จะมีฝนกระจายทุกภูมิภาคในลักษณะฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เคลื่อนลงมาภาคกลาง ไปภาคตะวันตก จากนั้นในวันที่ 10- 13 ต.ค. จะมีฝนอีกครั้ง คาดการณ์ว่า ปริมาณฝนจะมีความรุนแรงที่ภาคเหนือ จากแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน มาสมทบที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดนี้มีเขื่อนที่สามารถรองรับน้ำได้พอสมควร ส่วนภาคตะวันตก ปริมาณฝนที่ตกจะมารวมที่ จ.กาญจนบุรี,เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีฝนตกในภาคใต้มากขึ้น โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ สั่งการจังหวัดภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกองทัพภาคที่ 4 เตรียมการจัดการและป้องกันสาธารณภัย และระดมเครื่องมือให้พร้อม ส่วนประชาชนทางภาคใต้ขอให้ฟังประกาศอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นายกฯ สั่งการว่า ถ้าพื้นที่ใดน้ำลดแล้วให้เริ่มกระบวนการเยียวยา โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันในทุกพื้นที่
เตือน3อำเภอฉะเชิงเทรา
นายเอกภพ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคน้ำเหนือ ที่เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ยังไม่มีน้ำมาเติมมากขึ้น ขณะที่น้ำใน จ.นครสวรรค์ ที่ไหลลงสู่ภาคกลางลดลง โดยน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ประกอบกับน้ำเหนือที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ผ่านลงมาที่ จ.นนทบุรี และกทม. ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร เช่นเดียวกับน้ำในฝั่งตะวันตก ที่ไหลจากแม่น้ำแม่กลอง ลง สู่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ. เมือง อ.บางคนที และอัมพวา ของ จ.สมุทรสงคราม น้ำลดลงประมาณ 1 เมตร ถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ จาก จ.นครนายก และปราจีนบุรี เริ่มลดลงและกระจายไปที่ จ.ฉะเชิงเทรา ลงแม่น้ำบางปะกง จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ. ฉะเชิงเทรา คือ อ.บางคล้า ราชสาสน์ และ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงสัปดาห์หน้าจะเกิดฝนหนักอย่างต่อเนื่องในลักษณะน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากเขา จึงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
กรมอุตุฯเตือนเพชรบุรีเฝ้าระวังฝน
นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะลดลง เนื่องจากความกดอากาศสูงลดลง ส่วนในวันนี้จะมีฝนในภาคอีสานฝั่งตะวันตก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และในช่วงวันที่ 6-7 ต.ค.จะขยับเน้นไปทางภาคตะวันตก หลังจากนั้นวันที่ 8-9 ต.ค.จะเริ่มมีฝนหนักทางภาคใต้ และวันที่ 10-13 ต.ค. มีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน จ.เพชรบุรี ดังนั้นภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จะได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่ จ.เพชรบุรีไว้ด้วย
2เขื่อนใหญ่ มีที่ว่างพอรับน้ำเหนือ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัยถึงสถานการณ์น้ำว่าสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 68%และเขื่อนสิริกิติ์ 81% ยืนยันว่าเขื่อนทั้ง 2 แห่ง มีความจุที่เป็นที่ว่างเพียงพอกับการรับน้ำในภาคเหนือแน่นอน ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆเช่นเดียวกับแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ที่มีปริมาณน้ำลดลงเช่นกัน
ส่วนการบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากปัจจุบันที่คงการระบายไว้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน เพื่อรองรับในกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการพยากรณ์ไว้ว่า ช่วงวันที่ 5 - 11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกบริเวณ จ.กำแพงเพชร ในเขตแม่น้ำปิง และ จ.อุทัยธานี เราจึงจำเป็นต้องมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง ทำให้เรามีความจำเป็นต้องคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตรานี้จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ
ย้ายเครื่องดันน้ำช่วยสมุทรสงคราม
