หากมีการ‘จ่ายเงินพิเศษรายเดือน สส.’เกิดขึ้นจริง ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร?

หมายเหตุจากผู้เขียน : ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือนิติศาสตร์โดยตรง แต่ได้มีโอกาสปรึกษาหารือและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อนำมาสรุปและวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้าย ป้ายสี หรือยืนยันข้อเท็จจริงว่าบุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำความผิดตามข่าว แต่จัดทำขึ้นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อให้สังคมและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณา ตรวจสอบ และตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้ตามข้อสังเกตและกระแสข่าวที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะ
จากกระแสข่าวหรือข้อสังเกตที่พูดถึงประเด็นการจ่ายเงินสนับสนุนรายเดือนให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในสังกัดพรรคการเมือง โดยหัวหน้าพรรคอาจรู้เห็นหรือควรรู้การกระทำนั้น หากเรื่องดังกล่าวมีอยู่จริง หรือเป็นไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกต ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบทางกฎหมายที่ผูกพันทุกฝ่ายแบบลูกโซ่
บทความนี้จึงชวนมาสำรวจข้อกฎหมายและความเสี่ยงในมิติจำนวนมาก หากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำมาตรวจสอบตามกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย ป.ป.ช. และประมวลกฎหมายอาญา โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีศึกษา ดังนี้
กรณีที่ 1 : หากมีการจ่ายเงินรายเดือน สส. เดือนละ 4 แสนบาท (จากเงินพรรค หรือทุนส่วนตัว)
ในทางกฎหมาย การนำเงินมาแจกจ่ายลักษณะนี้ ไม่สามารถทำได้ในฐานะเงินเดือนหรือค่าเลี้ยงดูส่วนตัว เนื่องจากขัดต่อวัตถุประสงค์การใช้เงินของพรรคการเมืองและกฎหมายปราบปรามการทุจริตอย่างชัดเจน หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อแต่ละฝ่ายจะมีดังนี้ :
1.ผลกระทบต่อ “หัวหน้าพรรคการเมือง”
● เสี่ยงพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง : หากพบการนำเงินพรรคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ (ขัดต่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 87) หรือมีการรับเงินนอกระบบมาแจก สส. อาจนำไปสู่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค ตามมาตรา 92 ซึ่งจะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดต้องพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
● ความผิดด้านจริยธรรม : การปล่อยให้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อควบคุมเสียงโหวต อาจถูกร้องเรียนว่าเข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งหาก ป.ป.ช. ชี้มูลและส่งศาลฎีกาพิจารณา อาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
● โทษทางอาญา : หากเป็นการอนุมัติเงินพรรคผิดวัตถุประสงค์ หรือจงใจทำรายงานการเงินเท็จ หัวหน้าพรรคย่อมมีความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ และอาจมีความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานรับทรัพย์สินโดยมิชอบ
2.ผลกระทบต่อ “สส. ผู้รับเงิน”
● ความผิดฐานรับสินบนและผลประโยชน์ทับซ้อน : สส. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ การรับเงินเพิ่มเดือนละ 4 แสนบาทนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ ย่อมไม่สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย และหากมีเงื่อนไขให้ต้องยกมือโหวตตามใบสั่งโดยขัดต่อประโยชน์ของชาติ จะเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (รับสินบน) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
● ความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน : เงินจำนวนหลักล้านบาทต่อปีไม่สามารถชี้แจงที่มาในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ได้ หากจงใจปกปิด อาจส่งผลให้ พ้นจากตำแหน่ง สส. และถูกเพิกถอนสิทธิ
3.ผลกระทบต่อ “ผู้ให้เงิน” (นายทุนพรรค หรือผู้สนับสนุน)
● ความผิดเรื่องการครอบงำพรรคและบริจาคเกินเพดาน : กฎหมายกำหนดให้บุคคลธรรมดาบริจาคเงินให้พรรคได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี การจ่ายเงินนอกระบบให้ สส. รายละ 4 แสนบาท ถือว่าเกินเพดานและผิดกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 88) รวมถึงมีความผิดฐาน ครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมือง (มาตรา 28 และ 29) มีโทษจำคุก 5 ถึง 10 ปี
● ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน : ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หากพิสูจน์ได้ว่าจ่ายเงินเพื่อจูงใจให้ สส. ลงมติเอื้อประโยชน์ ผู้ให้จะมีโทษจำคุกและปรับ
กรณีที่ 2 : หากเงินดังกล่าวมีที่มา “จากเว็บพนันออนไลน์”
หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า ต้นทางของเงินสนับสนุนดังกล่าวมาจากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ คดีความจะไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่จะยกระดับเป็น “คดีอาญาแผ่นดินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจร้ายแรง” ทันที เนื่องจากเว็บพนันถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน

1.ผลกระทบต่อ “หัวหน้าพรรคการเมือง”
● ยุบพรรคแบบไม่มีข้อยกเว้น : กฎหมายห้ามพรรคการเมืองรับเงินโดยรู้หรือควรจะรู้ว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากเงินนั้นมาจากเว็บพนัน หัวหน้าพรรคจะต้องเผชิญกับคำสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองทันทีตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 72
● โทษฟอกเงินที่หนักขึ้น : ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 10 กำหนดให้ผู้กระทำผิดที่เป็น สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับโทษหนักขึ้นเป็น 2 เท่า ของอัตราโทษปกติ และเสี่ยงถูก ปปง. ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
● ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรับสินบน : หากปรากฏว่ามีการปล่อยปละละเลยไม่ปราบปรามเครือข่ายพนัน หรือรับเงินเพื่อแลกกับการคุ้มครอง อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 149 ซึ่งมีโทษหนักถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
2.ผลกระทบต่อ “สส. ผู้รับเงิน”
● คดีฟอกเงินและโทษทวีคูณ : สส. ที่รับเงินโดยรู้หรือควรรู้ว่าเป็นเงินจากเว็บพนัน จะมีความผิดฐานฟอกเงิน และต้องรับโทษหนักขึ้น 2 เท่าตามกฎหมายฟอกเงิน (นับความผิดต่างกรรมต่างวาระเป็นรายเดือน โทษรวมอาจสูงถึงหลายสิบปี)
● ถูกยึดทรัพย์สินลามถึงครอบครัว/คนใกล้ชิด : ปปง. มีอำนาจสั่งอายัดและยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาหรือแปลงสภาพในช่วงเวลานั้น โดย สส. มีภาระต้องพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินด้วยตนเอง
● ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ : หากพบว่ามีการใช้ตำแหน่งกรรมาธิการหรืออำนาจหน้าที่ไปช่วยวิ่งเต้นคดีให้เว็บพนัน โทษทางอาญาจะรุนแรงถึงขั้นสูงสุด
3.ผลกระทบต่อ “ผู้ให้เงิน” (เจ้าของเว็บพนัน / ทุนสีเทา)
● เจอข้อหาชุดใหญ่หลายกรรม : ตั้งแต่ความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการพนันออนไลน์, ความผิดฐานฟอกเงิน, ให้สินบนเจ้าพนักงาน, และความผิดฐานสนับสนุนเงินผิดกฎหมายให้พรรคการเมือง
● ยึดทรัพย์สินแบบถอนรากถอนโคน : ปปง. จะใช้มาตรการแกะรอยเส้นทางการเงิน (Reverse Money Trail) เพื่อยึดทรัพย์สินทั้งอสังหาริมทรัพย์ บัญชีม้า และคริปโตเคอร์เรนซีให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงเสี่ยงถูกดำเนินคดีข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหากมีเครือข่ายโยกย้ายเงินข้ามแดน
บทสรุปสำหรับสังคม : พิษภัยของ “ธุรกิจการเมือง” และเหตุผลที่ประชาชนต้องไม่ยอมรับ
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความผิดทางกฎหมายหรือคดีความส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “ความเสื่อมทรามของระบอบประชาธิปไตย” อย่างลึกซึ้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาล่างและสภาบนมีสถานะเป็น “ผู้แทนของปวงชน” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
หากสถาบันนิติบัญญัติถูกครอบงำด้วย “อำนาจเงิน” หรือ “ผลประโยชน์จากธุรกิจการเมืองและการฟอกเงินสีเทา” จะเกิดผลกระทบที่เลวร้ายต่อระบอบการปกครองอย่างยิ่ง :
1.การบิดเบือนเจตจำนงประชาชน : สส. ที่ควรทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน กลับกลายเป็น “ลูกจ้าง” ของนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลที่จ่ายเงินเดือนใต้โต๊ะ ทำให้การลงมติในสภาเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนหรือธุรกิจสีเทา มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
2.ทำลายหลักนิติธรรม (Rule of Law) : เมื่ออำนาจรัฐถูกซื้อขายได้ ประเทศจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนมืด กฎหมายและการตรวจสอบจะถูกลดทอนประสิทธิภาพ กลายเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์พวกพ้อง
3.เปิดประตูให้ทุนสีเทาครอบงำประเทศ : การใช้เงินเว็บพนันหรือเงินนอกระบบมาหล่อเลี้ยงนักการเมือง ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทามีอำนาจต่อรองสูงในโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและศีลธรรมอันดีของสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคน
ประชาชนคนไทยทุกคนต้องตระหนักว่า เราจะต้องไม่ยอมรับเรื่องเช่นนี้ การใช้ธุรกิจการเมืองด้วยเงินหรือผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาเป็นสิ่งที่เรานิ่งเฉยไม่ได้ ประชาชนและสังคมจึงต้องช่วยกันหูตาไว ตรวจสอบ และต่อต้านอย่างถึงที่สุด เพื่อทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้กลับมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

