รัฐบาลดันเกษตรไทยสู่ยุค AI ครม.รับทราบผลประชุมเอเปค เดินหน้าความมั่นคงทางอาหาร ชูนวัตกรรม–เกษตรอัจฉริยะ

รัฐบาลดันเกษตรไทยสู่ยุค AI! ครม.รับทราบผลประชุมเอเปค เดินหน้าความมั่นคงทางอาหาร ชูนวัตกรรม–เกษตรอัจฉริยะ รับมือโลกรวน สร้างโอกาสเกษตรกรไทย
ครม.รับทราบผลประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 ณ เมืองหางโจว ประเทศจีน เดินหน้าความร่วมมือด้านอาหารและการเกษตร ชู AI เทคโนโลยีดิจิทัล และเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการลดการสูญเสียอาหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างเขตเศรษฐกิจเอเปค มุ่งยกระดับศักยภาพภาคเกษตรไทยในระยะยาว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค (APEC Food Security Ministerial Meeting) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร และการสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหาร เพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการผลิตอาหารในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีฉันทามติร่วมกันรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 และเอกสารหลักการเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในภูมิภาคเอเปคผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารให้มีความมั่นคง สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือยกระดับภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้ข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์ประกอบการตัดสินใจ การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเกษตรกรและระบบอาหารในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหาร การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในระบบเกษตรและอาหาร การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยสมัครใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเอเปคสามารถพัฒนาระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงทางอาหารกับสมาชิกเอเปค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากความร่วมมือนี้สามารถนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสีย และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ เอกสารผลลัพธ์ทั้ง 2 ฉบับ เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ไม่มีการลงนาม และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันด้านงบประมาณเพิ่มเติมแก่ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสมาชิกเอเปคเป็นสำคัญ
“ ความมั่นคงทางอาหารในโลกยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงเพียงการผลิตอาหารให้เพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบเกษตรที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่าง การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในเวทีเอเปคจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตรไทย เพราะความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นคงให้กับผู้ผลิตอาหารของประเทศด้วย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