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ขอสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำเพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่แม่น้ำแม่กลอง ว่า ขณะนี้เครื่องผลักดันน้ำของกองทัพเรือ มีอยู่ราว 90 เครื่อง อยู่ที่กรุงเทพมหานคร 16 เครื่อง นครนายก 30 เครื่อง ฉะเชิงเทรา 20 เครื่อง และสมุทรปราการ 24 เครื่อง ส่วนที่จังหวัดสมุทรสงครามร้องขอนั้น ซึ่งตนได้คุยกับจังหวัดนครนายกแล้ว โดยในวันนี้จะย้ายเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 10 เครื่อง ไปยังจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อผลักดันน้ำออกทะเล
ปภ.ระบุยังมีน้ำท่วม26จังหวัด
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยใน 26 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์ รวม 140 อำเภอ 1,154 ตำบล 8,325 หมู่บ้าน รวมทั้ง กทม.ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,270,151 ครัวเรือน 3,519,416 ทั้งนี้ ปภ.ยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เร่งสูบระบายน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย ให้เร่งเข้าฟื้นฟูพื้นที่ทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว
ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) กล่าวว่า ได้บริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา และลุ่มน้ำป่าสัก เชื่อมโยงทั้งระบบ โดยจัดจังหวะการรับและระบายน้ำแต่ละช่วงให้สัมพันธ์กัน เพื่อลดปริมาณน้ำจากทั้งสองลุ่มน้ำ ที่จะไหลลงมาสมทบในพื้นที่ตอนล่างมากเกินไป ในช่วงเวลาเดียวกัน
เขื่อนป่าสักฯเพิ่มระบายน้ำ
สำหรับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เวลา 06.00 น.วันเดียวกันนี้ มีปริมาณน้ำในอ่าง 957.13 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 109.83% ของความจุที่ระดับเก็บกักปกติ มีน้ำไหลเข้าอ่าง 397.95 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มการระบายน้ำจากประมาณ 450 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 500.04 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำในอ่างและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำจากฝนระลอกใหม่
ขณะที่เขื่อนพระราม 6 จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 675.65 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยจะบริหารการระบายน้ำ ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ รวมถึงน้ำจากพื้นที่ข้างเคียงที่ไหลมาสมทบ เพื่อจัดจังหวะน้ำในลุ่มป่าสักตอนล่าง ให้สัมพันธ์กับการบริหารน้ำในลุ่มเจ้าพระยา และความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ท้ายน้ำ
อยุธยาจมน้ำมิดหลังคาบ้าน
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้ง 16 อำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 3 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล ยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง บางบ้านถูกน้ำท่วมถึงชั้น 2 ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออก ขณะที่บางครอบครัวต้องออกไปเช่าห้องพักอาศัยชั่วคราว เพื่อให้สามารถเดินทางไปทำงานได้สะดวกขึ้น
จากการลงพื้นที่พบว่าน้ำได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนเกือบทั้งหมด และเริ่มเอ่อข้ามถนนเป็นช่วงๆ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ต้องช่วยกันเสริมคันดินและกระสอบทราย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลข้ามถนนเข้าท่วมพื้นที่เพิ่มเติม ส่วนรถยนต์และจักรยานยนต์ ต้องนำมาจอดไว้บนถนนที่น้ำยังไม่ท่วม ขณะที่ภายในชุมชนหลายจุดมีน้ำท่วมสูง จนบ้านเรือนบางหลังไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้ตามปกติ
ชาวบ้านต้องการห้องน้ำลอยน้ำ
น.ส.นารีรัตน์ ดนตรี อายุ 27 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้น้ำมาเร็วมาก ภายในเวลาเพียงประมาณ 8 วัน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นครั้งละประมาณ 50-60 เซนติเมตร บางวันน้ำท่วมถึงบันไดชั้น 2 ของบ้าน โดยปัจจุบันบางบ้านน้ำท่วมถึงชั้น 2 แล้ว ส่วนบ้านที่น้ำท่วมถึงหลังคา เจ้าของบ้านต้องย้ายออกไปเช่าที่พักอาศัยด้านนอก ซึ่งผู้สูงอายุยิ่งเดินทางลำบาก บางรายต้องอยู่แต่ในบ้าน ปัญหาสำคัญคือห้องน้ำ หลายบ้านใช้งานไม่ได้ จึงอยากให้หน่วยงานช่วยเหลือเรื่องห้องน้ำชั่วคราวที่ลอยน้ำได้
