สั่งฟื้นแก้มลิง นายกฯสกัดท่วมกรุง ชัชชาติสำรวจทันที

สั่งฟื้นแก้มลิง
นายกฯสกัดท่วมกรุง
ชัชชาติสำรวจทันที
“สส.บุญรวี”แฉกลุ่มทุนเทาใช้นอมินีคนไทย กว้านซื้อที่ดินแก้มลิงหลายจังหวัด ฝังขยะอิเล็กทรอนิกส์ สร้างผลกระทบลามหลายจังหวัดจมน้ำ จี้ นายกฯ หยุดสวดมนต์ หันมาเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้าน“ผู้ว่าฯชัชชาติ” พร้อมรื้อฟื้นแก้มลิงใหม่
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย แถลงเรียกร้องรัฐบาลเร่งตรวจสอบกลุ่มทุนเทากว้านซื้อที่ดินหลายจังหวัดว่า ปัญหาน้ำท่วมหลายจังหวัดของประเทศไทยขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่แก้มลิง รองรับน้ำท่วมหายไป อย่างที่กรุงเทพฯ ผู้ว่าฯกทม.ตัดพื้นที่แก้มลิงทิ้งไป 95% อาทิ บึงคู้บอน พื้นที่ 130ไร่ บึงบางชัน เป็นความผิดพลาดการบริหารงานของผู้ว่าฯ ทำให้พื้นที่แก้มลิงหายไป จนประชาชนเดือดร้อน ขณะเดียวกันยังได้รับข้อมูลร้องเรียนจากทั่วประเทศว่า ขณะนี้กลุ่มทุนเทากำลังใช้คนไทยเป็นนอมินี เร่งกว้านซื้อที่ดินภาคกลาง ภาคตะวันออก อาทิ ระยอง ชลบุรี อยุธยา ปทุมธานี ปราจีนบุรี พื้นที่หลายแห่งที่ถูกซื้อไป มีศักยภาพพัฒนาเป็นโครงการแก้มลิง แก้ปัญหาน้ำท่วมตามแนวทางพระราชดำริ แต่ถูกกลุ่มทุนเทากว้านซื้อ นำไปสร้างหมู่บ้าน และลักลอบทิ้งขยะอิเลกทรอนิกส์ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนตามมา เช่น จ.ปราจีนบุรี พื้นที่น้ำท่วมบางแห่ง น้ำกลายเป็นสีรุ้ง เป็นผลพวงจากการฝังขยะอิเลกทรอนิกส์ หรือจ.ระยอง ก็มีคนไทยเป็นนอมินีทุนเทา กว้านซื้อที่ดินขนาด 50- 100ไร่ มีเบื้องหลังที่น่าตกใจคือ หลังจากซื้อที่ดินแล้ว จะขุดดินทำเป็นบ่อมีความลึก 50เมตร แล้วลักลอบขน ขยะอิเลกทรอนิกส์มาทิ้งจนเต็ม ก่อน ฝังกลบ และก่อสร้างโรงงานทับไว้ด้านบน
นายบุญรวี กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่ามัวแต่นั่งสวดมนต์ เพราะหลายพื้นที่กลุ่มทุนเทาไปกว้านนซื้อ มีศักยภาพพัฒนาให้เป็นแก้มลิง รองรับน้ำหลากได้ แต่รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ ปล่อยให้เกิดการซื้อขายที่ดินของกลุ่มทุนสีเทา ส่งผลกระทบต่ออนาคตประเทศ จึงต้องเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตรวจสอบการครอบครองที่ดินอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ผู้กระทำผิดกลายเป็นภาระด้านน้ำท่วมและสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องแบกรับในอนาคต
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการสร้างแก้มลิงเพิ่มเติมหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ว่า เรื่องแก้มลิงก็เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บกักระบายน้ำอยู่ในนโยบายของกรมชลประทาน ตนกำลังจะมอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มพื้นที่ และวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ฟังที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ทำแก้มลิงรอบพื้นที่กทม.ก็ได้นำข้อเสนอนี้สั่งการไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ดูว่าสามารถเพิ่มแก้มลิงในพื้นที่รอบกทม.ได้โดยตรงหรือไม่ ถ้าทำได้ ก็พร้อมดำเนินการ เพราะมีงบประมาณในการดำเนินการอยู่ เราพร้อมทำให้ทุกอย่างสามารถเป็นแหล่งรับน้ำ เก็บกักน้ำได้เพราะเมื่อน้ำท่วมเสร็จ ก็จะเข้าสู่ฤดูแล้งที่เราต้องเร่งดำเนินการและทำศึกษาอยู่
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างบึงรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเฉพาะบึงคู้บอนและบึงบางชันโดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าว เป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำที่ กทม.ดำเนินการตามหลักวิชาการและแนวคิดเรื่องพื้นที่แก้มลิง ไม่ใช่โครงการพระราชดำริโดยตรง พร้อมระบุว่าการตัดสินใจดำเนินโครงการต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมทางเทคนิค ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน
โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งเกิดขึ้น จากการที่สำนักการระบายน้ำกทม.นำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำในลักษณะแก้มลิง มาปรับใช้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และเริ่มกำหนดโครงการในปี 2556 โดย กทม.เป็นผู้พิจารณาตำแหน่ง และพื้นที่ดำเนินโครงการเองดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างโครงการที่กทม.จัดทำขึ้นกับโครงการแก้มลิงที่เป็นโครงการพระราชดำริโดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่อย่างบึงหนองบอนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ โครงการบึงรับน้ำ 6แห่งนั้น ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว4โครงการจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ในอดีต เหลือ 2 โครงการ ได้แก่ บึงคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกนำกลับมาถกเถียงถึงความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินการอีกครั้ง
นายชัชชาติ ย้ำว่า ยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการรองรับน้ำของบึงคู้บอนและบึงบางชัน เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีความจุรวมประมาณ 1ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถรองรับน้ำได้จริงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในสถานการณ์ฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีปริมาณสูงถึงประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้การสร้างบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่นายชัชชาติเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งบริษัทดังกล่าวเคยมีที่ดินในพื้นที่และยื่นคัดค้านการเวนคืน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ในปี 2558 ขณะดำรงตำแหน่งCEOของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง บริษัทได้ซื้อที่ดินในพื้นที่เพิ่มสินมาก่อนแล้วเมื่อ กทม.จัดทำกระบวนการประชาพิจารณ์ บริษัทในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจึงใช้สิทธิยื่นคัดค้านตามกระบวนการ
“การยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในปี 2561ซึ่งเป็นช่วงการบริหารงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนอื่น ไม่ใช่ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งและยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้องแต่อย่างใด” นายชัชชาติ ย้ำ
นายชัชชาติแสดงความกังวลต่อการนำโครงการบึงรับน้ำดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นโครงการพระราชดำริเนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับที่มาและสถานะของโครงการ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดดังกล่าว
นายชัชชาติย้ำว่า หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือข้อเสนอใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการบึงคู้บอนหรือบึงบางชันมีความคุ้มค่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำข้อมูลกลับมาศึกษาและพิจารณาใหม่ โดยพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และทุกภาคส่วน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