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือและเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์และขั้นตอนการยื่นขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่ในระหว่างนี้ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมสูงและรอให้สถานการณ์คลี่คลาย
อ.สรรพยากระทบกว่า6ตำบล
ส่วนที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวัง หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนเรื่องฝนฟ้าคะนอง โดย อ.สรรพยา ชุมชนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 6 ตำบล ประกอบด้วย ต.โพนางดำออก ต.โพนางดำตก ต.หาดอาษา ต.ตลุก ต.บางหลวง และ ต.สรรพยา รวมกว่า 4,534 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีสถานศึกษา 5 แห่ง ถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกัน
นายอนุพงษ์ คล้องการ รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วม 5 แห่ง ที่ไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้ ซึ่งโรงเรียนวัดมะปราง หนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ ก่อนหน้านี้ได้ปิดการเรียนล่วงหน้าไปแล้ว จากเดิมที่จะปิดภาคเรียนในวันที่ 9 ต.ค.นี้ เมื่อทราบว่าจะมีการระบายน้ำเพิ่ม ทางโรงเรียนจึงเลื่อนการสอบและปิดภาคเรียนที่ 1 เร็วขึ้น ก่อนที่น้ำจะท่วม และเก็บของหนีน้ำเพื่อลดความเสียหาย
ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เริ่มลดลง โดยสถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดอยู่ที่ 2,034 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.29 เมตร/รทก.มีปริมาณน้ำด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.93 เมตร/รทก.และเขื่อนเจ้าพระยา มีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นวันที่ 4
นครนายฯขอให้งดระบายน้ำ
อีกด้านหนึ่ง นายชานน วาสิกศิริ ผวจ.นครนายก ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ นย 0021/9645 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ถึงอธิบดีกรมชลประทาน ขอความอนุเคราะห์งดการระบายน้ำ เข้ามาในระบบของคลอง 14 , 15 และ 16 โดยระบุว่า ด้วยปรากฏข้อมูลข่าวสาร ว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะปรับเพิ่มการระบายน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำเหนือพื้นที่ จ.นครนายก มีปริมาณเพิ่มสูง เนื่องจากปัจจุบันมีสถานการณ์น้ำท่วม จ.นครนายก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อ.องครักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเป็นพื้นที่รับน้ำ ประชาชนได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนใน อ.องครักษ์ ทางจังหวัดนครนายก จึงขอความร่วมมือกรมชลประทาน พิจารณางดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบของคลอง 14, 15 และ 16
กฟผ.ปรับแผนระบายน้ำเพิ่ม
ที่ จ.กาญจนบุรี วันเดียวกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจ้งแผนการระบายน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ระหว่างวันที่ 5–11 ตุลาคม 2569 เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำในอ่างฯ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนระยะต่อไป โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำควบคู่กัน
สำหรับแผนดังกล่าวกำหนดให้ระบายน้ำวันละ 4 ล้าน ลบ.ม.ส่วนวันที่ 6 ตุลาคม เพิ่มเป็น 6 ล้าน ลบ.ม.และวันที่ 7–11 ตุลาคม เพิ่มเป็นวันละ 8 ล้าน ลบ.ม.โดยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ จะระบายผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ ก่อนเข้าสู่ระบบแม่น้ำแม่กลอง
น้ำแม่กลองเริ่มลดระดับลง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำในลุ่มแม่กลอง เริ่มลดลง โดยกรมชลประทาน ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลอง อยู่ที่ 969 ลบ.ม.ต่อวินาที สอดคล้องกับจังหวะที่ กฟผ.เริ่มทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์
ส่วนสถานการณ์ท้ายน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณสถานีวัดน้ำบ้านหนองบัว ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยกำหนดระดับเฝ้าระวังไว้ที่ 26.50 เมตร/รทก.และควบคุมไม่ให้เกิน 27.00 เมตร/รทก.ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ มากกว่าแผนที่กำหนดไว้ กฟผ.จะหารือร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อกำหนดอัตราการระบายที่เหมาะสมต่อไป
รบ.แจงเมืองกรุงน้ำทยอยลดแล้ว
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่ กทม.ขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางสัญจรไปมา ซึ่งเหลือเส้นทางที่ยังคงมีน้ำท่วมขังสูงอยู่คือ บริเวณถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนควรจะหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ส่วนชุมชนเคหะร่มเกล้า ทาง กทม.ได้ทำการระบายน้ำลดลงไปแล้วกว่า 30-70 เซนติเมตร โดยมีเป้าหมายในการระบายน้ำอย่างน้อยอยู่ที่ 25 เซนติเมตร/วัน ส่วนในเขตมีนบุรี ประเวศ สะพานสูง ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่ม เพื่อที่จะผลักดันน้ำไปสู่คลองแสนแสบ ส่วนชุมชนสายไหมและออเงิน ได้นำเครื่องสูบน้ำมาจากเขตที่น้ำแห้งแล้วมาสมทบเพิ่มเติม รวมถึงใช้เรือผลักดันน้ำออกไปโดยคาดว่าน้ำจะแห้งภายใน 2 วัน
ลาดกระบัง-เคหะร่มเกล้าดีขึ้น
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ว่า ภาพรวมในวันนี้ยังคงเป็นการทยอยกู้คืนพื้นที่ที่ยังคงมีน้ำท่วม โดยล่าสุดหลายพื้นที่ในเขตลาดกระบัง เช่น เคหะร่มเกล้า สถานการณ์ค่อย ๆ ดีขึ้น และจะมีการทยอยไปช่วยหมู่บ้านโซนต่าง ๆ ในเขตลาดกระบัง รวมถึงถนนบางช่วงที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง เพื่อให้รถเล็กสามารถผ่านได้
ส่วนที่มีพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าจะมีฝนตกในห้วงวันที่ 4 - 7 ต.ค.นี้ นายวิศณุ ระบุว่า เป็นความท้าทายที่จะต้องเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้ไวที่สุดเพื่อเตรียมรับฝนที่กำลังจะมา รวมทั้งจะต้องเร่งผลักดันน้ำออกจากทั้งคลองสายหลักและสายย่อยด้วย ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำในคลองต่าง ๆ ก็เริ่มลดลงแล้ว และวันนี้จะมีการนำเครื่องสูบน้ำไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่และระบายลงคลอง
ส่วนหมู่บ้านโซนที่อยู่ในบริเวณคลองทับช้างบน ระดับน้ำเริ่มลดลงมาอยู่ที่ข้อเท้า และสามารถสัญจรได้แล้ว รวมถึงจะมีการระดมเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่บึงกุ่มหรือคลองจั่น เพื่อไปช่วยสนับสนุนพื้นที่มีนบุรี ลาดกระบัง และหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ยังคงมีน้ำท่วม ส่วนการใช้ท่อสูบพญานาค (ท่อซิ่ง) ในบริเวณเคหะร่มเกล้า ยังคงเดินเครื่อง 4 ตัว จากทั้งหมด 6 ตัว เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลงแล้ว แต่ยังคงสแตนบายเผื่อต้องไปช่วยพื้นที่อื่นๆ โดยโซนที่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง คือ หมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ที่เขตหนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่และระดับน้ำสูงมาก แม้จะมีโซนหนึ่งที่มีที่สูบน้ำทำให้ยังพอสัญจรได้ แต่โซนอื่น ๆ ก็ยังคงหนักอยู่ เนื่องจากระดับน้ำปริ่มคลอง
ระดมกำลังฟื้นฟูสายไหม
นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานกิจกรรม “รวมพลังฟื้นฟูหลังน้ำลด พื้นที่เขตสายไหม” ณ บริเวณสถานีบริการน้ำมันบางจาก วิธนทรัพย์สายไหม ข้างสำนักงานเขตสายไหม โดยมี นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายสมชาย เวสารัชตระกูล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสายไหม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กองทัพ และจิตอาสา เข้าร่วม
กิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย สำนักงานเขตสายไหม สำนักงานเขตคลองเตย และสำนักงานเขตราชเทวี ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กรมราชทัณฑ์ และแขวงทางหลวง เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมุ่งเน้นการล้างทำความสะอาดพื้นที่ จัดเก็บขยะตกค้าง ขยะชิ้นใหญ่ เศษวัสดุ และสิ่งปฏิกูล รวมถึงดูแลด้านสุขอนามัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็ว
กทม.เตรียมรับมือฝนตกหนัก2ช่วง
นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาวันนี้มีการคาดการณ์สูงสุดที่ 1.72 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของ กทม.ประมาณ 1.28 เมตร ส่วนมาตรการเตรียมรับมือฝนตกหนัก 5-6 ต.ค.และวันที่ 10-11 ต.ค.นั้น กทม.จะเร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก เพื่อรับมือฝนที่จะเกิดขึ้น และเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปประจำในจุดที่คาดว่า จะมีโอกาสเป็นจุดเสี่ยง เช่น พื้นที่เขตสายไหม เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา และเขตสะพานสูง ส่วนพื้นที่น้ำลดแล้ว กทม.ได้จัดเก็บขยะลอยน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้เก็บขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 1,400 ตันเศษ และปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประมาณ 40,000 ราย โดยสิทธิการช่วยเหลือ ประกอบด้วย ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าอุปกรณ์ยังชีพ ซึ่งมี 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสายไหม และเขตบางกะปิ
‘ศรีสุวรรณ’เสนอปลด‘ชัชชาติ’
ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครมีมติขอให้รมว.มหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาสั่งให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 52 (8) แห่ง พรบ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร 2528
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวเพื่อรองรับน้ำหลาก และระบายออกเมื่อระดับน้ำลดลงตามธรรมชาติซึ่งเรียกว่า “แก้มลิง”ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ ช่วยบรรเทาอุทกภัยและระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบึงรับน้ำคลองคู้บอน ที่ตั้งอยู่ในเขตคันนายาวและเขตคลองสามวา มีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ และมีความจุในการกักเก็บน้ำประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยป้องกันน้ำท่วมให้ประชาชนได้มากกว่า 1.4 ล้านคน ใน 4 เขต คือ คลองสามวา, คันนายาว, สายไหม และมีนบุรี
ทั้งนี้ พื้นที่แก้มลิงดังกล่าวผ่านการประชาพิจารณ์มาแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.2560 และ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อปี 2562 ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยนั้นได้ผลักดันมาโดยตลอด แต่เมื่อนายชัชชาติ มาเป็นผู้ว่าฯกทม. ต่อกลับเพิกเฉยไม่เดินหน้า เพื่อเสนอร่าง พ.ร.ฎ.จะเวนคืนที่ดินฯเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยอ้างว่าไม่เหมาะสมแล้ว มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 11,000 ล้านบาท
ดังนั้น การที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ยอมผลักดันเสนอ (ร่าง) พ.ร.ฎ.จะเวนคืนฯที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อมาทำแก้มลิงตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 นั้น แม้ชาวบ้านในพื้นที่จะเรียกร้องและยื่นหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะมีบริษัทที่เป็นอดีตคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯชัชชาติ ไปซื้อที่ดินอยู่ในบริเวณนั้นอยู่ด้วยกว่า 20 ไร่ จึงไม่กล้าที่จะเวนคืน จึงปล่อยเรื่องดังกล่าวให้ตกไปตามสภาพ โดยไม่ต้องสั่งยกเลิก เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวขาดพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดอุทกภัยในบริเวณดังกล่าว จึงน่าจะเข้าข่ายเป็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน อันอาจเข้าข่ายกระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควรปฏิบัติในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่ กทม. หรือแก่ราชการโดยส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน
จึงเป็นอำนาจของสภากทม. ที่จะมีมติขอให้ รมว.มหาดไทย เสนอ ครม. พิจารณาสั่งให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ออกจากตำแหน่งได้ ตามมาตรา 52 (8) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร 2528
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

